Skip Navigation
คุณอยู่ที่: เกี่ยวกับเรา > รายงานและเอกสารข้อเท็จจริงของสถานทูตฯ > รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2550 ประเทศไทย (กลุ่มที่ 2)
Skip Left Section Navigation

รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2550
ประเทศไทย (กลุ่มที่ 2)

ประเทศไทยเป็นประเทศต้นทาง ทางผ่านและปลายทาง สำหรับการค้าผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กเพื่อการแสวงประโยชน์ทางเพศและแรงงานบังคับ ช่องว่างทางเศรษฐกิจในภูมิภาคผลักดันให้คนต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย  และเปิดโอกาสให้พ่อค้ามนุษย์บังคับ หรือหลอกลวงแรงงานต่างชาติที่ไม่มีเอกสารประจำตัวเหล่านี้มาใช้แรงงานหรือแสวงประโยชน์ทางเพศ  ผู้หญิงและเด็กชาวพม่า กัมพูชา ลาว สาธารณรัฐประชาชนจีน รัสเซีย และอุซเบกิสถานถูกนำมาค้าให้ธุรกิจทางเพศในไทย มีผู้หญิงและเด็กหญิงชาวพม่า กัมพูชา และเวียดนามจำนวนหนึ่งที่

เดินทางผ่านชายแดนทางใต้ของไทยเข้ามาเลเซียเพื่อค้าประเวณีในมาเลเซีย ส่วนใหญ่ที่เมืองยะโฮร์ บาห์รู ตรงข้ามกับสิงคโปร์ ผู้หญิงและเด็กหญิงชาวไทยและชาวเขาถูกนำมาค้าประเวณีในไทย ญี่ปุ่น มาเลเซีย อัฟริกาใต้ บาห์เรน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ยุโรป แคนาดา และสหรัฐอเมริกา การที่ผู้หญิงและเด็กหญิงชาวเขาในภาคเหนือของไทยไม่ได้รับสัญชาติไทยทำให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ได้ง่ายขึ้น  และทำให้การส่งตัวกลับประเทศล่าช้าเนื่องจากไม่มีสัญชาติ การแพร่หลายของธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อบริการทางเพศในประเทศไทยมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการค้ามนุษย์เพื่อนำมาแสวงประโยชน์ทางเพศ

หลังจากเดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยความสมัครใจของตนเอง ชาย หญิง และเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพม่าก็ถูกนำมาค้าแรงงานในภาคเกษตร โรงงาน ภาคก่อสร้าง ภาคประมง คนรับใช้ตามบ้าน และขอทาน แรงงานไทยในไต้หวัน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลางมักต้องจ่ายค่านายหน้าจำนวนมากก่อนออกเดินทางซึ่งทำให้ตกเป็นทาสหนี้ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการค้ามนุษย์ เด็กจากพม่า ลาวและกัมพูชาถูกนำมาค้าในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นขอทานและใช้แรงงาน รวมทั้งเป็นแรงงานในเรือประมงและกระบวนการประมงอื่นๆ รายงานที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศและมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งร่วมกันตีพิมพ์ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2549 พบว่าแรงงานต่างด้าวจำนวนมากรวมทั้งเด็กที่ไม่มีใบอนุญาต ซึ่งทำงานในภาคเศรษฐกิจสำคัญสี่ภาคของไทย (ประมง ก่อสร้าง การเกษตรเชิงพาณิชย์ และแรงงานรับใช้ตามบ้าน) ตกเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงานของนายจ้างชาวไทย

การดำเนินการเพื่อกำจัดการค้ามนุษย์ของรัฐบาลไทยยังไม่ได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ อย่างไรก็ดีรัฐบาลกำลังใช้ความพยายามอย่างมากที่จะแก้ปัญหา รัฐบาลยังดำเนินความพยายามอย่างต่อเนื่องในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ แต่ไม่ได้ปรับปรุงการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เพื่อบังคับใช้แรงงานมากเท่าที่ควร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยบุกค้นโรงงานผลิตกุ้งและช่วยคนงานชายหญิงและเด็กชาวพม่าออกมา 800 คน ในจำนวนนี้ มีหลายคนที่ถูกบังคับใช้แรงงาน และถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ รวมทั้งถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ในอาณาเขตโรงงาน โดยใช้รั้วลวดหนามกั้น และยึดเอกสารประจำตัวไว้ ในจำนวนคนงานหญิงทั้งหมดที่ช่วยออกมา มี 66 คนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และจัดหาที่พักพิงชั่วคราวที่เหมาะสมและนักจิตวิทยาสังคมสงเคราะห์มาให้คำปรึกษา อย่างไรก็ดี ตำรวจได้ส่งตัวคนงานชายไม่เปิดเผยจำนวนกลับพม่าโดยไม่ได้สอบปากคำคนเหล่านี้ก่อนว่าเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงานหรือไม่ อีกห้าเดือนต่อมา เจ้าของโรงงานทั้งสามคนก็ถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีอาญานอกเหนือจากถูกฟ้องในคดีแพ่งและถูกปรับ โรงงานแห่งนี้ ซึ่งเคยส่งกุ้งไปสหรัฐอเมริกา ก็ยังเปิดกิจการอยู่ กฎหมายปราบปรามการค้ามนุษย์ที่ใช้อยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันมีผลบังคับใช้กับการค้ามนุษย์เพื่อการแสวงประโยชน์ทางเพศเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุให้การค้ามนุษย์เพื่อบังคับใช้แรงงานหรือการค้าผู้ชายเป็นความผิดทางอาญา ไทยได้ร่างกฎหมายปราบปรามการค้ามนุษย์ที่มีความครอบคลุมและระบุให้การค้ามนุษย์ทุกรูปแบบเป็นความผิดทางอาญาและให้ความคุ้มครองผู้ชาย ไทยควรผ่านและประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้โดยเร็วที่สุด และแสดงออกถึงความตั้งใจจริงในการดำเนินคดีและลงโทษนายจ้างผู้แสวงประโยชน์และนักค้ามนุษย์เพื่อบังคับใช้แรงงาน

การดำเนินคดี

รัฐบาลไทยมีความคืบหน้าอย่างชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์เพื่อค้าประเวณีและร่วมมือกับประชาสังคมเพื่อสอบสวนคดีค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังไม่มีความคืบหน้าในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์เพื่อบังคับใช้แรงงาน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าสตรีและเด็ก พ.ศ. 2540 ระบุให้การค้ามนุษย์เพื่อการแสวงประโยชน์ทางเพศเป็นความผิดทางอาญา และระบุโทษที่หนักเท่าๆ กับคดีข่มขืน แต่กฎหมายไม่ได้ระบุว่าการค้ามนุษย์เพื่อการบังคับใช้แรงงานเป็นความผิดทางอาญา และโทษที่ระบุไว้ก็เป็นโทษทางวินัยมากกว่าโทษทางอาญา ซึ่งเป็นโทษที่ไม่รุนแรงเพียงพอ ในช่วงปี พ.ศ. 2549 การร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อให้อำนาจในการดำเนินคดีกับการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบและให้ความคุ้มครอง ดูแล และชดใช้ค่าเสียหายมากขึ้นแก่เหยื่อได้เสร็จสิ้นลง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยทั่วๆ ไป รัฐมีเจ้าหน้าที่และทรัพยากรด้านการบังคับใช้กฎหมายไม่เพียงพอในการจัดการกับการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่  ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังรัฐประหารโดยทหารในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ยิ่งทำให้งบประมาณและเจ้าหน้าที่ด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ลดน้อยลง

ในเดือนตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นบาร์คาราโอเกะสองแห่งในจังหวัดนราธิวาส และช่วยผู้หญิงและเด็กรวม 34 คน ซึ่งเป็นชาวเขา ชาวเวียดนาม ลาวและกัมพูชาออกมา ในเดือนมีนาคมปีนี้ ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตนายทหารชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่งในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวและฆาตกรรมคนรับใช้ชาวพม่า ซึ่งเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ รัฐบาลไทยรายงานว่าระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 มีการจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ทั้งสิ้น 88 ราย และมีผู้ตกเป็นเหยื่อของคดีค้ามนุษย์เหล่านี้ทั้งหมด 100 ราย การทุจริตยังคงเป็นปัญหาอยู่บางครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองให้การคุ้มครองซ่องโสเภณี เรือประมง และโรงงานเถื่อนจากการถูกตรวจค้น และในบางครั้งก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการลักลอบนำผู้หญิงและเด็กชาวพม่า กัมพูชา ลาว และสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในไทยหรือผ่านไทยไปประเทศอื่น ในปี พ.ศ. 2549 ไม่มีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายรายใดถูกจับกุมในอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์

การคุ้มครอง

ในปี 2549 รัฐบาลไทยยังคงให้การคุ้มครองอย่างดีต่อชาวต่างชาติที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์เพื่อธุรกิจทางเพศ และพลเมืองไทยที่เดินทางกลับประเทศไทยหลังถูกนำไปค้าแรงงานหรือนำไปค้าให้ธุรกิจทางเพศในต่างประเทศ รัฐบาลมีความร่วมมือที่ดีกับองค์กรประชาสังคมเพื่อให้ความคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อธุรกิจทางเพศ อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติในกฎหมายไทยว่าด้วยการให้ความคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ไม่ได้ครอบคลุมถึงเหยื่อที่เป็นชาย ยิ่งไปกว่านั้น ในปี พ.ศ. 2548 รัฐบาลได้อนุมัติเงิน 500 ล้านบาทเพื่อให้การดูแลเหยื่อการค้ามนุษย์มากขึ้น แต่กลับมีการอนุมัติการใช้จ่ายเงินเพียง 100 ล้านบาทเท่านั้น รัฐบาลส่งผู้หญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ไปอาศัยในบ้านพักคุ้มครองของรัฐบาลหนึ่งในหกแห่งที่ตั้งอยู่ในแต่ละภูมิภาค โดยเหยื่อเหล่านี้จะได้รับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา มีอาหาร ที่พัก และได้รับการรักษาพยาบาล อย่างไรก็ดี ในเขตจังหวัดที่อยู่เหนือพิษณุโลกขึ้นไปทางเหนือ  ไม่มีบ้านพักคุ้มครองของรัฐบาล แต่มีบ้านพักขององค์กรเอกชนที่มักมีคุณภาพดี และเหยื่อการค้ามนุษย์มักถูกส่งตัวไปยังบ้านพักเหล่านี้

รัฐบาลสนับสนุนให้เหยื่อการค้ามนุษย์ที่เป็นผู้หญิงมีส่วนร่วมในการสอบสวนและดำเนินคดีกับการค้ามนุษย์เพื่อธุรกิจทางเพศ รัฐบาลไม่ได้เสนอทางเลือกทางกฎหมายอื่นๆ ให้เหยื่อค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาตินอกเหนือจากการถูกส่งตัวกลับประเทศ ซึ่งคนเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากหรือถูกแก้แค้น โดยทั่วๆ ไป ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อธุรกิจทางเพศจะไม่ถูกจำคุกหรือส่งตัวกลับประเทศ ในขณะที่ผู้ที่ถูกนำมาค้าแรงงานหรือผู้ชายจะถูกส่งกลับประเทศในฐานะคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ในคดีค้ามนุษย์เพื่อนำมาบังคับใช้แรงงานคดีหนึ่งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 แรงงานชายชาวพม่าส่วนใหญ่ถูกส่งตัวกลับประเทศในฐานะคนต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยไม่มีการสัมภาษณ์เพื่อตัดสินว่าคนเหล่านี้เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์หรือไม่ ส่วนคนงานหญิง 66 คนจากโรงงานเดียวกันถูกส่งไปยังบ้านพักคุ้มครองในฐานะเหยื่อการค้ามนุษย์ ในปี พ.ศ. 2549 กระทรวงการต่างประเทศส่งตัวผู้หญิง 380 คนซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำมาค้าเพื่อธุรกิจทางเพศกลับประเทศบาห์เรน (256 คน) มาเลเซีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ และอิตาลี ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 หญิงชาวไทยใหญ่ 9 คน ที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยและถูกนำตัวไปค้าที่มาเลเซียในปี พ.ศ. 2547 ถูกส่งตัวกลับไทย กระบวนการส่งตัวกลับต้องประสบความล่าช้าเนื่องจากคนเหล่านี้ไม่มีสัญชาติไทยหรือสัญชาติใดๆ  รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของการสนับสนุนด้านเทคนิค บุคคลากรและสถานที่แก่องค์กรเอกชนที่ต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างแข็งขัน รัฐบาลร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ในการจัดตั้งที่พักชั่วคราว บ้านพักคุ้มครอง และกระบวนการส่งตัวเพื่อปรับปรุงการให้คุ้มครองเหยื่อ ในปี พ.ศ. 2549 IOM ส่งคนจำนวนทั้งหมด 343 คนกลับประเทศ ในจำนวนนี้ มีชาวลาว 245 คน ชาวกัมพูชา 85 คน และชาวพม่า 13 คน แผนปฏิบัติการแห่งชาติของรัฐบาลเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ ปี พ.ศ. 2548-2550 ระบุว่าจะมีการใช้งบประมาณ 1,197 ล้านบาท สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์

การป้องกัน

ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยยังให้การสนับสนุนกิจกรรมด้านการป้องกันและการเพิ่มจิตสำนึกของประชาชนเกี่ยวกับการค้ามนุษย์เพื่อธุรกิจทางเพศและการบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งธุรกิจท่องเที่ยวที่มีจุดประสงค์ทางเพศ รัฐบาลไทยได้เริ่มดำเนินโครงการรณรงค์ให้ความรู้แก่แรงงานต่างด้าวเกี่ยวกับสภาพการทำงานในประเทศไทย และให้ความรู้แรงงานไทยเกี่ยวกับสภาพการทำงานและการรับสมัครคนงานในต่างประเทศ มีการจัดพิมพ์คู่มือสำหรับแรงงานต่างด้าวเป็นภาษาลาว พม่า กัมพูชาและไทย โดยได้รับความร่วมมือในการจัดพิมพ์จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ คู่มือดังกล่าวช่วยแนะนำแรงงานต่างด้าวเกี่ยวกับสิทธิและช่องทางในการขอความช่วยเหลือ  กระทรวงแรงงานจัดสัมมนาสำหรับแรงงานไทยที่กำลังจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อจำกัดค่าจ้างนายหน้าหาแรงงาน และระเบียบข้อบังคับสำหรับโครงการแรงงานต่างด้าว ไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันพิธีสารสหประชาชาติว่าด้วยการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2543

 
เว็บไซต์นี้เป็นของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ลิงค์บนเว็บไซต์นี้ที่เชื่อมต่อไปยังอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์อื่นๆ
ไม่ได้แสดงถึงการสนับสนุนความเห็นหรือนโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ที่อยู่ในเว็บไซต์เหล่านั้นแต่อย่างใด
Skip Footer Navigation