รายงานการค้ามนุษย์
จัดทำโดยสำนักงานติดตามตรวจสอบและต่อสู้กับการค้ามนุษย์
(Office to Monitor and Combat Trafficking in Persons)
5 มิถุนายน 2549
1. บทนำ
เนปาล/อินเดีย: รีนาถูกนำตัวจากเนปาลไปยังอินเดียโดยน้าของเธอซึ่งบังคับให้เด็กหญิงอายุ 12 ปีคนนี้เข้าไปอยู่ในสถานค้าประเวณีในนิวเดลีหลังจากเดินทางมาถึงได้ไม่นาน เจ้าของสำนักค้าประเวณีบังคับให้เธอมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าหลายรายในแต่ละวัน รีนาไม่สามารถออกมาจากสถานที่นั้นได้ เนื่องจากเธอพูดภาษาฮินดีไม่ได้และเธอไม่มีใครที่จะหันไปพึ่งพาได้ เธอมักจะเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเก็บเงินจากเจ้าของสำนักค้าประเวณีสำหรับเด็กหญิงรายใหม่ทุกคนที่ถูกนำตัวเข้ามา เจ้าของสำนักค้าประเวณีสอนให้รีนาและเด็กหญิงอื่น ๆ ทุกคนบอกกับใครก็ตามที่มาถามว่าพวกเธออายุ 25 ปี และเข้ามาอยู่ในสำนักนี้โดยสมัครใจ รีนาหนีออกไปได้หลังจากอยู่ที่นั่นมาได้สองปีและตอนนี้เธออุทิศชีวิตของเธอให้กับการช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์รายอื่น ๆ หลบหนีออกมา
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2549: จุดประสงค์
กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องส่งรายงานเกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลต่างประเทศที่จะขจัดรูปแบบที่ร้ายแรงที่สุดของการค้ามนุษย์ให้แก่สภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาทุกปี รายงานฉบับนี้เป็นรายงานการค้ามนุษย์ประจำปีฉบับที่ 6 จุดประสงค์ของรายงานฉบับนี้ก็คือเพื่อเพิ่มจิตสำนึกรู้ทั่วโลก เพื่อเน้นให้เห็นถึงความพยายามที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของชุมชนนานาชาติในการที่จะต่อสู้กับการค้ามนุษย์ และเพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลที่จะตอบโต้กับการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ รายงานให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กับความพยายามของชุมชนนานาชาติที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมมือกันในการใช้วิธีการที่ใหม่ ๆ และสำคัญ ประเทศซึ่งไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการขจัดการค้ามนุษย์ตามกฎหมายของสหรัฐฯ จะได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน “ระดับ 3” ในรายงานฉบับนี้ การจัดอันดับดังกล่าวอาจนำไปสู่การที่สหรัฐฯ จะลดความช่วยเหลือที่ไม่ใช่ด้านมนุษยธรรมหรือไม่เกี่ยวกับการค้าแก่ประเทศนั้น ๆ
ในการประเมินผลความพยายามของรัฐบาลประเทศอื่น ๆ รายงานการค้ามนุษย์เน้นความสำคัญในสามเรื่องได้แก่ การฟ้องคดี (Prosecution) การคุ้มครอง (Protection) และการป้องกัน (Prevention) แต่วิธีการในการจัดการกับการค้ามนุษย์ที่เน้นผู้ตกเป็นเหยื่อทำให้เราต้องคำนึงถึงความสำคัญในอีกสามเรื่อง นั่นคือ การช่วยเหลือ (Rescue) การฟื้นฟูบำบัด (Rehabilitation) และการกลับสู่สังคมใหม่ (Reintegration) ไปพร้อม ๆ กันด้วย กฎหมายของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเครื่องชี้นำความพยายามเหล่านี้คือรัฐบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองเหยื่อจากการค้ามนุษย์ (Trafficking Victims Protection Act - TVPA)
ค.ศ. 2000 ฉบับแก้ไข กฎหมายฉบับนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกว่าจุดประสงค์ของการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ก็คือการรับประกันว่าจะมีการลงโทษผู้ค้ามนุษย์อย่างยุติธรรมและมีประสิทธิผลเพื่อที่จะปกป้องผู้ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านั้นและเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการค้ามนุษย์
เป็นเวลากว่า 150 ปีมาแล้วที่สหรัฐฯ ได้ต่อสู้กับสงครามที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักซึ่งจบลงด้วยการขจัดระบบทาสในประเทศนี้ให้หมดไป ถึงแม้ว่าประเทศส่วนใหญ่ได้กำจัดการใช้แรงงานทาสที่รัฐบาลให้การสนับสนุนไปหมดแล้ว แต่ก็ยังคงมีระบบทาสในรูปแบบใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและเสรีภาพของผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กนับล้านๆ คนทั่วโลก ในปัจจุบันมีแต่เพียงระบบการปกครองที่ทารุณและกดขี่ดังเช่นในพม่าและเกาหลีเหนือเท่านั้นที่รัฐยังคงสนับสนุนระบบทาส สิ่งที่เกิดขึ้นแทนก็คือการค้ามนุษย์มักจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มองค์กรอาชญากรรมซึ่งทำเงินจำนวนมหาศาลจากความเสียหายของผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และสังคมของเรา
ซาอุดิอาระเบีย: เซรีนา เดินทางมาจากฟิลิปปินส์เพื่อที่จะทำงานเป็นหญิงรับใช้ในบ้านในซาอุดิอาระเบีย เมื่อเธอเดินทางมาถึงนายจ้างได้ยึดหนังสือเดินทางของเธอไว้ และตัวเขาพร้อมด้วยภรรยาก็เริ่มที่จะทุบตีและด่าว่าเธอ ครั้งหนึ่งนายจ้างหญิงได้ผลักเธอตกบันใด ในขณะที่อีกครั้งหนึ่งนายจ้างชายได้บีบคอให้เธอหายใจไม่ออกจนกระทั่งเธอเป็นลมหมดสติ เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปนอกบ้าน เนื่องจากหนังสือเดินทางของเธอถูกยึดเธอจึงไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ เซรีนาไม่มีความสุขจนถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย เมื่อมาอยู่ที่โรงพยาบาลเธอจึงสามารถหลบหนีจากผู้ควบคุมตัวของเธอได้ เธอพยายามที่จะหาทางดำเนินการให้เกิดความยุติธรรมโดยผ่านทางระบบศาลของซาอุดิอาระเบียและกำลังรอคอยความยุติธรรมอยู่ในสถานพักพิง
การให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเรื่องของแรงงานทาสและทาสทางเพศ
ทุก ๆ ปี เรามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับปรากฏการณ์การค้ามนุษย์ ในรายงานประจำปี 2547 เราใช้ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งแยกข้อมูลเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ข้ามชาติตามกลุ่มอายุและเพศเป็นครั้งแรก ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่ามีผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กประมาณ 600,000 ถึง 800,000 คนที่ถูกค้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศทุกปี โดยที่ประมาณร้อยละ 80 ของคนเหล่านี้เป็นผู้หญิงและเด็ก และในจำนวนนี้มีผู้เยาว์อยู่สูงถึงร้อยละ 50 ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นด้วยเช่นกันว่าเหยื่อข้ามชาติส่วนใหญ่ถูกนำตัวมาค้าในลักษณะที่เป็นการแสวงประโยชน์ทางเพศในเชิงการค้า อย่างไรก็ตามจากการที่เราให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเรื่องของการค้ามนุษย์ข้ามชาติเท่านั้น ทำให้จำนวนเหล่านี้ยังไม่รวมถึงเหยื่ออีกนับเป็นล้าน ๆ คนทั่วโลกซึ่งถูกค้าในดินแดนซึ่งเป็นประเทศของตนเอง รายงานปี 2549 ทำให้เราได้เห็นการค้ามนุษย์เพื่อจุดประสงค์ที่จะนำตัวไปเป็นทาสแรงงานอย่างน่าตกใจ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นในประเทศของบุคคลเหล่านั้นเอง นี่คือรูปแบบของการค้ามนุษย์ซึ่งชี้บ่งได้ยากกว่าและประเมินตัวเลขได้ยากกว่าการค้าเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ แต่อาจจะมีขนาดใหญ่กว่ามากถ้าหากว่าเรานับการค้ามนุษย์ในประเทศด้วย ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรกลุ่มเดียวกันซึ่งได้ผลกำไรจากการค้าข้ามชาติเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ จริง ๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยกว่านั้นก็คือ บุคคลแต่ละคนล้วนมีความผิดในการที่ทำให้คนรับใช้ในบ้านหนึ่งคนหรือแรงงานบังคับจำนวนหลายร้อยคนที่ไม่ได้ค่าแรงในโรงงานต้องกลายเป็นทาส
ตัวเลขการประเมินในกรอบที่กว้างมากเหล่านี้เกิดขึ้นบนขอบเขตและขนาดของระบบทาสในโลกสมัยปัจจุบันทั้งในแต่ละประเทศและข้ามชาติ องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการกับปัญหาด้านมาตรฐานแรงงาน การจ้างงาน และการคุ้มครองทางสังคม ประเมินไว้ว่ามีคนประมาณ 12.3 ล้านคนที่ตกอยู่ในสภาพของแรงงานบังคับ แรงงานขัดหนี้ แรงงานเด็กซึ่งเป็นแรงงานที่ถูกบังคับ และการตกเป็นทาสทางเพศในเวลาใด ๆ ก็ตาม ตัวเลขประมาณการจากแหล่งอื่น ๆ อยู่ที่ 4 ล้านถึง 27 ล้านคน
การแข่งขันไปสู่จุดที่ต่ำสุด: การแสวงหาแรงงานข้ามชาติที่สามารถนำไปแสวงประโยชน์ได้
กระแสโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนย้ายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยของแรงงานไร้ฝีมือและแรงงานฝีมือต่ำเพื่อสนองตอบต่อความต้องการในตลาดที่ขาดแคลนแรงงานในภาคการก่อสร้าง การผลิต การเกษตร และงานบ้าน แรงงานข้ามชาติจากประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเช่นประเทศในเอเซียตอนใต้และเอเซียตะวันออกมักจะกรอกข้อความในสัญญาจ้างสำหรับงานซึ่งมีระยะเวลาค่อนข้างสั้นในประเทศที่มีพัฒนาการสูงกว่าในเอเซีย ยุโรป และตะวันออกใกล้ ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ILO ประมาณการว่าประชากรแรงงานข้ามชาตินี้มีจำนวน 120 ล้านคน ซาอุดิอาระเบีย (7.5 ล้าน) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (2.3 ล้าน) มาเลเซีย (2.3 ล้าน) และคูเวต (1.3 ล้าน) เป็นผู้นำในตลาดที่มีความต้องการแรงงานข้ามชาติจากต่างประเทศ ฟิลิปปินส์ (7 ล้าน) อินโดนีเซีย (3 ล้าน) บังกลาเทศ (3 ล้าน) และศรีลังกา (1.5 ล้าน) เป็นประเทศในอันดับต้น ๆ ที่จัดส่งแรงงานเหล่านี้ ในยุคโลกาภิวัตน์เช่นปัจจุบัน แรงงานต่างด้าวไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ดังที่แสดงไว้ด้านล่างนี้ การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไม่ถูกต้องอาจจะนำไปสู่ระบบทาสสมัยใหม่ สิ่งซึ่งกำหนดโครงสร้างของการอพยพเคลื่อนย้ายของแรงงานจำนวนมากจากประเทศที่จัดส่งไปสู่ประเทศที่ต้องการ ก็คือสัญญาซึ่งผู้สรรหาแรงงานที่เป็นตัวแทนขององค์กรจัดหางานและนายจ้างเป็นผู้จัดให้ สัญญาระหว่างองค์กรจัดหางานและนายจ้างซึ่งทางรัฐให้อำนาจว่าเป็น “ผู้อุปถัมภ์” และบันทึกความเข้าใจที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกอย่างระหว่างรัฐบาลที่เป็นแหล่งแรงงานกับรัฐบาลที่มีความต้องการ สัญญาต่าง ๆ ที่ผู้สรรหาแรงงานเสนอให้แก่แรงงานครอบคลุมเงื่อนไขการจ้างงานพื้นฐาน ซึ่งรวมไปถึงค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และระยะเวลาการทำงาน และระบุตำแหน่งที่ตั้งและผู้ที่เป็นนายจ้าง ระดับของการกำกับดูแลและการควบคุมสัญญาเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมาก แรงงานมักจะมีแนวโน้มที่จะถูกปฏิบัติโดยมิชอบและมีความเสี่ยงที่จะต้องถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจเมื่อสัญญาไม่ได้รับการปฏิบัติตามหรือถูกทดแทนด้วยสัญญาฉบับใหม่ซึ่งมีเงื่อนไขที่อำนวยประโยชน์น้อยกว่าหลังจากที่เดินทางไปถึงประเทศปลายทางแล้ว รัฐบาลของประเทศต้นทางพยายามที่จะป้องกันการแสวงประโยชน์ดังกล่าวโดยการเจรจาต่อรองข้อตกลงกับรัฐบาลของประเทศที่มีความต้องการ รัฐบาลของประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งมีหน่วยงานจ้างงานระหว่างประเทศที่มีความเข้มแข็งมีบทบาทที่โดดเด่นมากในฐานะที่เป็นผู้นำในด้านการอพยพของแรงงานโดยที่มีระบบการจัดการ โดยการคุ้มครองแรงงานต่างประเทศของตน รัฐบาลที่เป็นต้นทางแรงงานประเทศอื่น ๆ มีความพยายามน้อยกว่าที่จะปกป้องแรงงานที่อยู่ในต่างประเทศของตน
นายจ้างในประเทศที่ต้องการแรงงานและตัวแทนจัดหาแรงงานของพวกเขาพยายามที่จะให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจากแรงงานต่างด้าวตามสัญญา เมื่อการคุ้มครองและระเบียบต่าง ๆ ไม่เพียงพอในการที่จะป้องกันการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง นายจ้างที่ไร้มโนธรรมก็จะมองหาแรงงานต่างชาติกลุ่มที่เปราะบางที่สุดเพื่อที่จะนำมาเป็นเหยื่อและแสวงประโยชน์จากคนเหล่านั้น รัฐบาลของบางประเทศทำไม่รู้ไม่เห็นกับพฤติกรรมที่แสวงหาเหยื่อเหล่านี้อย่างเงียบ ๆ เห็นได้ชัดว่า “การแข่งขันไปสู่จุดต่ำสุด” กำลังเกิดขึ้นในบางประเทศซึ่งมีความต้องการแรงงาน โดยมีการแสวงหากลุ่มประชากรแรงงานที่ได้รับการคุ้มครองน้อยที่สุดซึ่งรวมถึงแรงงานชาวเวียดนาม บังกลาเทศ และเนปาล ในขณะที่มีการหลีกเลี่ยงแรงงานที่ “สร้างปัญหา” ซึ่งมักจะเรียกร้องสิทธิและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของตนมากขึ้น การเลือกดังกล่าวนั้นเป็นไปได้ตราบใดที่มาตรฐานสากลที่ต่อต้านการบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจยังไม่มีการบังคับใช้อย่างเข้มงวด ในสัญญาทวิภาคีต่าง ๆ รัฐบาลต้นทางควรจะกำหนดว่ากรณีของการบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจจะต้องมีการดำเนินคดีทางอาญาในศาลของประเทศซึ่งต้องการแรงงาน สัญญาเหล่านี้ควรจะกำหนดด้วยว่าให้มีการจดทะเบียนสัญญาต่าง ๆ กับทุกฝ่าย และให้องค์กรจัดหาแรงงานมีหน้าที่รับผิดชอบสำหรับสวัสดิการของคนงาน รวมทั้งกำหนดให้มีการประกันภัยซึ่งองค์กรจัดหาแรงงานเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อคุ้มครองแรงงานในกรณีที่เกิดปัญหาที่มิได้คาดคิดมาก่อนเป็นต้นว่าเมื่อนายจ้างต้องประสบกับภาวะล้มละลาย
ไม่นานมานี้องค์กรจัดหาแรงงานตามสัญญาในบังกลาเทศได้ทำการโฆษณางานที่โรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปในจอร์แดน โฆษณานั้นระบุว่าเป็นสัญญามีระยะเวลาสามปีในอัตราค่าจ้างเดือนละ 125เหรียญสหรัฐฯ โดยที่มีชั่วโมงทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน มีการจ่ายค่าล่วงเวลา มีที่พักฟรี มีการให้การรักษาพยาบาลฟรี อาหารฟรี และไม่มีค่าธรรมเนียมล่วงหน้า ปรากฏว่าเมื่อเดินทางไปถึงคนงาน (ซึ่งถูกบังคับให้จ่ายเงินล่วงหน้าจำนวนมหาศาล) ถูกยึดหนังสือเดินทาง ถูกกักขังให้อยู่ในสถานที่ซึ่งมีสภาพที่เลวร้ายอย่างยิ่ง และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปจากโรงงาน หลายเดือนผ่านไปโดยที่คนงานเหล่านี้ไม่ได้รับค่าจ้าง อาหารที่จัดให้ไม่เพียงพอ และคนงานที่เจ็บป่วยก็ถูกทรมาน เนื่องจากคนงานส่วนมากได้กู้ยืมเงินมาในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากในการที่จะได้รับสัญญาดังกล่าว พวกเขาจึงจำต้องอยู่ทำงานต่อไปเพราะหนี้สินดังกล่าว
สัญชาติของผู้ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์นั้นหลากหลาย พอ ๆ กับวัฒนธรรมต่าง ๆ ในโลก บางคนออกมาจากประเทศกำลังพัฒนาโดยมุ่งหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นโดยการทำงานซึ่งใช้ทักษะต่ำในประเทศที่มีความร่ำรวยมากกว่า หลายคนต้องตกเป็นเหยื่อและกลายสภาพเป็นแรงงานบังคับหรือแรงงานขัดหนี้ในประเทศของตนเอง บางครอบครัวยกลูกให้กับผู้ใหญ่ซึ่งเป็นญาติหรือมิใช่ญาติซึ่งสัญญาว่าจะให้การศึกษาและโอกาสกับเด็กเหล่านั้น แต่กลับส่งเด็กไปเป็นทาสเพื่อแลกกับเงิน แนวทางแบบที่ถือปฏิบัติกันมาในการดำเนินการกับแรงงานบังคับและแรงงานขัดหนี้มักจะเน้นอยู่ที่การปฏิบัติตามซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญานานาชาติต่าง ๆ (เป็นต้นว่าอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 29 39 105 และ 182) วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้พยายามที่จะให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งแสวงประโยชน์จากคนเหล่านี้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยการปล่อยตัวเหยื่อออกมา หรือให้เงินชดเชย
วิธีการต่าง ๆ เพื่อต่อสู้กับแรงงานบังคับซึ่งอาศัยมาตรฐานแรงงานอาจจะมีจุดอ่อนในการลงโทษนายจ้างซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการค้ามนุษย์ในรูปแบบเช่นที่ว่านี้ แรงงานบังคับจะต้องถูกลงโทษในฐานะที่เป็นอาชญากรรมโดยที่มีการฟ้องคดีอย่างเข้มงวด แม้ว่าประเทศต่างๆ ในโลกได้ระบุให้แรงงานบังคับเป็นอาชญากรรม แต่ประเทศเหล่านี้ยังคงดำเนินการน้อยมากในการที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายขาดความรู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องแรงงานบังคับ ในขณะเดียวกันผู้ตกเป็นเหยื่อที่เป็นผู้หญิงในกรณีแรงงานบังคับหรือแรงงานขัดหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงและเด็กหญิงที่ทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้าน มักจะถูกละเมิดทางเพศด้วย
ในปีหน้ากระทรวงการต่างประเทศมีเจตนาที่จะให้ความสนใจมากขึ้นต่อแรงงานบังคับและแรงงานขัดหนี้ ตามที่ได้รับคำสั่งจากสภาคองเกรส ในขณะเดียวกัน ก็จะคงทำการรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศต่อไป
ค่าธรรมเนียมในการจัดหาแรงงานและหนี้สินของแรงงานต่างด้าว: สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการถูกบังคับให้ทำงาน
แรงงานต่างด้าวที่ทำสัญญาซึ่งพบอยู่ในสภาพของการถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจในประเทศที่“ต้องการ”แรงงานจะถูกบังคับให้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากก่อนที่จะได้รับการยอมรับให้เข้าทำงาน ค่าธรรมเนียมเหล่านี้คือเงินที่จ่ายแก่ผู้จัดหาแรงงานในประเทศต้นทางหรือบริษัทแรงงานในประเทศปลายทางหรือแบ่งกันระหว่างสองฝ่ายนี้ ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากแรงงานต่างด้าวเหล่านี้มักจะมีจำนวนประมาณ 4,000 ถึง 11,000 เหรียญสหรัฐฯ และจะเรียกว่าเป็น “ค่าธรรมเนียมในการจัดหางาน” หรือ “ค่าธรรมเนียมการจ้างงาน” ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ปกติจะถือว่าผิดกฎหมายของประเทศต้นทางและเป็นสิ่งต้องห้ามโดยสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ไม่มีพื้นฐานที่สมเหตุสมผลในการกำหนดให้แรงงานด้อยฝีมือต้องจ่ายค่าธรรมเนียม องค์กรจัดหาแรงงานในประเทศต้นทางและองค์กรจัดหาแรงงานในประเทศปลายทางจะได้รับค่าตอบแทนจากนายจ้างซึ่งต้องการแรงงานต่างด้าวด้อยฝีมือยู่แล้ว โดยการพยายามที่จะเรียกร้องให้แรงงานต้องจ่ายเงินเอง บริษัทจัดหาแรงงานเหล่านี้กำลัง “ตักตวงประโยชน์จากทั้งสองทาง” และกำลังก่อให้เกิดภาระหนี้สินอย่างหนักซึ่งมีส่วนทำให้เกิดแรงงานขัดหนี้หรือการถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจ งานวิจัยเกี่ยวกับการถูกบังคับให้ทำงานในบรรดาแรงงานข้ามชาติตามสัญญาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างมากระหว่างสภาพการทำงานของแรงงานบังคับกับค่าธรรมเนียมที่สูงมากหรือหนี้ที่สำนักงานจัดหาแรงงานในประเทศต้นทางเรียกร้องจากแรงงาน
องค์กรเกี่ยวกับการจ้างงานของเอกชนไม่ควรจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมจากคนงาน นี่คือหลักการซึ่งกำลังได้รับการยอมรับมากขึ้นและได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากขึ้นเนื่องจากประเทศต้นทางแรงงานบางประเทศได้ระบุให้การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอย่างไม่ผลเหตุสมผลจากแรงงานถือเป็นอาชญากรรม เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลของประเทศต้นทางของแรงงานที่จะต้องกำกับดูแลสำนักงานจัดหาแรงงานอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าแรงงานซึ่งเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงานตามสัญญาจะไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายซึ่งไม่เหมาะสม ซึ่งมักจะทำให้เกิดการเป็นแรงงานขัดหนี้ในเวลาต่อมา บริษัทจัดหาแรงงานซึ่งดำเนินการในลักษณะที่เป็นการแสวงประโยชน์อย่างเต็มที่นี้ควรจะได้รับการลงโทษทางอาญา มาตรการลงโทษในด้านการปกครองเป็นต้นว่าค่าปรับหรือการปิดธุรกิจยังไม่เพียงพอที่จะยับยั้งอาชญากรรมนี้ เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลของประเทศที่รับหรือมี “ความต้องการ” แรงงานที่จะต้องมีบทบาทในเชิงรุกในการคัดเลือกคนงานเพื่อที่จะสร้างความมั่นใจว่าคนงานเหล่านั้นจะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของการเป็นแรงงานขัดหนี้หรือเป็นแรงงานที่ถูกบังคับ และเมื่อระบุตัวได้แล้วการโต้ตอบควรจะเป็นการสอบสวนทางอาญาซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีในที่สุด
เช่นเดียวกับรายงานประจำปี 2548 รายงานฉบับนี้ได้กำหนดให้หลาย ๆ ประเทศอยู่ในระดับ 3 โดยเหตุผลหลัก ๆ ที่ว่าประเทศเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอกับปัญหาการค้าแรงงานต่างด้าวให้มาเป็นแรงงานบังคับ ความพยายามในระดับโลกที่จะขจัดการค้ามนุษย์ให้หมดไปกำลังเริ่มมีแรงขับเคลื่อนซึ่งเป็นผลของกฎหมาย TVPA ซึ่งให้ความสำคัญกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ รายงานประจำปีฉบับนี้ บทบาทผู้นำสหรัฐฯ ในระบบสองพรรคที่เข้มแข็ง ความสนใจที่เพิ่มขึ้นขององค์กรระหว่างประเทศ
ต่าง ๆ การทุ่มเทขององค์กรพัฒนาเอกชนและการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ของสื่อในเชิงสร้างสรรค์ ประเทศต่าง ๆ กำลังทำงานร่วมกันมากขึ้นเพื่อที่จะปิดเส้นทางการค้ามนุษย์ ดำเนินคดีและพิพากษาลงโทษผู้ค้า และคุ้มครองและนำผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์กลับคืนสู่สังคม เราหวังว่ารายงานประจำปีนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนต่าง ๆ พยายามดำเนินการให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้น
ไนเจอร์ /มาลี พ่อแม่ของ ด.ช. มาลิค อายุ 12 ขวบ ได้ถูกครูที่สอนคัมภีร์กุรอาน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รับการเคารพนับถืออย่างยิ่งในไนเจอร์ชักจูง ว่าจะพาไปยังมาลีเพื่อที่จะไปศึกษาต่อ แต่เมื่อมาลิคและเด็กชาวไนจีเรียนอื่น ๆ เดินทางจากไนเจอร์มาถึงมาลี พวกเขาไม่ได้รับโอกาสให้เรียนหนังสือและถูกครูบังคับให้เป็นขอทานตามถนนเป็นเวลาหลาย ๆ ชั่วโมง เพื่อที่จะหาเงินมาให้ครู ในที่สุดมาลิค
หลบหนีมาได้ คนแปลกหน้าช่วยให้เขาได้เดินทางกลับไปสู่หมู่บ้านของเขาในไนเจอร์ ครอบครัวของเขาต้อนรับการกลับมาของมาลิคอย่างยินดียิ่งหลังจากที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับความลำบากอย่างแสนสาหัสของเขา
การค้าแรงงานโดยผ่านทางการสรรหาแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย
รายงานฉบับนี้จะให้ความกระจ่างมากขึ้นเกี่ยวกับปรากฏการณ์การค้ามนุษย์ที่พบมากขึ้นในเอเซียและตะวันออกใกล้ อาทิ การบังคับใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมากซึ่งยอมทำสัญญาทำงานในประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นงานที่ใช้ทักษะน้อยในภาคการก่อสร้าง การผลิต การเกษตร และการเป็นผู้รับใช้ตามบ้าน แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ต่างจากผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารเดินทางซึ่งมักถูกนำเข้าประเทศอย่างไม่ถูกต้องตรงที่พวกเขาจะได้รับการสรรหามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศบ้านเกิดของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีพัฒนาการน้อยกว่า และเดินทางไปยังประเทศที่มั่งคั่งมากกว่าซึ่งมีความต้องการแรงงานต่างชาติที่มีต้นทุนต่ำ หลังจากที่เดินทางมาถึง แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะต้องเผชิญกับองค์กรจัดหาแรงงานหรือนายจ้างที่ไร้มโนธรรมซึ่งทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพของการถูกบังคับให้ทำงาน การกระทำเช่นนี้อาจจะอยู่ในรูปของแรงงานบังคับหรือแรงงานขัดหนี้ ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ใช้บังคับคนงานให้เข้าไปสู่หรือคงอยู่ในสภาพของแรงงานบังคับต่อไป มีกลเม็ดต่าง ๆ มากมายที่ตัวแทนจัดหาแรงงานหรือนายจ้างสามารถนำไปใช้ ซึ่งรวมไปถึงการเปลี่ยนเงื่อนไขของการจ้างงานให้แตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในสัญญาซึ่งคนงานลงชื่อไว้แล้วก่อนที่จะออกจากประเทศบ้านเกิดของตน การยึดและการเก็บเอกสารเดินทางเอาไว้ (หนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน และบัตรประชาชนของผู้มีภูมิลำเนาที่เป็นชาวต่างชาติ) การกักขัง การใช้กำลังข่มขู่ และการอายัดค่าจ้าง
สาเหตุต่าง ๆ ของการค้าแรงงานในรูปแบบนี้มีอยู่สองประการหลัก ๆ คือ การละเมิดสัญญาและกฎหมายท้องถิ่นที่ใช้บังคับกับการจัดหาและการจ้างแรงงานข้ามชาติ และการจัดการให้แรงงานในประเทศต้นทางต้องมีค่าใช้จ่ายและหนี้สินซึ่งมีบ่อยครั้งที่เป็นการสมคบกันหรือโดยที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรจัดหาแรงงานและนายจ้างในประเทศหรือรัฐปลายทาง การละเมิดสัญญาและสภาพการทำงานที่ยากลำบากไม่ใช่สิ่งที่ก่อให้เกิดการบังคับใช้แรงงาน แม้ว่าการใช้กำลังหรือขู่ว่าจะใช้กำลังบังคับหรือหน่วงเหนี่ยวเพื่อบังคับให้คนงานใช้แรงงานหรือให้บริการจะเป็นสิ่งชี้บ่งว่าเป็นแรงงานบังคับ ค่าใช้จ่ายซึ่งเรียกเก็บจากคนงานเพื่อที่จะได้ “สิทธิพิเศษ” ในการทำงานต่างประเทศเป็นสิ่งซึ่งขัดต่อมาตรฐานระหว่างประเทศและทำให้แรงงานอยู่ในสถานการณ์ซึ่งเปราะบางเป็นพิเศษต่อการที่จะตกเป็นทาสหนี้ อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายเหล่านี้ตามลำพังก็ไม่ทำให้เกิดการเป็นทาสหนี้หรือการถูกบังคับให้ทำงาน แต่เมื่อมารวมกันกับวิธีปฏิบัติซึ่งเป็นการแสวงประโยชน์ที่ตัวแทนจัดหางานหรือนายจ้างที่ไม่มีมีมโนธรรมในประเทศปลายทางนำไปใช้ ค่าใช้จ่ายหรือหนี้สินเหล่านี้เมื่อมีจำนวนมากเกินไปก็จะทำให้คนงานกลายสภาพเป็นทาสหนี้
ความเชื่อเกี่ยวกับการย้ายถิ่น
บุคคลอาจตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อทำงาน และอาจลงเอยด้วยการถูกบังคับใช้แรงงานในภายหลัง รัฐบาลบางประเทศและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายบางแห่งมักจะมุ่งเน้นความสำคัญอย่างผิดๆ ไปที่การสมัครใจเดินทางไปต่างประเทศของคนงาน ทำให้มองไม่เห็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญยิ่งกว่าของการบังคับใช้แรงงานซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่คนงานย้ายถิ่นที่อยู่เพื่อทำงาน การย้ายถิ่นที่อยู่ไปยังสถานที่ใหม่เป็นเรื่องเล็กน้อย การใช้กำลัง การฉ้อโกง หรือการบีบบังคับซึ่งนำมามาใช้กับบุคคลคนนั้นเพื่อที่จะให้ทำงานหรือยังคงให้บริการแก่ “นาย” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการค้ามนุษย์ตามความหมายในปัจจุบัน บุคคลซึ่งถูกหลอกไปบังคับใช้แรงงานหลังจากที่ย้ายถิ่นฐานที่อยู๋โดยสมัครใจ หรือรับงานโดยสมัครใจ ถือว่า
ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ เด็กผู้ชายที่ถูกบังคับให้เข้าไปอยู่ในธุรกิจการประมงเชิงพาณิชย์ที่ทะเลสาปโวลตาในประเทศกานา ถือได้ว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์พอ ๆ กับแรงงานไทยที่ถูกนำตัวไปยังสหรัฐฯ โดยได้วีซ่าสำหรับไปทำงานในฟาร์มอย่างถูกต้องตามกฎหมายและถูกบังคับให้ทำงานในสภาพซึ่งไม่ได้มีการบรรยายไว้ในสัญญาดั้งเดิม โดยที่ถูกข่มขู่ว่าจะถูกส่งตัวออกนอกประเทศโดยที่ไม่ได้รับค่าจ้างถ้าหากว่าแรงงานคนนั้นไม่ปฏิบัติตาม “กฎใหม่”
หญิงชาวยูเครนซึ่งถูกล่อล่วงไปยังลอนดอนโดยได้รับข้อเสนอหลอกๆ ว่าจะให้ทำงานเป็นนางแบบและในที่สุดก็ถูกนำไปค้าประเวณี ถือได้ว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์พอ ๆ กับเด็กหญิงชาวบราซิลซึ่งถูกผลักดันให้ค้าประเวณีที่รีสอร์ทชายทะเลโดยครอบครัวของเธอเอง รูปแบบของการถูกบังคับให้ทำงานและจำนวนคนที่ตกเป็นเหยื่อนั้นมีมากมายเหลือคณานับ
รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเรียนรู้ต่อไปเกี่ยวกับขอบเขตและลักษณะของการค้ามนุษย์ ในรายงานฉบับนี้เราได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่เรายังมีข้อมูลน้อยและหยิบยกประเด็นซึ่งสมควรที่จะทำการค้นคว้าต่อไป ในบางกรณีการขาดข้อมูลหรือมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอาจจะทำให้รายงานฉบับนี้มีข้อจำกัด เมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดเหล่านี้ รายงานการค้ามนุษย์ ประจำปี 2549 สะท้อนถึงลักษณะและขอบเขตของระบบทาสทั่วโลกในยุคปัจจุบัน และกรอบการดำเนินการที่กว้างขวางของรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อที่จะเผชิญและขจัดระบบทาสดังกล่าว
ยูกันดา: ไมเคิล อายุ 15 เมื่อเขาถูกลักพาตัวมาโดยกองทัพ Lord’s Resistance Army (LRA) เพื่อที่จะให้มาเป็นทหารในกลุ่มกบฎยูกันดา ในช่วงที่เขาถูกบังคับให้ทำงานในกองทัพ LRA เขาถูกบังคับให้ฆ่าเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งพยายามที่จะหลบหนี นอกจากนั้นเขาก็ยังได้เห็นเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่งถูกฟันจนตายเนื่องจากไม่ได้แจ้งยามเมื่อเพื่อนของเขาหลบหนีได้สำเร็จ
ผลกระทบด้านสาธารณสุขจากการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ
ถึงแม้ว่าเหยื่อของการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศจะต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านสุขภาพมากมายมหาศาล แต่ผลกระทบต่อสาธารณสุขระดับโลกยังไม่ได้มีการประเมินออกมาเป็นตัวเลข การศึกษาผลการค้นคว้าที่จัดทำขึ้นในระดับภูมิภาคทำให้เห็นว่าการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศนั้นก่อให้เกิดบาดแผลทางกายและทางใจต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างไร ตัวอย่างเช่น รายงานจากการศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงและเด็กซึ่งถูกค้าเป็นโสเภณีในอัฟริกาตะวันออกระบุว่ามีการข่มขืน การทำร้ายร่างกายและโรคซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) และHIV/AIDSอย่างกว้างขวาง [1] การประเมินผลเรื่องการค้าเด็กหญิงในเนปาลพบว่าร้อยละ 38 ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อซึ่งได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากHIV/AIDS, STI และ วัณโรค (TB) [2] การศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงที่ถูกนำตัวไปค้าในสหภาพยุโรป ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบทางด้านสุขภาพรวมไปถึงการใช้ความรุนแรงอย่างยิ่งซึ่งมีผลทำให้กระดูกหัก หมดสติ หรือมีการรุมข่มขืน นอกจากนั้นยังมีรายงานเกี่ยวกับโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง ปัญหาทางด้านกระเพาะอาหารและลำไส้ การที่น้ำหนักลดอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ เป็นเหา อาการซึมเศร้าอยากฆ่าตัวตาย การเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง และการติดยา [3] รายงานจากการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับผู้หญิงซึ่งถูกส่งไปค้าที่สหภาพยุโรปพบว่าร้อยละ 95 ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงหรือถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์และรายงานว่าร้อยละ 60 ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้มีอาการเหนื่อยอ่อนและมีอาการทางประสาท มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ มีอาการปวดหลัง มีของเหลวที่ถูกขับออกมาทางช่องคลอด มีการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับโรคเฉพาะสตรี [4] ผลกระทบที่ตามมาทางด้านสุขภาพของการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศที่เห็นได้ชัดน้อยกว่าสามารถที่จะรวมไปถึงมะเร็งปากมดลูกซึ่งเกิดขึ้นโดยเชื้อไวรัส papilloma ในคนซึ่งพบได้มากในบรรดาผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเป็นจำนวนมาก
ในขณะที่การศึกษาขนาดใหญ่เกี่ยวกับสุขภาพของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ยังคงมีน้อย การศึกษาที่มีการวางรูปแบบอย่างดีจำนวนมากเกี่ยวกับผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการค้าประเวณีก็มีประโยชน์ในการเข้าใจถึงผลกระทบทางสุขภาพของการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ ตัวอย่างเช่น รายงานสองฉบับจากอินเดีย พบว่าอัตราการเกิดHIVในบรรดาเด็กผู้หญิงที่ถูกนำไปค้าประเวณีสูงกว่าในผู้หญิงที่ถูกนำไปค้าประเวณี (ร้อยละ 12 เทียบกับร้อยละ 54 และร้อยละ 27.7 เทียบกับร้อยละ 8.4) [5]
ข้อเสนอแนะ:
ในการที่จะเข้าใจดีขึ้นเกี่ยวกับขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาสุขภาพกับการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ รายงานฉบับนี้จึงได้แบ่งปัญหาสุขภาพออกเป็น 6 ประเภทใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้:
1. โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ: HIV, โรคติดต่อทางเพศสัมพัน์ (STI) และวัณโรค
2. โรคที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ: การขาดอาหาร ปัญหาทางด้านสุขภาพฟัน และโรคผิวหนัง
3. ปัญหาสุขภาพระบบสืบพันธุ์: การถูกบังคับให้ทำแท้ง การตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง และการคลอดที่มีความเสี่ยงสูง
4. การใช้สารและยาเสพติด แอลกอฮอล์ สารประเภทสูดดม ยาซึ่งใช้ฉีดเข้าเส้น
5. ปัญหาสุขภาพจิต: โรคซึมเศร้า อาการเครียดหลังเหตุการณ์ร้ายแรง การฆ่าตัวตาย
6. ความรุนแรง: การทำร้ายร่างกายและการทำร้ายทางเพศ การฆาตกรรม
การรวบรวมข้อมูลซึ่งมีพื้นฐานมาจากกลุ่มปัญหาทางด้านสุขภาพต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้องค์กรเอกชนและหน่วยงานของรัฐสามารถพัฒนาวิธีการที่จะเข้าไปแทรกแซงเพื่อป้องกันและในการดูแลผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ โดยอาศัยหลักฐานที่พิสูจน์ได้ รวมไปถึงการที่จะทุ่มทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อสนองตอบความต้องการของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ในกรอบที่กว้างกว่านั้น ข้อมูลเหล่านี้จะอำนวยความสะดวกในการพัฒนาแนวทางสำหรับบำบัด รวมทั้งข้อเสนอแนะทางด้านสาธารณสุขในการที่จะจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ แนวทางเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการชี้นำจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขและการนำเอากระบวนวิธีและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับสาธารณสุขแบบดั้งเดิมไปประยุกต์ใช้
1. Pearson, E. “Study on Trafficking in Women in East Africa.” GTZ. ธันวาคม 2546
2.ฺ Bal Kumar KC, Subedi G, Gurung YB, Adhikari KP. “Nepal Trafficking in Girls With Special Reference to Prostitution: A Rapid Assessment.” International Labor Organization. พฤศจิกายน 2544
3. Zimmerman, Cathy. The Health Risks and Consequences of Trafficking in Women and Adolescents: Findings from a European Study. London School of Hygiene and Tropical Medicine. 2546 http://www.lshtm.ac.uk/hpu/docs/trafficking final.pdf
4. Zimmerman, Cathy. Stolen Smiles: A Summery Report on the Physical and Psychological Consequences of Women and Adolescents Trafficked in Europe. London School of Hygiene and Tropical Medicine. 2549.
5. Sarkar K, Bal, B, Mukherjee R, Saha MK, Chakraborty S, Niyogi SK, Bhattachary SK, “Young age is a risk factor for HIV among female sex workers – An experience from India.“ Journal of Infection, 2548, (vol): 1-5 and Sarkar K, Bal B, Mukherjee R, Niyogi SK, Saha MK, Bhattacharya SK, “Epidemiology of HIV Infection among Brothel-based Sex Workers in Kolkata, India.” Journal of Health, Population, and Nutrition. 2545; 23Z3X:231-235.
อาเซอร์ไบจาน/สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: หลังจากที่บิดาของเธอเสียชีวิตลงเมื่อเธออายุเพียง 9 ปี เนย์ลาก็ได้ถูกส่งตัวไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่มารดาของเธอมาเอาตัวเธอไปและขายเธอให้แก่ผู้ค้ามนุษย์ซึ่งนำตัวเธอไปยังดูไบ เธอถูกบังคับให้เป็นโสเภณีในคลับในดูไบจนกระทั่งเธอมีอายุ 13 ปี หลังจากที่ตำรวจดูไบพบสถานภาพซึ่งผิดกฎหมายของเธอ เนย์ลาจึงถูกส่งตัวกลับไปยังอาเซอร์ไบจาน เมื่อเธอเดินทางกลับไปถึงอาเซอร์ไบจานเธอถูกบังคับให้เป็นโสเภณีอีกสามปีก่อนที่จะตั้งครรภ์ เธอติดโรคมาจากดูไบหรือไม่ก็บากูและให้กำเนิดบุตรซึ่งติดเชื้อ HIV เมื่อปีที่ผ่านมา
การระบุตัวผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ (TVPA) และพิธีสารของสหประชาชาติเพื่อการป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงและเด็ก เรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ ดำเนินการอย่างพอเพียงในการคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การคุ้มครองดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการระบุตัวผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์อย่างเพียงพอ รายงานประจำปี 2548 เน้นถึงความจำเป็นในการคัดกลุ่มผู้อยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ เพื่อที่จะสามารถระบุตัวผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การประเมินที่มีอยู่ในรายงานปีนี้เผยให้เห็นว่ายังคงมีภารกิจที่จะต้องทำอีกมาก การที่เหยื่อจะแสดงตัวเองนั้นเป็นแต่เพียงความเชื่อผิดๆเท่านั้น รัฐบาลบางประเทศยังคงอาศัยระบบของ “การร้องเรียน” ในการระบุอาชญากรรมการค้ามนุษย์และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การที่รัฐบาลสันนิษฐานเอาเองว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์แต่ละคนจะมาร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบหรือบอกว่าตนเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์นั้น หมายความว่ารัฐบาลกำลังสนองตอบก็เฉพาะกรณีที่ได้รับการร้องเรียนเท่านั้น นโยบายในเชิงรับต่อการค้ามนุษย์เช่นนี้จึงยังไม่เพียงพอและไม่เป็นไปตามมาตรฐานในการคุ้มครองเหยื่อของ TVPA
ความเป็นจริง มีเหยื่อน้อยรายมากที่เต็มใจแสดงตัวเองเมื่อติดต่อเป็นครั้งแรกกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย คนเหล่านี้กลัวถูกแก้แค้นไม่ว่าจะเป็นการแก้แค้นจริงหรือเป็นสิ่งที่พวกเขาจินตนาการขึ้นเอง และพวกเขายังคงมีบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ที่ถูกบังคับให้ทำงาน เราไม่อาจและไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับรายงานอย่างเป็นกลางเกี่ยวกับการถูกแสวงประโยชน์ของพวกเขา
การคัดหาผู้ตกเป็นเหยื่อในเชิงรุก: มาตรฐาน ในการคุ้มครองเหยื่ออย่างเพียงพอ รัฐบาลต่าง ๆ จำเป็นต้องมีมาตรการในเชิงรุกเพื่อระบุตัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ โดยการสัมภาษณ์และการให้คำปรึกษาย่างระมัดระวังและถี่ถ้วน เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายควรได้รับการฝึกอบรมวิธีการที่จะระบุชี้ว่ามีการค้ามนุษย์ การให้ที่พักพิงที่สะดวกสบายแก่ผู้ที่ถูกสงสัยว่าจะเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์จะทำให้ผู้ที่ถูกสงสัยเหล่านี้ได้มีโอกาสรับคำแนะนำและพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ รวมทั้งการที่พวกเขาจะให้ความช่วยเหลือในการดำเนินคดีผู้ค้ามนุษย์
ต้นทุนทางด้านมนุษย์และต้นทุนทางสังคมของการค้ามนุษย์
ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์อาจจะต้องสูญเสียอย่างมากมาย อันตรายทั้งทางด้านจิตใจและทางร่างกายรวมไปถึงโรคต่าง ๆ และการเติบโตที่ต้องหยุดชะงักมักจะมีผลกระทบถาวร ในหลาย ๆ กรณีการแสวงประโยชน์จากเหยื่อของการค้ามนุษย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เด็กที่ถูกนำตัวไปค้าแรงงานในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอาจจะถูกทำร้ายต่อไปในอีกรูปแบบหนึ่ง ความจริงที่โหดร้ายของการค้าทาสในปัจจุบันก็คือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมักจะถูกซื้อและขายต่อไปหลายทอด และส่วนใหญ่มักจะถูกขายเป็นครั้งแรกโดยคนในครอบครัวของตนเอง เหยื่อที่ถูกบังคับให้ตกเป็นทาสทางเพศมักจะถูกทำให้ยินยอมด้วยยาเสพติดและเป็นเหยื่อของความรุนแรงอย่างมาก เหยื่อที่ถูกค้าเพื่อการแสวงประโยชน์ทางเพศต้องเผชิญกับความบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจจากกิจกรรมทางเพศที่รุนแรง การถูกบังคับให้ใช้สารเสพติด การที่จะต้องเผชิญกับโรคที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งรวมไปถึงการติดเชื้อเอ็ชไอวีและโรคเอดส์ การขาดอาหาร และการทรมานทางจิตใจ อวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเหยื่อบางรายได้รับความเสียหายเป็นการถาวร เหยื่อหลายรายเสียชีวิตจากการที่ถูกขาย และเมื่อผู้ที่ถูกขายถูกส่งไปยังสถานที่ซึ่งเขาหรือเธอไม่สามารถจะพูดหรือเข้าใจภาษาได้ สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้เกิดความเสียหายทางจิตใจซึ่งเกิดจากการถูกแยกตัวออกมาและตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้ที่ค้ามนุษย์มากยิ่งขึ้น
มิติทางด้านสิทธิมนุษยชน โดยพื้นฐานแล้วการค้ามนุษย์เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนสากลในการที่จะมีชีวิต เสรีภาพ และอิสรภาพ การค้าเด็กเป็นการละเมิดสิทธิของเด็กที่จะเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการคุ้มครอง และสิทธิที่จะเป็นอิสระจากการถูกทำร้ายและการแสวงประโยชน์ทุกรูปแบบ
ทำให้เกิดการล่มสลายของโครงสร้างทางสังคม การสูญเสียครอบครัวและเครือข่ายสนับสนุนของชุมชนทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์อยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการถูกเรียกร้องและคุกคามจากผู้ที่ค้ามนุษย์และมีส่วนทำให้เกิดการล่มสลายของโครงสร้างทางสังคมในหลาย ๆ ทาง การค้ามนุษย์เป็นการพรากเด็กจากพ่อแม่พี่น้อง ผลกำไรจากการค้ามนุษย์มักจะทำให้วิธีปฏิบัติเช่นนี้หยั่งรากลึกลงในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ซึ่งมักจะถูกแสวงประโยชน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะที่เป็นแหล่งของเหยื่อที่หาได้ง่าย ความกลัวที่จะต้องตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์มักจะทำให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยง เช่นเด็กและหญิงสาวต้องหนีไปหลบซ่อน จึงมีผลกระทบในทางลบต่อการศึกษาหรือโครงสร้างทางครอบครัวของคนเหล่านั้น การสูญเสียโอกาสทางการศึกษาทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคตของผู้ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ลดลง รวมทั้งเพิ่มความล่อแหลมในการที่จะถูกนำกลับไปขายใหม่ในอนาคต ผู้ตกเป็นเหยื่อซึ่งสามารถกลับไปสู่ชุมชนของตนได้มักจะพบว่าตนเองถูกตราหน้าหรือถูกสังคมรังเกียจ การฟื้นตัวจากประสบการณ์อันเลวร้ายนี้อาจจะใช้เวลาชั่วชีวิตหรือไม่เกิดขึ้นเลย
เติมเชื้อเพลิงให้อาชญากรรมที่เป็นระบบ ผลกำไรจากการค้ามนุษย์กระตุ้นให้เกิดอาชญากรรม
อื่น ๆ ตามรายงานของสำนักงานสืบสวนและสอบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐอเมริกา การค้ามนุษย์ก่อให้เกิดรายรับต่อปีสูงถึงประมาณ 9,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการฟอกเงิน การค้ายาเสพติด การปลอมแปลงเอกสารและการลักลอบนำคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ที่ใดก็ตามที่อาชญากรรมที่เป็นระบบเจริญเฟื่องฟู รัฐบาลและหลักนิติธรรมจะถูกบ่อนทำลายและอ่อนแอลง
ทำให้ประเทศต่าง ๆ ขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์และยับยั้งการเจริญเติบโต การค้ามนุษย์มีผลกระทบที่ร้ายแรงอย่างยิ่งต่อตลาดแรงงาน มีส่วนก่อให้เกิดการสูญเสียศักยภาพของมนุษย์อย่างที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีก ผลกระทบบางอย่างของการค้ามนุษย์รวมไปถึงค่าแรงที่ถูกกดขี่ ความสามารถในการผลิตที่ถดถอยลง การสูญเสียเงินที่ส่งออกไป และประชาชนได้รับการศึกษาไม่เพียงพอ ผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้นำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการผลิตและอำนาจในการหารายได้ในอนาคต การบังคับให้เด็กทำงานและปฏิเสธไม่ให้เด็กมีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นการส่งเสริมวัฎจักรของความยากจนและการไม่รู้หนังสือซึ่งเป็นปัจจัยที่ยับยั้งพัฒนาการของชาติ แรงงานบังคับหรือ แรงงานขัดหนี้มักจะเกี่ยวข้องกับประชากรส่วนที่สำคัญของประเทศ ดังนั้นรูปแบบของการค้ามนุษย์เช่นนี้จึงทำให้ความก้าวหน้าของประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะว่าคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ตกเป็นเหยื่อก็ยังคงจมปลักอยู่ในความยากจน
ต้นทุนทางด้านสาธารณสุข เหยื่อของการค้ามนุษย์มักจะต้องทนกับสภาพที่โหดร้ายทารุณซึ่งมีผลทำให้เกิดการบาดเจ็บทางร่างกาย ทางเพศ และทางจิตใจ ไวรัสและการติดเชื้อที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ โรคที่เกิดจากการอักเสบของเชิงกรานและเชื้อเอ็ชไอวีและโรคเอดส์ มักจะเป็นผลจากการถูกนำไปค้าประเวณี ความวิตกกังวล การนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า และความเครียดหลังประสบการณ์ที่เลวร้ายเป็นอาการทางจิตที่ปรากฏให้เห็นอยู่โดยตลอดเวลาในบรรดาเหยื่อของการค้ามนุษย์ สภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะและแออัดประกอบกับการที่ไม่ได้รับประทานอาหารที่ดีทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพหลายอย่าง เช่นโรคหิด วัณโรค และโรคติดต่ออื่น ๆ และผู้ที่ถูกกระทำทารุณอย่างเลวร้ายที่สุดก็คือเด็ก ๆ ซึ่งสามารถควบคุมได้ง่ายและถูกบังคับให้ไปทำงานเป็นคนรับใช้ตามบ้าน การสู้รบ และรูปแบบการทำงานอื่นๆ ที่เป็นอันตราย
อำนาจของรัฐถูกกัดกร่อน รัฐบาลของหลาย ๆ ประเทศต่างพยายามต่อสู้ดิ้นรนที่จะใช้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ในเขตประเทศของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีการคอร์รัปชั่น ความขัดแย้งที่มีการใช้กำลังรบ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการต่อสู้ทางการเมืองหรือการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยอาจทำให้เกิดกลุ่มคนพลัดถิ่นขนาดใหญ่ในประเทศซึ่งจะเสี่ยงต่อการถูกนำไปค้า การค้ามนุษย์ยังบ่อนทำลายความพยายามของรัฐบาลในการใช้อำนาจ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชากรกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกนำไปค้า รัฐบาลหลายๆ ประเทศไม่สามารถคุ้มครองผู้หญิงและเด็กซึ่งถูกลักพาตัวไปจากบ้านและโรงเรียนของพวกเขาหรือจากค่ายผู้ลี้ภัย ยิ่งไปกว่านั้น การติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และผู้ที่อยู่ในระบบตุลาการ ยังทำให้ความสามารถของรัฐบาลในการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นของรัฐบาลลดถอยลงอีก
โรมาเนีย: มาเรีย อายุ 16 ปี ถูกเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กล่อลวงให้เดินทางไปที่บูคาเรสต์เพื่อที่จะหางานทำ สิ่งที่มาเรียไม่ทราบก็คือเพื่อนของเธอได้ลงโฆษณาไว้ในเมืองท่าโรมาเนียแห่งหนึ่งว่ามี "เด็กหญิงเพื่อขาย" มาเรียถูกขายให้แก่ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งใช้ให้เธอเป็นโสเภณีพร้อม ๆ กับเด็กหญิงอายุ 11 ปีอีกหนึ่งคน ตลอดเวลาสี่เดือนเธอถูกบังคับให้ทำงานเป็นโสเภณีข้างถนนโดยถูกข่มขู่ว่าจะถูกเฆี่ยนตี เธอถูกปรับ ถูกจับ และถูกสอบสวนนับครั้งไม่ถ้วนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่อย่างไรก็ตาม "ผู้คุ้มครอง" ของเธอสามารถที่จะติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ปล่อยตัวเธอได้ทุกครั้ง และดังนั้นจึงเป็นการบังคับให้เธอกลับไปเป็นโสเภณีอีก
วิธีการของผู้ค้ามนุษย์
ผู้ค้าทาสจ้องหาเหยื่อที่อ่อนแอ กลุ่มเป้าหมายของพวกนี้มักจะเป็นเด็ก ๆ และหญิงสาวและวิธีการของพวกเขาก็เป็นวิธีการที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แต่ไร้ความเมตตาปราณี โดยมุ่งหวังที่จะล่อลวง บังคับ หรือทำให้เหยื่อเชื่อใจ บ่อยครั้งที่วิธีการเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับคำมั่นสัญญาว่าจะแต่งงานด้วย หางานให้ทำ ให้โอกาสที่จะศึกษาต่อ หรือมีชีวิตที่ดีขึ้น เหตุการณ์ต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์สมมติที่มีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์จริงและแสดงให้เห็นสภาพการณ์ที่เหมือนๆ กันเมื่อมีการค้ามนุษย์เกิดขึ้น
ในสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในเมืองมาดากัสการ์ พ่อแม่ของเด็กหญิงอายุ 15 ปีคนหนึ่งได้ผลักไสให้เธอค้าประเวณีกับนักท่องเที่ยวชายสูงอายุเพื่อหาเงินให้ครอบครัว ในขณะที่มีความหวังเช่นกันว่าเธอจะมีโอกาสได้แต่งงาน มีการศึกษา และมีงานทำในต่างประเทศ คนในท้องถิ่นสังเกตว่าเธอมักจะไปตามสถานที่ซึ่ง “ยอดนิยม“ ของนักท่องเที่ยวและใส่เสื้อผ้ารัดรูปไปนั่งดื่มกินกับผู้ชายต่างชาติจนดึกดื่น เมื่อได้ทราบเบาะแสจากเจ้าของโรงแรม เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นสามารถจับกุมนักท่องเที่ยวได้รายหนึ่งโดยตั้งข้อสงสัยว่าชายผู้นี้จะนำตัวเด็กหญิงคนนี้ไปใช้ในธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อบริการทางเพศ อย่างไรก็ตาม ชายผู้นี้ได้จ่ายเงินจำนวนเล็กน้อยให้แก่ครอบครัวของเธอเพื่อไม่ให้พูดอะไรและไม่ฟ้องร้องต่อไป
ในรัฐฉานตอนเหนือของประเทศพม่า หญิงสาวคนหนึ่งเดินทางไปมณฑลยูนนานในประเทศจีนเพื่อหางานทำและเพื่อหลบหนีสภาพทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เนื่องจากตกอยู่ภายใต้การปกครองที่เลวร้ายของทหารมานานหลายทศวรรษ เมื่อเดินทางไปถึงเมืองเล็กๆ ที่ชายแดนของจีน เธอได้รับข้อเสนอให้ทำงานในบาร์และร้านอาหารที่เมืองนั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าของสังเกตเห็นว่าเธอเป็นคนต่างด้าวซึ่งไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้องในประเทศจีน และกักขังเธอไว้ในโรงแรมเล็ก ๆ และให้เธอขายบริการทางเพศกับนักท่องเที่ยวและพ่อค้าชาวจีน
ในอัฟกานิสถาน ครอบครัวๆ หนึ่งสัญญาที่จะยกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งให้กับผู้ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านถัดไปเพื่อที่จะระงับข้อพิพาทระหว่างสองครอบครัวซึ่งมีมาเป็นเวลานาน ถึงแม้ว่าเธอจะยังเด็กอยู่ แต่ทางบ้านก็ให้เธอออกจากโรงเรียนเพื่อที่จะแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่เคยพบมาก่อนเลย เมื่อเธอเดินทางมาถึงเธอถูกบังคับให้ทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน และรับใช้ครอบครัวของสามีทั้งครอบครัวเป็นเวลาวันละ 18 ถึง 20 ชั่วโมง ถ้าเธอทำอะไรผิดเธอจะถูกตีและ “ครอบครัว” ใหม่ของเธอก็ขู่จะฆ่าเธอถ้าหากว่าเธอพยายามที่จะหนี วันหนึ่งสามีของเธอตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่และขายภรรยาคนแรกของเขาให้กับผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งบังคับให้เธอรับใช้ตัวเขาและครอบครัวด้วยเช่นกัน
ในเนเธอร์แลนด์เด็กหญิงชาวไนจีเรียอายุ 18 ปี เดินทางจากบ้านเกิดของเธอที่รัฐเอโดเพื่อที่จะมาทำงานหารายได้เพื่อส่งเงินไปช่วยเหลือครอบครัวของเธอ เธอได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ “คุณป้า” ซึ่งเข้ามาควบคุมตัวเด็กหญิงคนนี้อย่างเข้มงวดและบังคับให้เธอเป็นโสเภณีข้างถนน ตำรวจจับเธอเนื่องจากเธอไม่มีเอกสารว่ามีถิ่นที่อยู่ในเมืองนั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขากักตัวเธอไว้ที่ศูนย์กักกัน เธอได้รับโอกาสให้ “กล่าวโทษ” ว่าคุณป้าของเธอเป็นนักค้ามนุษย์แต่เธอก็ปฏิเสธเพราะกลัวว่าจะถูกแก้แค้นโดยบรรดาเพื่อน ๆ ของคุณป้าในไนจีเรีย เธอถูกส่งตัวกลับไปยังรัฐเอโด และต้องเผชิญกับความอับอายขายหน้าที่กลับมาอย่างสิ้นเนื้อประดาตัว
ระบบวรรณะและระบบทาสในเอเซียใต้
รามันเกิดในบริเวณเตาเผาอิฐที่เดียวกับที่พ่อและปู่ของเขาได้ทำงานมาตลอดชีวิตเพื่อที่จะใช้หนี้ซึ่งสร้างขึ้นโดยปู่ของเขา เป็นเวลา 15 ปี ที่รามันและครอบครัวของเขาได้เงินเพียง 3 รูปี (2 เซนต์) ต่ออิฐถุงละ 80 กิโลกรัมหนึ่งถุงเพื่อใช้ชำระหนี้ 450 เหรียญสหรัฐฯ ที่ทางผู้จัดการเตาเผาอิฐจ่ายเงินให้ล่วงหน้า พวกเขาถูกเจ้าของเฆี่ยนด้วยไม้และถูกตีถ้าหากว่าทำงานไม่แข็งขันพอหรือผลิตอิฐได้ไม่พอ พวกเขาออกไปจากที่นั่นไม่ได้เนื่องจากเจ้าของเตาเผาอิฐขู่ที่จะตามล่าตัวและตีพวกเขาหรือติดสินบนตำรวจให้จับกุมพวกเขา เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ว่าเรื่องราวของรามันนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดกับแรงงานนับล้าน ๆ คนที่เกิดในวรรณะต่ำซึ่งเราเชื่อว่าติดอยู่ในกับดักของการเป็นทาสขัดหนี้ในเอเซียใต้ แรงงานขัดหนี้คือรูปแบบหนึ่งของการค้ามนุษย์ซึ่งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจะกู้ยืมเงินจากคนที่ไร้ศีลธรรม ส่วนใหญ่จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อยเพียง 16 เหรียญสหรัฐฯ แต่ถูกบังคับให้ชำระหนี้เหล่านี้โดยการทำงานในโรงงานต่าง ๆ ตามเตาเผาอิฐ และโรงสีข้าวของเจ้าของเงิน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กไม่เคยชำระหนี้ได้ครบเนื่องจากการโกงอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตซึ่งเจ้าของเรียกเก็บทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บ่อยครั้งที่ทั้งครอบครัวจะต้องทำงานวันละ 14 ถึง 16 ชั่วโมง และหนี้สินจะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไปจนกว่าจะจ่ายคืนได้ครบ การทารุณทางร่างกายเป็นเรื่องธรรมดา และแรงงานขัดหนี้ที่เป็นผู้หญิงบางรายก็จะถูกเจ้าของล่วงละเมิดทางเพศ เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเรียนหนังสือและบางคนต้องทนต่อการบาดเจ็บอันเป็นผลเนื่องจากมาจากทำงาน ระบบวรรณะเป็นลำดับชั้นทางสังคมในวัฒนธรรมของเอเซียตอนใต้มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ระบบวรรณะซึ่งจำกัดทางเลือกทางเศรษฐกิจและโอกาสที่จะก้าวหน้าของคนที่อยู่ในวรรณะเป็นอย่างมากทำให้คนเหล่านี้ต้องถูกจำกัดอยู่กับงานที่ต่ำต้อย นอกจากนั้นแล้วยังเป็นหนทางที่นำคนนับเป็นล้าน ๆ คนไปสู่ความเป็นทาสจากการที่เป็นแรงงานขัดหนี้
ตามรายงานประจำปี 2548 ของ ILO ส่วนใหญ่ของคนที่เป็นแรงงานขัดหนี้ในอินเดียมาจากวรรณะต่ำ เราจะพบคนพวกนี้เป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากทั่วทั้งในอินเดีย ซึ่งได้แก่โรงสีข้าว เตาเผาอิฐ เหมืองระเบิดหิน และธุรกิจสิ่งทอ การเลือกปฏิบัติทางสังคมมีส่วนทำให้คนเหล่านี้ได้รับค่าแรงที่ต่ำมาก คนที่เกิดในวรรณะเหล่านี้มักจะต้องขอยืมเงินเพื่อที่จะมีเงินพอใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเหมือนกับเป็นการป้อนอาหารเลี้ยงวงจรอุบาทว์ของการแสวงหาประโยชน์ที่สืบต่อกันจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง คนหลายรุ่นของครอบครัวเหล่านี้มักจะถูกกลืนกินไปในระบบทาสซึ่งเกิดจากวรรณะและทำให้เกิดความเสียหายต่อพัฒนาการของชุมชนเอเซียตอนใต้
ไนจีเรีย/อิตาลี: กลอเรียได้รับคำสัญญาว่าจะได้งานทำในโรงงานผลิตผ้าในกรุงโรม ก่อนที่จะออกจากบ้านเกิดของเธอที่ไนจีเรียเธอต้องผ่านพิธีทางไสยศาสตร์ซึ่งเชื่อว่าจะดูแลความปลอดภัยของเธอในอิตาลี และจะทำให้เธอมีความซื่อสัตย์ต่อผู้อุปถัมภ์หรือ “มาดาม” ของเธอ เมื่อเธอเดินทางมาถึงโรม กลอเรียถูกมาดามตี โดยมาดามบอกเธอว่าเธอจะต้องชำระหนี้จำนวนมหาศาลซึ่งเป็นเงินที่มาดามจ่ายเพื่อซื้อเธอมา โดยเธอจะต้องขายบริการประมาณ 4,000 ครั้ง กลอเรียถูกตีมากขึ้นเมื่อเธอปฏิเสธข้อเรียกร้องของมาดาม ในที่สุดเธอก็ต้องยอมแม้ว่าในตอนนั้นเธอจะถูกตีจากการที่หาเงินมาได้ไม่พอ เมื่อเธอตั้งครรภ์ กลอเรียถูกบังคับให้ทำแท้ง ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้าที่จะเอาชนะคำขู่ว่าจะมีการแก้แค้นทางไสยศาสตร์และรวบรวมความกล้าที่จะหนีออกมาเพื่อที่จะแสวงหาชีวิตใหม่ ตอนนี้เธอกำลังใกล้หายเป็นปกติอยู่ในสถานพักพิงในกรุงโรม
สาเหตุต่างๆ ของการค้ามนุษย์
สาเหตุต่าง ๆ ของการค้ามนุษย์นั้นซับซ้อนและมักจะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อพิจารณาการค้ามนุษย์ในแง่ของตลาดโลก ผู้ตกเป็นเหยื่อก็คืออุปทานในขณะที่นายจ้างที่ใช้อำนาจโดยมิชอบกับคนเหล่านี้ หรือเป็นผู้แสวงประโยชน์ทางเพศ (ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือผู้ซื้อบริการทางเพศ) ก็คืออุปสงค์ ถึงแม้ว่าลูกค้าของผลิตภัณฑ์แรงงานบังคับอาจถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอุปทาน แต่ผู้บริโภคเหล่านี้มักจะไม่ทราบเลยถึงการที่ตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบทาส ผู้ที่ซื้อบริการทางเพศส่วนใหญ่มักจะสมรู้ร่วมคิดมากกว่าในการที่ทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศต้องตกเป็นเหยื่อ และดังนั้นจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สมควรได้รับความรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการค้าประเวณีและการค้ามนุษย์
การจัดหาเหยื่อมาให้ได้ถูกกระตุ้นจากปัจจัยหลายอย่างซึ่งรวมไปถึงความยากจน การมองว่าที่อื่นมีมาตรฐานในการดำรงชีวิตในที่ดีกว่า การหางานทำยาก อาชญากรรมที่ทำอย่างเป็นระบบ การใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก การเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง การคอร์รัปชั่นในรัฐบาล การขาดเสถียรภาพทางการเมือง และความขัดแย้งซึ่งมีการใช้อาวุธ ในบางสังคมมีประเพณีในการส่งลูกคนที่สามหรือสี่ไปอยู่และทำงานในเมืองใหญ่กับญาติ (ปกติมักจะเป็น “ลุง”) เพื่อมีโอกาสได้เรียนหนังสือหรือได้ฝึกงานอาชีพ ผู้ค้ามนุษย์ซึ่งแสวงหาประโยชน์จากประเพณีดังกล่าวนี้มักจะตั้งตัวเองเป็นตัวแทนจ้างงานและชักจูงพ่อแม่ให้แยกกับลูกและหลังจากนั้นก็นำเด็กไปขายให้ธุรกิจประเวณี เป็นคนรับใช้ตามบ้าน หรือขายให้กิจการพาณิชย์ ในที่สุดแล้วพ่อแม่จะได้รับเงินตอบแทนน้อยมากหรือไม่ได้เลย และเด็กก็จะยังคงไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้รับการฝึกอาชีพ และต้องถูกแยกไปจากครอบครัว และโอกาสด้านการศึกษาหรือทางเศรษฐกิจที่หวังไว้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ในด้านของอุปสงค์ ปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการค้ามนุษย์รวมไปถึงอุตสาหกรรมการค้าบริการทางเพศและความต้องการแรงงานเพื่อนำไปแสวงประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การท่องเที่ยวเพื่อบริการทางเพศและภาพลามกอนาจารเด็กได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่แพร่หลายไปทั่วโลกอย่างง่ายดายจากเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นต้นว่าอินเตอร์เนต ซึ่งส่วนใหญ่ให้ทางเลือกอย่างกว้างขวางแก่ “ผู้บริโภค” และทำให้มีการทำธุรกรรมอย่างทันทีทันใดและไม่อาจตรวจจับได้ นอกจากนั้นการค้ามนุษย์ยังเกิดขึ้นจากความต้องการแรงงานผิดกฎหมายที่มีค่าจ้างถูกและอยู่ในสภาพที่ถูกแสวงประโยชน์ได้ง่าย ตัวอย่างเช่นในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศในเอเซียและในอ่าวเปอร์เซียมีความต้องการคนรับใช้ในบ้านสูงมากซึ่งบางครั้งคนเหล่านี้ก็ตกเป็นเหยื่อของการแสวงประโยชน์หรือการถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจ
การค้ามนุษย์และบทบาทของผู้นำมุสลิมที่กำลังปรากฏขึ้น
ในบางภูมิภาคของโลก ผู้ค้ามนุษย์กำลังบิดเบือนประเพณีดั้งเดิมของอิสลามเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้ามนุษย์ เป็นต้นว่า ในหลายประเทศในอัฟริกาตะวันตก มีคนซึ่งแสดงตนเป็นปราชญ์ชาวมุสลิมที่มาเลือกเด็กชายอายุน้อยไปจากพ่อแม่โดยสัญญาว่าจะสอนให้เด็กเหล่านั้นเรียนรู้เกี่ยวกับคัมภีร์อัลกุรอาน พอได้ตัวเด็กไว้ในความดูแลแล้วคนเหล่านี้ก็จะนำเด็กไปบังคับให้เป็นขอทานและกระทำทารุณต่อเด็ก ในบางส่วนของอัฟริกาเหนือและเอเซียตอนใต้ ผู้ค้ามนุษย์จะสรรหาเด็กชาย เด็กหญิงและผู้หญิงมาเพื่อให้เดินทางไปซาอุดิอาระเบีย เมื่อไปถึงพวกเขาจะถูกแสวงประโยชน์ทางเพศเพื่อการค้า ขอทาน หรือทำงานเป็นเด็กขี่อูฐ
ผู้นำมุสลิมได้ตอบโต้กับปัญหานี้โดยทำงานร่วมกับรัฐบาล องค์กรเอกชนต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มจิตสำนึกเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในชุมชนของตน บางรายก็ได้ใช้ข้อโต้แย้งซึ่งมีพื้นฐานมาจากองค์ความรู้ของอิสลามเพื่อที่จะป้องกันสิทธิของผู้หญิงและเด็กจากการถูกนำตัวไปค้า ในเซเนกัลและไนเจอร์ผู้นำมุสลิมได้ร่วมมือกับกระทรวงต่าง ๆ และยูนิเซฟเพื่อที่จะต่อสู้กับการค้ามนุษย์ ในอินโดนิเซียองค์กรเอกชนชื่อสถาบันฟาห์มิมา (Fahmima Institute) ซึ่งก่อตั้งโดย คยาย ฮูเซน
มูฮัมหมัด (Kyai Husein Muhammad) [ดู TIP Heroes Section ในรายงานฉบับนี้เพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม] ได้แจกจ่ายใบปลิวต่อต้านการค้ามนุษย์ 22,000 ใบทุก ๆ สัปดาห์ในสุเหร่าหลังจากการสวดมนต์ในวันศุกร์ คยาย ฮูเซน ยังได้เขียนบทความมากมายเกี่ยวกับเรื่องการใช้กฎและคำสอนของอิสลามในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์
ในบังกลาเทศ องค์กรเอกชนในท้องถิ่นได้กระตุ้นให้อิหม่าม 2,100 คนที่มีอยู่ในปี 2548 ได้ทราบถึงความเสี่ยง ภัยคุกคาม และวิธีการค้ามนุษย์ และได้จัดทำการฝึกอบรมให้แก่ผู้อบรมอิหม่าม 100 คน ผลก็คือ ในระหว่างการละหมาดในวันศุกร์ อิหม่ามกว่า 2,500 คนได้เทศน์พิเศษเกี่ยวกับการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ให้ชาวบังกลาเทศหลายล้านคนได้ฟัง การที่ชุมชนมุสลิมเข้ามามีบทบาทในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ทำให้มีความหวังมากขึ้นว่าคนทั่วโลกจะได้รับทราบเกี่ยวกับการต่อต้านการค้ามนุษย์
ผู้เยาว์ที่เดินทางตามลำพัง การค้ามนุษย์ และการแสวงประโยชน์
ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมามีรายงานว่าเด็กชาวจีน 120 คนหายไปจากศูนย์ตรวจคนเข้าเมืองของสวีเดน ในทุก ๆ กรณีเด็กเหล่านี้เดินทางมาถึงสวีเดนโดยเครื่องบินจากปักกิ่งหรือมอสโกและขอลี้ภัยทางการเมืองทันที ภายในเวลาไม่กี่วัน เด็กเหล่านี้หายตัวไปโดยที่คดียังค้างคาอยู่ เบาะแสในด้านการสอบสวนชี้ให้เห็นว่าเส้นทางต่อไปของเด็กเหล่านี้มีทั้งเดนมาร์ก เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสวีเดนเชื่อว่าเครือข่ายนักค้ามนุษย์อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของเด็กเหล่านี้
ผู้เยาว์ที่เดินทางตามลำพังอาจถูกล่อลวงจากประเทศต้นทางของตนโดยการหลอกลวง หรืออาจจะตกเป็นเหยื่อของการแสวงประโยชน์หลังจากเดินทางมาถึงอีกประเทศหนึ่ง การตกเป็นเหยื่อของเด็กเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของการค้ามนุษย์ทั่วโลก ถึงแม้ว่าเด็กเหล่านี้จะคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนต่างด้าวในยุโรป แต่เด็กที่เดินทางตามลำพังเหล่านี้ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกนำไปค้าทั้งเพื่อจุดประสงค์ของการแสวงประโยชน์ทางเพศ และเพื่อเป็นแรงงานบังคับ
เด็กเหล่านี้ปกติแล้วมาจากประเทศในยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออก อัฟริกา และเอเซีย เด็กเหล่านี้ถูกแสวงประโยชน์ในหลาย ๆ ทาง รวมทั้งการนำไปค้าประเวณี ขนยาเสพติด เป็นคนรับใช้ตามบ้าน ทำงานในโรงงานนรก หรือตามร้านอาหาร ทั้งนี้โดยผ่านแก๊งขอทานและแก๊งล้วงกระเป๋าที่ทำงานอย่างเป็นระบบ และอาจเป็นผลจากการถูกบังคับให้แต่งงาน
องค์กรเอกชนที่เชื่อถือได้หลายแห่งสังเกตว่ามีแนวโน้มลึกลับที่จะมีผู้เยาว์ชาวจีนเดินทางตามลำพังไปถึงยุโรปโดยมีโทรศัพท์มือถือและเงินสดแต่ไม่มีแผนการเดินทางที่ชัดเจน ผู้เยาว์เหล่านี้จะหายตัวไปทันทีจากเจ้าหน้าที่และศูนย์ซึ่งเป็นที่รับเด็กเหล่านี้ เป็นไปได้ที่เด็กเหล่านี้จะหายไปเมื่อมีการติดต่อกับเครือข่ายอาชญากรรม คนมักไม่มองว่าผู้เยาว์ที่เดินทางตามลำพังและถูกแสวงประโยชน์โดย
อาชญากรเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และมักจะไม่มีการสอบสวนในฐานะของคดีค้ามนุษย์ เด็กที่ถูกค้าจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองพื้นฐานและการฟื้นฟู การติดต่อครั้งแรกของเด็กกับเจ้าหน้าที่ในประเทศปลายทางควรจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะหยุดยั้งสายโซ่ของการค้ามนุษย์ดังกล่าว
อัฟกานิสถาน: นาซีมาถูกแม่ของเธอบังคับให้แต่งงานตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ กับเพื่อนบ้านอายุ 30 ปี ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอัฟกานิสถาน ที่บ้านของสามีของเธอ พ่อสามี และคนอื่น ๆ อีก 12 คน ในครอบครัวเริ่มทรมานเธอ วิธีปฏิบัติต่อเธอนั้นรวมไปถึงการตีและการให้อดอาหาร และเธอถูกบังคับให้ออกไปนอนนอกบ้านในขณะที่อากาศหนาวเย็นโดยที่มีพรมผืนเดียวไว้คลุมตัว ผู้ที่ทำร้ายเธอมักจะใช้เธอเป็นโต๊ะมนุษย์ โดยการบังคับให้เธอนอนคว่ำเพื่อว่าคนเหล่านั้นจะได้ตัดอาหารบนหลังเปล่าเปลือยของเธอ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อของสามีได้ขังเธอไว้ในเพิงเป็นเวลาสองเดือน และเธอได้รับอนุญาตให้ออกมาจากเพิงเพียงวันละครั้ง คืนก่อนหน้าที่เธอจะหลบหนีออกมาได้เมื่ออายุ 12 ในปี 2548 พ่อสามีได้ผูกมือของเธอไว้ด้วยกันและราดน้ำร้อนลงบนศีรษะของเธอ เธอหลบหนีออกมาในวันรุ่งขึ้นเนื่องจากกลัวว่าจะต้องเสียชีวิตลงด้วยน้ำมือของครอบครัวของสามีของเธอ เธอถูกพบโดยคนขับรถลากซึ่งนำตัวเธอไปส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษา กว่าเธอจะหายจากบาดแผลต่าง ๆ ที่พวกนั้นทำกับเธอก็ต้องใช้เวลากว่า 1 เดือน ขณะนี้เธออยู่ในสถานพักพิงและได้มีโอกาสไปโรงเรียน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตอบโต้การค้าแรงงานในอิรัก
หลังจากที่สื่อมวลชนกล่าวอ้างในช่วงปลายปี 2548 ว่ามีการค้าแรงงานในอิรัก กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ทำการสอบสวนเมื่อเร็วๆ นี้ และระบุชี้ว่ามีการละเมิดสิทธิ และในบางกรณีก็เรียกได้ว่าเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยบริษัทที่ได้รับงานจากกระทรวงกลาโหมได้ละเมิดสิทธิของคนงานที่ถือสัญชาติของประเทศที่สาม (third country national - TCN) ในอิรัก การละเมิดเหล่านี้บางครั้งก็บ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ การละเมิดรวมไปถึงการยึดหนังสือเดินทางของคนงานอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย วิธีการจ้างงานที่เป็นการหลอกลวงและค่าธรรมเนียมที่สูงมากในการหาคนงาน สภาพที่อยู่อาศัยที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และการหลบเลี่ยงกฎหมายเข้าเมืองของอิรัก TCN ส่วนใหญ่เป็นแรงงานด้อยฝีมือจากเนปาล อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา และฟิลิปปินส์
กระทรวงกลาโหมได้ทำการตอบโต้อย่างรวดเร็วโดยใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกำกับดูแลการว่าจ้างแรงงานในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ในเดือนเมษายน 2549 พลเอก จอร์จ ดับเบิลยู. เคซีย์ ซึ่งเป็น
นายพลผู้บังคับบัญชากองกำลังนานาชาติของอิรักได้ออกแนวปฏิบัติเกี่ยวกับแรงงานโดยเฉพาะสำหรับบริษัทผู้รับเหมางานทุกรายที่ได้ทำสัญญากับกระทรวงกลาโหมในอิรักและอัฟกานิสถาน มาตรการหลัก ๆ ก็คือบังคับให้ผู้รับเหมาทุกรายเลิกการยึดหนังสือเดินทางของลูกจ้างไว้ ยิ่งไปกว่านั้นสัญญาต่างๆ ของกระทรวงกลาโหมยังรวมถึงแนวทางเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ต่อไปนี้ด้วย:
• ลูกจ้างทั้งหมดของบริษัทรับเหมาของกระทรวงกลาโหมหรือบริษัทผู้รับช่วงงานจะได้รับสำเนาสัญญาว่าจ้างซึ่งมีการลงนามกำกับและระบุเงื่อนไขการจ้างงานและการจ่ายเงินเดือนไว้อย่างชัดเจน
• บริษัทผู้รับเหมาและบริษัทผู้รับช่วงงานจะต้องเป็นบริษัทซึ่งมีใบอนุญาตจัดหาแรงงาน
• บริษัทจัดหาคนงานจะต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการหางานอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายจากลูกจ้าง
ตามนโยบายนี้ บริษัทผู้รับเหมางานและบริษัทผู้รับช่วงงานจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเกี่ยวกับพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยส่วนตัว ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายของประเทศเจ้าบ้านเกี่ยวกับวีซ่าในการทำงาน และปฏิบัติตามกระบวนการในการเดินทางผ่านประเทศและการเข้าประเทศ มาตรการเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสหรัฐอเมริกาใช้นโยบาย “ไม่ยอมรับ” (zero tolerance) การต่อต้านการค้ามนุษย์ทั้งในประเทศและนอกประเทศ
การขายเจ้าสาว
ความไม่สมดุลกันในด้านมิติทางเพศที่เพิ่มขึ้นในดินแดนต่าง ๆ ในเอเซียตอนใต้และเอเซียตะวันออกเป็นแรงผลักดันให้มีความต้องการเหยื่อจากการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น ในประเทศจีน ถึงแม้ว่าการที่คนจีนนิยมมีลูกชายมากกว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สัดส่วนระหว่างเพศหญิงกับชายค่อนข้างจะไม่สมดุล แต่นโยบายมีลูกเพียงคนเดียวและนโยบายเกี่ยวกับความยากจนของประเทศจีนก็ทำให้อุปสงค์และอุปทานสำหรับการค้าเจ้าสาวมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก เด็กหญิงมักจะถูกทำแท้งและมีรายงานข่าวว่าในบางกรณีเด็กเล็กที่เป็นเพศหญิงจะถูกฆ่าตั้งแต่เกิดทำให้มีจำนวนผู้ชายมากกว่าผู้หญิงในบางส่วนของประเทศโดยมีสัดส่วนเด็กชาย 117 คนต่อเด็กหญิง 100 คน
แต่ถึงกระนั้นก็ตามผู้ชายก็ยังรู้สึกว่ามีแรงกดดันของสังคมที่จะต้องแต่งงาน ทำให้ผู้ชายบางคนซึ่งไม่สามารถจะหาผู้หญิงมาแต่งงานด้วยได้พยายามที่จะซื้อเจ้าสาวมาจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศหรือจากบริเวณชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นเกาหลีเหนือ ผู้หญิงเหล่านี้มักจะถูกขายโดยพ่อแม่ของตัวเองหรือถูกลักพาตัวมาจากหมู่บ้านของตน ถูกบังคับให้แต่งงาน เป็นโสเภณีหรือเป็นภรรยาเก็บ พื้นที่ในประเทศซึ่งคนนิยมที่จะพาเจ้าสาวไปขายส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ยากจนในจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ห่างจากทะเลของจีนซึ่งขาดแคลนผู้หญิง ความยากจนทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกนำไปขาย โดยทั่วๆ ไป ผู้หญิงและเด็กหญิงมักถูกนำไปขายในจังหวัดที่ขาดแคลนผู้หญิง จริง ๆ แล้วผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าการลักพาตัวและการค้าผู้หญิงเพิ่มขึ้นในขณะที่ประเทศจีนมีการเร่งพัฒนาการเศรษฐกิจ ดังนั้นการค้าผู้หญิงเพื่อเป็นเจ้าสาวนั้นคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 30 ถึง 90 ของการแต่งงานในบางหมู่บ้าน
อินเดียเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกันของความไม่สมดุลระหว่างหญิง – ชาย ในบางภูมิภาค ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นจากทัศนคติทางด้านวัฒนธรรมซึ่งมองเห็นเด็กผู้หญิงเป็นภาระทางเศรษฐกิจเนื่องจากจะต้องเสียสินสอดให้แก่คนที่จะมาเป็นเจ้าบ่าวในอนาคต สถิติของรัฐแสดงให้เห็นว่ามีความไม่สมดุลกันระหว่างหญิงชายอย่างเห็นได้ชัดในบางภูมิภาค เช่น สัดส่วนจำนวนเด็กชายต่อเด็กหญิง 100 คน ในจามมูและแคชเมียร์ คือ 111 คน ในแคว้นอุตตรประเทศคือ 110 คน ในสิกขิมคือ 114 คน ในปัญจาบคือ 114 คน (ในเมืองหลวงคือจัณฑีครห์คือ 129 คน) และในหรยาณา คือ 116 คน จากการสำรวจในปี 2544 ช่องว่างของจำนวนหญิง – ชาย มีผลทำให้มีผู้ชายมากกว่าผู้หญิงหลายล้านคน และทำให้มี “แรงบีบคั้นในการแต่งงาน” และมีความกดดันที่ทำให้ผู้ชายต้องแสวงหาผู้หญิงมาแต่งงาน ผลที่ตามมาก็คือมีบางกรณีซึ่งผู้หญิงจากเนปาล บังกลาเทศ และพื้นที่อื่น ๆ ของอินเดียถูกซื้อมาหรือลักพาตัวมาเพื่อมาเป็นเจ้าสาวสำหรับ “หมู่บ้านชายโสด” การขาดแคลนผู้หญิงยังทำให้มีความต้องการที่จะมีผู้หญิงและเด็กหญิงที่เป็นโสเภณีมากขึ้น และทำให้มีความต้องการเหยื่อเพื่อนำมาขายมากขึ้น เจ้าสาวที่ถูกขายส่วนใหญ่มักจะท้อถอยที่จะรายงานสถานการณ์ของตนหรือหาทางหนีเนื่องมาจากความกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมที่บังคับให้ต้องอยู่ในชีวิตสมรสต่อไป การขาดความคุ้นเคยกับพื้นที่ซึ่งพวกเธอถูกนำตัวมาขาย เจ้าหน้าที่หรือตำรวจที่รู้เห็นเป็นใจที่บังคับให้เจ้าสาวที่หนีไปต้องกลับมา กฎหมายซึ่งทำให้หญิงที่ถูกขายต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำสองจากการถูกจัดประเภทและถูกดำเนินคดีในฐานะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย นอกจากนั้น ผู้หญิงเหล่านี้ยังจะถูกเดียดฉันท์จากสังคมถ้าเดินทางกลับบ้าน
ไลบีเรีย: อดีตทหารเด็กอายุ 13 ปีจากไลบีเรียเล่าว่า: “พวกเขาให้ยาผมทำให้ผมเป็นบ้าไป พอสมองของผมเริ่มรู้สึกว่าเป็นบ้า ผมก็จะตีคนที่ศีรษะและทำร้ายพวกเขาจนกระทั่งพวกเขาเลือดออก พอหายบ้าผมก็รู้สึกผิด ถ้าผมจำคนที่ผมเคยทำร้ายได้ผมก็ไปหาเขาและขอโทษ ถ้าเขาไม่ยอมรับคำขอโทษผมก็รู้สึกไม่ดี”
ความพยายามในการยุติอุปสงค์สำหรับเหยื่อที่นำไปค้าเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ
รัฐบาลสหรัฐฯ ต่อต้านการค้าประเวณีและกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งรวมไปถึงการเป็นผู้หาแขกให้โสเภณี การเป็นแม่เล้า และการเปิดสำนักค้าประเวณี โดยถือว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการค้ามนุษย์ กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอันตรายและไร้ความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง จุดยืนนี้ระบุอยู่ในคำสั่งการของประธานาธิบดีเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ (National Security Presidential Directive –
NSPD–22) และได้มีการยืนยันซ้ำอีกครั้งจากการสนับสนุนของรัฐบาลต่อกฎหมาย Trafficking Victims Protection Reauthorization Act-TVPRA) ในปี 2549 ซึ่ง “เน้นความสำคัญของการลดอุปสงค์สำหรับกิจกรรมทางเพศในเชิงพาณิชย์ซึ่งเป็นเชื้อหล่อเลี้ยงการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ”
ในเดือนมกราคม 2549 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ลงนามประกาศให้ TVPRA เป็นกฎหมายโดยระบุว่า “เราไม่สามารถทำลายธุรกิจของอาชญากรได้จนกว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องอุปสงค์ได้ เราจะต้องทำให้คนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กเล็กๆ และเด็กหญิงวัยรุ่นต้องรับผิดชอบ ดังนั้นเราจึงจะสอบสวนและดำเนินคดีกับลูกค้าซึ่งเป็นผู้ใหญ่ไร้มโนธรรมที่ทำให้คนที่ยังเด็กและบริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อ” กฎหมายฉบับใหม่ประกอบด้วยข้อกำหนดที่ใช้บังคับภายในประเทศซึ่งมุ่งหมายที่จะลดอุปสงค์สำหรับเหยื่อจากการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ นอกจากนั้นแล้วยังอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจ่ายเงินอุดหนุนเป็นจำนวนรวม 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่รัฐต่าง ๆ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่นเพื่อที่จะสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้ซื้อบริการทางเพศ ให้ความรู้แก่บุคคลต่าง ๆ ซึ่งถูกตั้งข้อหาว่าซื้อหรือพยายามซื้อบริการทางเพศ และร่วมมือกับองค์กรเอกชนซึ่งมีความชำนาญในการให้บริการแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ กฎหมายใหม่ยังให้เงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แก่รัฐบาลท้องถิ่นและองค์กรเอกชนต่าง ๆ โดยผ่านทางกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์เพื่อที่จะช่วยผู้ที่รอดจากการเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์ทางเพศในเชิงพาณิชย์
ยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิผลในการต่อสู่กับการค้ามนุษย์
เพื่อให้เกิดประสิทธิผล ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์จะต้องตั้งเป้าหมายทั้งทางด้านของอุปทาน (ผู้ค้า) และอุปสงค์ (เจ้าของ ลูกค้า หรือผู้ซื้อบริการทางเพศ ในกรณีของการค้าเพื่อการแสวงประโยชน์ทางเพศ) ในด้านของอุปทานจะต้องมีการแก้ไขปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการค้ามนุษย์โดยความพยายามที่จะเตือนให้ชุมชนตื่นตัวถึงภัยอันตรายจากการค้ามนุษย์ ปรับปรุงและขยายโอกาสทางด้านการศึกษาและทางเศรษฐกิจสำหรับกลุ่มที่อยู่ในสภาวะเสี่ยง ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายของตนและการสร้างโอกาสในชีวิตที่ดีกว่าและกว้างกว่า ส่วนทางด้านผู้ค้านั้น หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต้องดำเนินคดีผู้ค้าและผู้ที่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง ต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นซึ่งอำนวยความสะดวกให้การค้ามนุษย์และได้รับผลกำไรจากการค้ามนุษย์ ระบุชี้และขัดขวางเส้นทางการค้ามนุษย์ด้วยการข่าวและการประสานงานที่ดีขึ้น ให้คำจำกัดความตามกฎหมายของคำว่าการค้ามนุษย์ให้ชัดเจน ประสานความรับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมาย และฝึกบุคลากรเพื่อที่จะระบุตัวและส่งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ไปรับการดูแลที่ถูกต้อง ทางด้านของอุปสงค์ บุคคลซึ่งแสวงประโยชน์จากผู้ที่ถูกค้าจะต้องถูกระบุตัวและดำเนินคดี นายจ้างซึ่งใช้แรงงานบังคับและผู้แสวงประโยชน์ทางเพศจากผู้ที่ถูกค้าจะต้องถูกระบุตัวและมีการลงโทษอย่างเหมาะสม ในกรณีของระบบทาสทางเพศ จะต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณชนในประเทศปลายทางเพื่อที่จะให้เป็นการยากยิ่งขึ้นที่จะซ้อนเร้นหรือเพิกเฉยต่อการค้ามนุษย์ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจะต้องได้รับการช่วยเหลือออกมา ได้รับการฟื้นฟูและนำกลับคืนสู่ครอบครัวของตน หรือได้รับกทางเลือกอื่นๆ ถ้าหากว่าไม่สามารถที่จะกลับคืนสู่ชุมชนที่เป็นบ้านของตน จะต้องมีการประสานความพยายามในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ ระดับประเทศ และระดับภูมิภาคในการต่อสู่กับการค้ามนุษย์ รัฐบาลอาจได้รับความร่วมมือจากสาธารณชนถ้าทำให้สาธารณชนมีความสนใจเกี่ยวกับปัญหานี้ ยุทธศาสตร์และโครงการในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ที่พัฒนาขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้เสีย (ประชาสังคมและองค์กรเอกชน) เป็นสิ่งซึ่งมีประสิทธิผลที่สุดและมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าเนื่องจากทำให้เรามองเห็นภาพที่สมบูรณ์ของปัญหา
นานาชาติควรจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นเพื่อปฏิเสธที่จะให้ผู้ค้ามนุษย์ได้มีที่พักพิงอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเพื่อที่จะอำนวยความสะดวกในการส่งตัวบุคคลเหล่านี้ไปดำเนินคดี ความร่วมมือดังกล่าวควรมุ่งอำนวยความสะดวกในการส่งตัวผู้ตกเป็นเหยื่อกลับสู่ถิ่นฐานโดยสมัครใจและอย่างมีมนุษยธรรม โครงการคุ้มครองพยานควรจะได้รับการสนับสนุน ความรู้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์จะต้องเพิ่มขึ้นในเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง และเครือข่ายขององค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์และความพยายามในการต่อต้านการค้ามนุษย์จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้น จะต้องมีการระดมสถาบันทางศาสนา องค์กรเอกชน โรงเรียน สมาคมในชุมชน และผู้นำตามประเพณีเข้ามาร่วมในการต่อต้านการค้ามนุษย์ ผู้ตกเป็นเหยื่อและครอบครัวของคนเหล่านั้นคือผู้มีส่วนได้เสียสำคัญในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ รัฐบาลต่าง ๆ จำเป็นต้องประเมินยุทธศาสตร์และโครงการต่อต้านการค้ามนุษย์เป็นระยะ ๆ เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจว่ายุทธศาสตร์และโครงการเหล่านั้นยังคงมีประสิทธิผลในการตอบโต้วิธีการและแนวทางใหม่ ๆ ที่ผู้ค้ามนุษย์นำมาใช้
ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการในการต่อต้านการค้ามนุษย์และจะต้องมีการเฝ้าสอดส่องดูแลกระแสและแนวโน้มของการค้ามนุษย์อย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะเข้าใจถึงลักษณะและขอบเขตของปัญหา เพื่อการจัดทำนโยบายตอบโต้ได้อย่างเหมาะสม
สิงคโปร์: ชาวอินโดนีเซียอายุ 20 ปี ซึ่งเคยเป็นหญิงรับใช้ในสิงคโปร์ยังจำได้ถึงการถูกละเมิด: “นายจ้างจะโกรธ....... ถ้าเธอโกรธมากเธอจะตบหน้าฉันหลายครั้ง ฉันยังทำงานไม่ครบตามสัญญา เธอบอกว่าฉันยังกลับบ้านไม่ได้ ฉันทนไม่ไหว เมื่อฉันบอกกับตัวแทนจัดหางานว่านายจ้างตบฉัน เธอตอบว่า “เธอต้องยอมทน เธอต้องควบคุมความรู้สึก” ถ้าหากว่าหญิงรับใช้ยังไม่ได้ถูกหักเงินเดือนไปจนครบ(เป็นค่าธรรมเนียมล่วงหน้าที่นายจ้าง/ตัวแทนเรียกเก็บ) และเธอโทรศัพท์มาที่ตัวแทน ตัวแทนโกรธ และตบหน้าฉันด้วย พวกเขาไม่ต้องการให้ฉันออกไปโดยไม่ได้ทำงานให้ครบตามสัญญาและยังไม่ได้ถูกหักเงินเดือนจนครบ”
การคุ้มครองพยาน
กฎหมาย TVPA ทำให้เรามีแนวทางในการจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์โดยเน้นความสำคัญที่เหยื่อ เป็นแนวทางซึ่งผสมผสานวัตถุประสงค์ในการต่อต้านอาชญากรรมและวัตถุประสงค์ด้านสิทธิมนุษย์ชนมารวมกัน ถ้าหากว่าไม่มีการคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างเพียงพอ ความพยายามที่จะจัดการกับอาชญากรรมในการค้ามนุษย์ก็คงจะไม่เกิดประสิทธิผล เกณฑ์ของ TVPA ในการประเมินความพยายามของรัฐบาลเพื่อที่จะคุ้มครองเหยื่อของการค้ามนุษย์รวมไปถึงเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการคุ้มครองเหยื่อ: “ไม่ว่ารัฐบาลของประเทศนั้นจะคุ้มครองเหยื่อของการค้ามนุษย์ที่มีรูปแบบที่รุนแรงและสนับสนุนให้เหยื่อให้ความร่วมมือในการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้การค้ามนุษย์ดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงการจัดให้มีทางเลือกตามกฎหมายแทนที่จะต้องถูกนำตัวไปสู่ประเทศซึ่งพวกเขาจะต้องเผชิญกับการตอบโต้หรือความยากลำบาก และสร้างความมั่นใจว่าผู้ตกเป็นเหยื่อจะไม่ถูกจำคุก ปรับ หรือลงโทษอื่น ๆ อย่างไม่ถูกต้อง เพียงเพราะการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นผลมาจากการถูกนำตัวไปค้าโดยตรง”
วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในการที่จะนำเอาเกณฑ์ของ TVPA ไปปฏิบัติรวมไปถึง:
ประการที่หนึ่ง รัฐบาลควรจะดำเนินการในเชิงรุกที่จะระบุตัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ถ้าหากว่าไม่มีการระบุตัวผู้ตกเป็นเหยื่อ การคุ้มครองอย่างเพียงพอก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หน่วยงานของรัฐควรจัดทำขั้นตอนในการคัดกรองอย่างเป็นทางการและขั้นตอนในการระบุตัวผู้ตกเป็นเหยื่อเพื่อหาประชากรที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เป็นต้นว่าบุคคลที่ถูกจับกุมตัวเนื่องมาจากการละเมิดกฎหมายเข้าเมือง กฎหมายค้าประเวณี และกฎหมายเกี่ยวกับการขอทานหรือแรงงาน เราไม่ควรหวังให้เหยื่อของการค้ามนุษย์แสดงตัวเอง ควรมีการนำเทคนิคในการสอบสวนเชิงรุกมาใช้เพื่อระบุชี้ว่ามีการค้ามนุษย์เกิดขึ้นเทคนิคดังกล่าวได้แก่ การสัมภาษณ์โดยเจ้าหน้าที่ทีผ่านการฝึกอบรมมาแล้วในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าถูกคุกคาม โดยมีการเตรียมบริการด้านภาษาใว้ให้
ประการที่สอง เมื่อมีการระบุตัวแล้ว ผู้ที่ถูกสงสัยว่าจะเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ก็ควรจะได้รับการดูแลชั่วคราวในฐานะที่เป็นเหยื่อของอาชญากรรมร้ายแรง สิ่งนี้รวมไปถึงการให้ที่พักพิงและการให้คำปรึกษาซึ่งจะทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสามารถเล่าประสบการณ์ของตนแก่เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ซึ่งได้รับการฝึกอบรมมาแล้ว และบุคลากรจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในลักษณะที่มีแรงกดดันน้อยที่สุด
ประการที่สาม ผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ไม่ควรจะถูกลงโทษสำหรับอาชญากรรมอันเป็นผลโดยตรงจาการที่ตนถูกนำตัวไปขาย เช่นการที่ไม่มีเอกสารการเข้าเมืองที่ถูกต้องหรือละเมิดกฎหมายการค้าประเวณี กฎหมายแรงงาน หรือกฎหมายว่าด้วยการขอทาน ผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ไม่ควรจะถูกกักตัวไว้ในสถานที่กักกันในฐานะอาชญากร หลังจากถูกระบุว่าเป็นเหยื่อยกเว้นในกรณีสถานการณ์รุนแรง พวกเขาควรจะถูกปฏิบัติในฐานะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
ประการที่สี่ ผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ควรได้รับการสนับสนุนให้ร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการสอบสวนอาชญากรรมซึ่งผู้อื่นกระทำต่อเขา ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นไปได้พวกเขาควรได้รับการสนับสนุนให้ร่วมมือในการดำเนินคดีกับบุคคลซึ่งค้าหรือแสวงประโยชน์จากพวกเขา
ประการสุดท้าย ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ซึ่งไม่เต็มใจหรือไม่สามารถร่วมมือในกระบวนการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อาจถูกส่งตัวกลับคืนไปยังชุมชนต้นทางได้ ทั้งนี้โดยการส่งกลับจะต้องทำในลักษณะที่มีความรับผิดชอบ โดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อการเดินทางกลับอย่างปลอดภัยและเพื่อนำผู้ที่ตกเป็นเหยื่อกลับคืนสู่สังคม อย่างไรก็ตามผู้ที่ตกเป็นเหยื่อควรได้รับทางเลือกอื่นๆ ที่ชอบด้วยกฎหมายนอกเหนือจากการถูกนำตัวไปยังประเทศที่จะต้องเผชิญกับความยากลำบากหรือการแก้แค้น ผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ไม่ควรถูกเนรเทศหรือถูกบังคับให้เดินทางกลับประเทศ โดยไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยหรือมาตรการอื่น ๆ ที่จะลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความยากลำบาก การถูกทำร้าย และการถูกนำตัวกลับมาขายใหม่
การท่องเที่ยวเพื่อบริการทางเพศกับเด็กคืออะไร?
แต่ละปีจะมีเด็กกว่า 1 ล้านคนที่ถูกแสวงประโยชน์ในการค้าบริการทางเพศในโลก การท่องเที่ยวเพื่อการบริการทางเพศกับเด็ก (Child Sex Tourism - CST) หมายความถึงการที่คนเดินทางจากประเทศของตนเองไปยังอีกประเทศหนึ่งและมีเพศสัมพันธ์เชิงพาณิชย์กับเด็ก ๆ CST เป็นการทำร้ายศักดิ์ศรีของเด็กอย่างน่าละอาย และเป็นการกระทำทารุณเด็กอย่างรุนแรงรูปแบบหนึ่ง การแสวงประโยชน์ทางเพศกับเด็ก ๆ จะมีผลกระทบที่ตามมาซึ่งเป็นความเสียหายอย่างมาก นักท่องเที่ยวซึ่งเกี่ยวข้องกับ CST ส่วนใหญ่จะเดินทางไปยังประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อจะได้ไม่มีใครรู้จักและเป็นประเทศที่มีโสเภณีเด็กอยู่แล้ว สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมมักจะได้แก่การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ การคอร์รัปชั่น อินเตอร์เน็ต การเดินทางที่สะดวกขึ้น และความยากจน ผู้ที่กระทำผิดทางเพศเช่นนี้จะมาจากภูมิหลังทางด้านเศรษฐกิจและสังคมทุกรูปแบบ และอาจจะอยู่ในตำแหน่งซึ่งผู้คนไว้วางใจ
การรับมือจากประเทศทั่วโลก
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้มีการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางด้านการท่องเที่ยวเพื่อการบริการทางเพศกับเด็กมากขึ้น 32 ประเทศเป็นอย่างน้อยมีกฎหมายสิทธินอกอาณาเขตซึ่งอนุญาตให้ดำเนินคดีกับประชาชนของตนที่ประกอบอาชญากรรม CST ในต่างประเทศ เพื่อตอบโต้ปรากฏการณ์ที่น่ารังเกียจนี้ องค์กรเอกชน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและรัฐบาลต่างๆ ได้เริ่มจัดการกับปัญหานี้ องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization - WTO) ได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อต่อสู้กับ CST องค์การท่องเที่ยวโลก องค์กรเอกชน ECPAT (End Child Prostitution, Child Pornography and Trafficking of Children for Sexual Purposes) และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียได้จัดทำแนวปฏิบัติของประเทศทั่วโลกเพื่อคุ้มครองเด็กจากการถูกแสวงประโยชน์ทางเพศในธุรกิจการเดินทางและท่องเที่ยว (Code of Conduct for the Protection of Children from Sexual Exploitation in Travel and Tourism) ขึ้นมาในปี 2542 เมื่อถึงเดือนมีนาคม 2548 บริษัทท่องเที่ยว 100 แห่งจาก 18 ประเทศที่ได้ลงนามในแนวปฏิบัติดังกล่าว (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.thecode.org)
สิ่งที่สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินการอยู่
ในปี 2546 สหรัฐอเมริกาได้ทำให้การต่อสู้กับการท่องเที่ยวเพื่อบริการทางเพศกับเด็กมีความแข็งแกร่งมากขึ้นโดยการออกกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขการฟ้องร้องและเครื่องมืออื่นๆ ที่จะช่วยยุติการแสวงประโยชน์จากเด็กในปัจจุบัน (Prosecutorial Remedies and other Tools to End the Exploitation of Children Today - PROTECT) และกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจใหม่ในการคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ (Trafficking Victims Protection Reauthorization Act) เมื่อรวมกันแล้วกฎหมายเหล่านี้เพิ่มโทษจำคุกเป็นเวลาสูงสุด 30 ปี สำหรับการมีส่วนเกี่ยวข้องใน CST หลังจากที่ได้มีการออกกฎหมาย PROTECT ได้มีการฟ้องคดีกว่า 20 ราย และมีการพิพากษาลงโทษนักท่องเที่ยวเพื่อการบริการทางเพศจากเด็กกว่า 12 ราย กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security) ได้พัฒนาโครงการริเริ่มที่เรียกว่า Operation Predator ขึ้นเพื่อต่อสู้กับการแสวงประโยชน์จากเด็ก ภาพลามกอนาจารเด็ก และการท่องเที่ยวเพื่อการบริการทางเพศกับเด็ก นอกจากนั้นแล้วสหรัฐอเมริกายังให้ทุนแก่องค์กร World Vision ในการดำเนินโครงการเพื่อสร้างจิตสำนึกในหมู่ประชาชน ตลอดจนยับยั้งและป้องกันอาชญากรรมในต่างประเทศ
รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ ร่างแผนปฏิบัติการซึ่งมีพื้นฐานมาจากการวิจัยอย่างกว้างขวาง และกำหนดตัวผู้ประสานงานที่จะดึงองค์กรเอกชน องค์กรระหว่างรัฐบาล และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง กฎหมายสิทธินอกอาณาเขตจะต้องห้ามการท่องเที่ยวเพื่อการบริการทางเพศกับเด็กทุกรูปแบบ และมีบทลงโทษตามระดับความรุนแรงของอาชญากรรมนี้ รัฐบาลต่างๆ ควรฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายและให้เงินสนับสนุนการรณรงค์เพื่อให้สาธารณชนมีความรู้ในเรื่องนี้มากขึ้น รวมทั้งจัดให้มีที่พักพิงและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
ธุรกิจภาคการเดินทางและการท่องเที่ยวกำลังตระหนักว่าตนเองมีบทบาทสำคัญในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของตนเพื่อให้รายงานพฤติกรรมที่น่าสงสัยและเตือนให้นักเดินทางทราบถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนควรกำหนดนโยบายสำหรับบริษัทซึ่งปฏิเสธการแสวงประโยชน์จากเด็ก และบังคับใช้นโยบายเหล่านั้น นอกจากนี้ บริษัทผู้รับเหมางานและบริษัทที่จำหน่ายสินค้าให้แก่ตนก็ต้องกระทำตามนโยบายนี้เช่นกัน แต่ละคนจะต้องมั่นใจได้ว่าตนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหรือฝ่ายอุปสงค์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา โดยการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ตำรวจในท้องที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา หรือสายด่วนของหน่วยตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ 1-866-DHS-2 ICE
คำนิยามของ “การค้ามนุษย์”
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเหยื่อจากการค้ามนุษย์ (Trafficking Victims Protection Act) ให้คำนิยาม “รูปแบบที่รุนแรงของการค้ามนุษย์” ว่าเป็น
(ก) การค้ามนุษย์เพื่อการบริการทางเพศ ซึ่งการมีเพศสัมพันธ์เชิงพาณิชย์เกิดขึ้นโดยการใช้กำลัง การฉ้อโกง หรือการบังคับ ซึ่งบุคคลที่ถูกชักนำให้กระทำการดังกล่าวยังมีอายุไม่ถึง 18 ปี หรือ
(ข) การสรรหา การให้ที่พักพิง การขนส่ง การจัดหา หรือการนำตัวบุคคลเพื่อมาใช้เป็นแรงงานหรือเพื่อบริการต่าง ๆ โดยการใช้กำลัง การฉ้อโกง หรือการบีบบังคับเพื่อวัตถุประสงค์ให้บุคคลนั้นต้องอยู่ภายใต้การถูกบังคับให้ทำงาน เป็นทาสขัดหนี้ หรือการเป็นทาส
คำนิยามของคำต่าง ๆ
“การค้ามนุษย์เพื่อบริการทางเพศ” หมายถึง การจัดหา การให้ที่พักพิง การขนส่ง หรือการนำตัวบุคคล มาเพื่อจุดประสงค์ของการมีเพศสัมพันธ์เชิงพาณิชย์
“การมีเพศสัมพันธ์ในเชิงพาณิชย์” หมายถึง การมีเพศสัมพันธ์ซึ่งทำให้มีผู้ใดก็ตามให้หรือรับสิ่งใดที่มีมูลค่าจากการกระทำดังกล่าว
“การบีบบังคับ” หมายถึง
(ก) การข่มขู่ว่าจะมีอันตรายอย่างร้ายแรง หรือมีการหน่วงเหนี่ยวกักตัวที่กระทำต่อบุคคลใดก็ตาม
(ข) แผนการ แผน หรือรูปแบบซึ่งมีเจตนาให้คนเชื่อว่าถ้าไม่กระทำการดังกล่าวแล้วจะมีผลทำให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรง หรือการหน่วงเหนี่ยวกักตัวบุคคลใดก็ตาม หรือ
(ค) การใช้ หรือการขู่ว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ
“การถูกบังคับให้ทำงาน” หมายถึงสภาพของการถูกบังคับให้ทำงานซึ่งเกิดขึ้นโดย
(ก) แผนการ แผน หรือรูปแบบซึ่งมีเจตนาให้คนเชื่อว่าถ้าไม่กระทำการดังกล่าวแล้วจะมีผลทำให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรง หรือการหน่วงเหนี่ยวกักตัวบุคคลใดก็ตาม หรือ
(ข) การใช้ หรือการขู่ว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ
“ทาสขัดหนี้” หมายถึง สถานภาพหรือสภาพของการเป็นลูกหนี้ซึ่งเกิดจากคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้โดยลูกหนี้ว่าจะให้บริการโดยตัวของเขาหรือเธอ หรือบริการต่าง ๆ ของคนอื่นซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาหรือเธอ เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับหนี้ ถ้าหากว่ามูลค่าของบริการดังกล่าวนั้นตามที่ได้มีการประเมินอย่างสมเหตุสมผลไม่ได้มีการนำไปใช้เพื่อชำระหนี้ หรือระยะเวลาและลักษณะของบริการดังกล่าวไม่ได้มีการจำกัดหรือให้คำจำกัดความไว้
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2549
รายงานการค้ามนุษย์เป็นรายงานทั่วโลกที่มีขอบเขตกว้างขวางที่สุดเกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลต่าง ๆ ที่จะต่อสู้กับรูปแบบที่ร้ายแรงของการค้ามนุษย์ รายงานการค้ามนุษย์ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เดือนเมษายน 2548 ถึงเดือนมีนาคม 2549
รายงานฉบับนี้คืออะไรและไม่ใช่อะไร
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี (TIP) ครอบคลุมประเทศต่าง ๆ ซึ่งถูกตัดสินว่าเป็นประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง ประเทศทางผ่าน สำหรับผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในรูปแบบที่ร้ายแรงจำนวนมาก เนื่องจากการค้ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปทุกประทศในโลก การไม่กล่าวถึงประเทศใด ๆ ในรายงานนี้อาจจะเป็นเพียงเพราะขาดข้อมูลที่เพียงพอเท่านั้น รายงานเกี่ยวกับประเทศต่างๆเป็นการบรรยายถึงขอบเขตและลักษณะของปัญหาการค้ามนุษย์ เหตุผลในการรวมประเทศดังกล่าวไว้ในรายงาน และความพยายามของรัฐบาลนั้น ๆ ในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์
รายงานยังรวมถึงการประเมินผลว่าความพยายามในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ของรัฐบาลในแต่ละประเทศนั้นสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำในการขจัดการค้ามนุษย์ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเหยื่อจากการค้ามนุษย์ (TVPA) พ.ศ. 2543 ตามที่ได้มีการแก้ไขแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ รายงานยังรวมข้อเสนอแนะในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อต่อสู้กับการค้ามนุษย์ รายงานส่วนที่เหลือจะอธิบายถึงความพยายามของรัฐบาลแต่ละประเทศในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ คุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อ และป้องกันการค้ามนุษย์ รายงานของแต่ละประเทศจะอธิบายพื้นฐานในการจัดให้ประเทศอยู่ในระดับ 1, ระดับ 2, ระดับ 2 ที่ถูกจับตามอง, หรือระดับ 3 ถ้าประเทศใดถูกจัดให้อยู่ในระดับ 2 ที่ถูกจับตามอง รายงานจะอธิบายว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นโดยใช้คำอธิบายซึ่งมีอยู่ในกฎหมาย TVPA ตามที่ได้มีการแก้ไขแล้ว
ในแนวทางที่กฎหมาย TVPA ให้ไว้ มีปัจจัยต่าง ๆ ที่จะต้องนำมาพิจารณาในการที่จะกำหนดว่าประเทศใดควรจะอยู่ในระดับ 2 (หรือระดับ 2 ที่ถูกจับตามอง) หรือระดับ 3 ดังนี้: 1) ระดับที่ประเทศนั้นเป็นประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน หรือประเทศปลายทาง สำหรับรูปแบบที่ร้ายแรงของการค้ามนุษย์ 2) ระดับที่รัฐบาลของประเทศนั้นไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของ TVPA โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับของการคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ของรัฐบาล และ 3) ทรัพยากรและขีดความสามารถของรัฐบาลในการจัดการกับรูปแบบที่ร้ายแรงของการค้ามนุษย์
รัฐบาลของบางประเทศได้ออกถ้อยแถลง จัดการประชุม และจัดตั้งชุดปฏิบัติการหรือแผนปฏิบัติการแห่งชาติขึ้นมาเพื่อกำหนดเป้าหมายสำหรับความพยายามในการต่อต้านการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตามถ้อยแถลง การประชุม แผนการ และหน่วยปฏิบัติการตามลำพังมิได้มีน้ำหนักมากในการที่จะประเมินความพยายามของประเทศนั้น ๆ รายงานฉบับนี้เน้นปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการในการที่จะต่อสู้กับการค้ามนุษย์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินคดี การพิพากษาลงโทษ การลงโทษจำคุกผู้ค้ามนุษย์ การคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อ และความพยายามในเชิงป้องกัน รายงานฉบับนี้ไม่ให้น้ำหนักมากนักแก่กฎหมายต่าง ๆ ซึ่งยังเป็นเพียงร่างกฎหมาย หรือกฎหมายต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้มีการตราขึ้นมาใช้ ท้ายที่สุด รายงานฉบับนี้ไม่ได้เน้นที่ความพยายามของรัฐบาลซึ่งมีส่วนลดการค้ามนุษย์โดยอ้อม เป็นต้นว่า โครงการทางการศึกษา การสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือโครงการต่างๆ ซึ่งมุ่งหมายที่จะส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นความพยายามที่มีค่าควรดำเนินการก็ตาม
เหตุใดรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2549 จึงมีการประเมินผลประเทศต่าง ๆ มากขึ้น
รายงานประจำปี 2549 เป็นการวิเคราะห์การค้ามนุษย์และความพยายามของรัฐบาลในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ใน 149 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้ว 7 ประเทศ ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาบางประเทศก็ไม่ได้รวมอยู่ในรายงานเพราะ: ยากที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลที่เชื่อถือได้และเพียงพอเนื่องมาจากการค้ามนุษย์เป็นเรื่องผิดกฎหมายและเป็นปฏิบัติการแบบใต้ดิน การขาดความพยายามหรือเพิ่งจะเริ่มมีความพยายามที่จะต่อต้านการค้ามนุษย์ของรัฐบาลต่างๆ ปัญหาในการแยกแยะระหว่างการค้ามนุษย์และการลักลอบข้ามแดน ความกลัวและความเงียบของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ซึ่งมักจะข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย หรือถูกกระทำทารุณทางร่างกาย หรือถูกบีบบังคับ การขาดเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสารโดยทั่วไปของประเทศ หรือการขาดองค์กรเอกชนอิสระซึ่งสามารถให้ข้อมูลได้ สำหรับบางประเทศแม้จะหาข้อมูลได้ง่าย แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ช่วยสนับสนุนการตรวจพบว่ามีคนจำนวนถึง 3 คนที่ถูกค้าไปยังประเทศนั้น หรือไปจากประเทศนั้น หรือถูกค้าภายในประเทศนั้น ซึ่งตัวเลขนี้คือเกณฑ์ขั้นต่ำในการนำประเทศหนึ่งประเทศใดมากล่าวไว้ในรายงานฉบับนี้ ในปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการสนองตอบอย่างเข้มแข็งมากขึ้นจากรัฐบาลของหลายๆ ประเทศและมีการรณรงค์ให้สาธารณชนมีความรู้มากขึ้น และเตือนให้ผู้ตกเป็นเหยื่อทราบถึงบริการคุ้มครองต่าง ๆ และการต่อต้านการค้ามนุษย์ที่โปร่งใสมากขึ้น ผลที่ตามมาของปฏิบัติการในเชิงสร้างสรรค์เหล่านี้และจากการทุ่มเททรัพยากรของกระทรวงการต่างประเทศทำให้มีการเก็บข้อมูลต่างๆ ในหลาย ๆ ประเทศเพิ่มขึ้นในปีนี้ กระทรวงการต่างประเทศมีเจตนาที่จะรวมเอาทุกประเทศซึ่งมีจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์มากพอสมควรเข้าไว้ในรายงานฉบับต่อๆ ไปในอนาคตเมื่อมีข้อมูลมากขึ้นและเป็นข้อมูลที่ดีขึ้น
การค้ามนุษย์และการสงคราม: ทหารเด็กในพม่า
ส่วนใหญ่แล้ว ข้อมูลที่น่ากลัวเกี่ยวกับเด็กที่ถูกค้าและโดนบังคับให้เป็นทหารเด็กมักจะเกี่ยวกับประเทศในแถบอัฟริกาเช่นยูกันดา และเซียร์ราลีโอน อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศพม่ามีข้อขัดแย้งที่ยาวนานกับกองกำลังของชนกลุ่มน้อยต่างๆ และมีสภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เลวร้ายลง
เรื่อย ๆ ทำให้ประชากรของประเทศนี้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกแสวงประโยชน์ เกิดสภาพการณ์ซึ่งเด็กที่มีอายุเพียง 11 ปีต้องถูกบังคับให้ไปเป็นทหาร ทั้งกองทหารและชนกลุ่มน้อยติดอาวุธต่างเกณฑ์เด็กไปเป็นทหาร
ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ประเทศพม่ายุติการเกณฑ์และการแสวงประโยชน์จากเด็กทางการทหาร แต่ทั้งๆ ที่มีแรงกดดันเหล่านี้ รัฐบาลพม่าก็ยังปฏิเสธที่จะจัดการกับการลักพาตัวเด็กมาเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการทหาร
ประโยชน์ของรายงาน
รายงานฉบับนี้เป็นเครื่องมือทางการทูตสำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะใช้เป็นกลไกในการเจรจาและการให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง และเป็นแนวทางในการมุ่งใช้ทรัพยากรเพื่อโครงการและนโยบายเกี่ยวกับการฟ้องร้อง การคุ้มครองและการป้องกัน กระทรวงการต่างประเทศจะยังคงให้รัฐบาลประเทศต่างๆ มีส่วนในเนื้อหาของรายงาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการขจัดการค้ามนุษย์ให้หมดไป ในปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลายเดือนก่อนที่จะมีการตัดสินเกี่ยวกับมาตรการลงโทษสำหรับประเทศที่ถูกจัดอยู่ในระดับ 3 กระทรวงการต่างประเทศจะใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้จากรายงานนี้เพื่อตั้งเป้าหมายจัดทำโครงการช่วยเหลือซึ่งจะมีประสิทธิผลมากขึ้น และเพื่อทำงานกับประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นตัวเร่งสำหรับความพยายามของภาครัฐและภาคเอกชนในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ทั่วโลก
ระดับต่าง ๆ
ระดับ 1: ประเทศซึ่งรัฐบาลปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย TVPA โดยสมบูรณ์ (ดูรายละเอียดหน้า 288 ของรายงานต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ http://www.bangkok.state.gov/content/pdweb/services/docs/reports/tip2006.pdf
ระดับ 2: ประเทศซึ่งรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย TVPA โดยสมบูรณ์แต่กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานเหล่านั้น
ระดับ 2 ที่ถูกจับตามอง: ประเทศที่รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย TVPA โดยสมบูรณ์แต่กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานเหล่านั้น และ
ก) จำนวนสุทธิของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของรูปแบบที่รุนแรงของการค้ามนุษย์มีจำนวนมาก หรือกำลังเพิ่มขึ้นมาก หรือ
ข) ไม่สามารถแสดงหลักฐานว่ามีความพยายามเพิ่มขึ้นที่จะต่อสู้กับรูปแบบที่รุนแรงของการค้ามนุษย์จากปีที่ผ่านมา หรือ
ค) การตัดสินว่าประเทศนั้นกำลังใช้ความพยายามอย่างมากที่จะปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำมาจากการให้คำมั่นสัญญาของประเทศนั้นว่าจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมในปีถัดมา
ระดับ 3: ประเทศต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำโดยสมบูรณ์และไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญที่จะดำเนินการดังกล่าว
กระบวนวิธี
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้จัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากสถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ องค์กรเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ รายงานที่มีการตีพิมพ์ การเดินทางไปวิจัยในทุกภูมิภาค และข้อมูลที่มีผู้ส่งมาที่ tipreport@state.gov ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ได้จัดทำขึ้นสำหรับองค์กรเอกชนและบุคคลทั่วไปเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่ทางทูตของสหรัฐฯ ได้รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์และปฏิบัติการของรัฐบาลโดยอาศัยการวิจัยอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมไปถึงการพบปะกับข้าราชการจากหน่วยงานต่าง ๆ ผู้แทนองค์กรเอกชนในประเทศและระหว่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ ข้าราชการ นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการ และผู้ตกเป็นเหยื่อที่รอดมา ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับรายงานประจำปีนี้ ทางกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแหล่งข้อมูลของทุกๆ ประเทศด้วยมุมมองใหม่ในการประเมินผล การประเมินความพยายามในการต่อต้านการค้ามนุษย์ของรัฐบาลแต่ละประเทศแบ่งเป็นสองขั้นตอน ได้แก่
ขั้นตอนที่ 1 จำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อที่มีนัยสำคัญ
ในขั้นแรก กระทรวงการต่างประเทศกำหนดว่าประเทศนั้นเป็น “ประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน หรือประเทศปลายทาง สำหรับจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อของรูปแบบที่รุนแรงของการค้ามนุษย์ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ” โดยยึดหลักทั่ว ๆ ไปว่ามีจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อ 100 คนหรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ใช้ในรายงานฉบับก่อนๆ หน้านี้ ในประเทศซึ่งไม่มีข้อมูลดังกล่าว ประเทศเหล่านั้นจะไม่ได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มต่างๆ แต่จะจะนำมารวมไว้ในส่วนที่เรียกว่ากรณีพิเศษ (Special Case Section) เมื่อประเทศเหล่านี้มีข้อบ่งชี้ว่ามีการค้ามนุษย์
ขั้นที่สอง: การจัดกลุ่ม
กระทรวงการต่างประเทศจัดให้แต่ละประเทศที่อยู่ในรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2549 อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในจำนวนทั้งหมดสี่กลุ่ม ซึ่งในรายงานฉบับนี้เรียกว่าระดับ ตามที่ได้รับมอบอำนาจโดย
กฎหมาย TVPA การจัดกลุ่มพิจารณาจากระดับของการดำเนินการของรัฐบาลในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์มากกว่าที่จะดูที่ขนาดของปัญหา แม้ว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญก็ตาม ในขั้นต้น กระทรวงการต่างประเทศจะประเมินผลว่ารัฐบาลปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำตามที่ระบุไว้กฎหมาย TVPA ในการที่จะขจัดการค้ามนุษย์โดยสมบูรณ์หรือไม่ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหน้า 288 ของรายงานฉบับภาษาอังกฤษที่เว็บไซต์ http://www.bangkok.state.gov/content/pdweb/services/docs/reports/tip2006.pdf
รัฐบาลที่ดำเนินการดังกล่าวได้สมบูรณ์จะถูกจัดให้อยู่ในระดับ 1 สำหรับรัฐบาลซึ่งกำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำจะถูกจัดให้อยู่ในระดับ 2 รัฐบาลซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำโดยสมบูรณ์และไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญในการที่จะดำเนินการดังกล่าวจะถูกจัดให้อยู่ในระดับ 3 และท้ายที่สุดจะนำเกณฑ์สำหรับบัญชีประเทศที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ (Special Watch List) มาพิจารณาและถ้าลักษณะตรงกับที่ระบุไว้ในเกณฑ์ประเทศที่อยู่ในระดับ 2 ก็จะถูกจัดให้อยู่ในระดับ 2 ที่ถูกจับตามอง
บัญชีประเทศที่ต้องจับตาดูพิเศษ – ระดับ 2 ที่ถูกจับตามอง
การให้อำนาจคืนของกฎหมาย TVPA ในปี 2546 ทำให้เกิด “บัญชีประเทศที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ” ซึ่งได้แก่ประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในรายงานการค้ามนุษย์ซึ่งควรจะได้รับการสอดส่องเป็นพิเศษ บัญชีนี้ประกอบด้วย: 1) ประเทศซึ่งถูกจัดให้อยู่ในระดับ 1 ในรายงานฉบับปัจจุบันและเคยอยู่ในระดับ 2 ในรายงานประจำปี 2548; 2)ประเทศซึ่งถูกจัดให้อยู่ในระดับ 2 ในรายงานฉบับปัจจุบันและเคยอยู่ในระดับ 3 ในรายงานประจำปี 2548 และ 3) ประเทศซึ่งถูกจัดให้อยู่ในระดับ 2 ในรายงานฉบับปัจจุบัน ซึ่ง
ก) จำนวนสุทธิของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของรูปแบบที่รุนแรงของการค้ามนุษย์มีจำนวนมาก หรือกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือ
ข) ไม่สามารถแสดงหลักฐานว่ามีความพยายามเพิ่มขึ้นที่จะต่อสู้กับรูปแบบที่รุนแรงของการค้ามนุษย์จากปีที่ผ่านมา หรือ
ค) การตัดสินว่าประเทศนั้นกำลังใช้ความพยายามอย่างมากที่จะปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ
มาจากการให้คำมั่นสัญญาของประเทศนั้นว่าจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมในปีถัดมา
สำหรับกลุ่มนี้ (ซึ่งรวมทั้ง ก. ข. และ ค.) กระทรวงการต่างประเทศเรียกว่า “ระดับ 2 ที่ถูกจับตามอง” มีประเทศต่าง ๆ 27 ประเทศซึ่งถูกจัดอยู่ในระดับ 2 ที่ถูกจับตามอง ในรายงานฉบับเดือนมิถุนายน 2548
บรรดา 27 ประเทศเหล่านี้รวมอยู่ใน“รายงานการประเมินเบื้องต้น” (Interim Assessment) ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศนำออกเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 พร้อมๆ กับอีก 6 ประเทศซึ่งได้รับการประเมินใหม่ให้เป็นประเทศในระดับ 2 ที่ถูกจับตามองในเดือนกันยายน 2548 และอีก 3 ประเทศที่มีลักษณะตรงกับสองข้อแรกดังกล่าวข้างต้น (เลื่อนขึ้นมาหนึ่งขั้นจากรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2548)
ในจำนวน 33 ประเทศที่ถูกจัดอยู่ในระดับ 2 ที่ถูกจับตามองในรายงานการประเมินเบื้องต้น 16 ประเทศได้เลื่อนขึ้นไปอยู่ในระดับ 2 ในรายงานฉบับนี้ ในขณะที่อีก 4 ประเทศตกลงไปอยู่ในระดับ 3 และอีก 12 ประเทศยังคงอยู่ในระดับ 2 ที่ถูกจับตามองเป็นปีที่สามติดต่อกัน เฮติอยู่ในกลุ่ม “กรณีพิเศษ” ในปีนี้ ประเทศต่าง ๆ ที่ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษในรายงานฉบับนี้จะได้รับการประเมินใหม่อีกครั้งในรายงานการประเมินเบื้องต้นซึ่งจะส่งให้สภาคองเกรสภายในวันที่
1 กุมภาพันธ์ 2550
บทลงโทษที่อาจนำไปใช้กับประเทศที่อยู่ในระดับ 3
รัฐบาลของประเทศในระดับ 3 อาจถูกมาตรการลงโทษบางอย่าง รัฐบาลสหรัฐฯ อาจระงับความช่วยเหลือซึ่งไม่ใช่ด้านมนุษยธรรมและความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับการค้า ประเทศซึ่งไม่ได้รับการช่วยเหลือดังกล่าวจะถูกปฏิเสธหรือระงับเงินสำหรับการเข้าร่วมในโครงการแลกเปลี่ยนทางด้านการศึกษาและวัฒนธรรม
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย TVPA รัฐบาลของประเทศเหล่านี้จะต้องเผชิญกับการคัดค้านจากสหรัฐฯ ในเรื่องของความช่วยเหลือ (ยกเว้นความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับการค้า และความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบางอย่าง) จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เป็นต้นว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ผลกระทบที่ตามมาซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เหล่านี้จะมีผลในต้นปีงบประมาณหน้า กล่าวคือ วันที่ 1 ตุลาคม 2549 มาตรการลงโทษของ กฎหมาย TVPA บางส่วนหรือทั้งหมดอาจมีการยกเว้นเมื่อประธานาธิบดีเห็นว่าการจัดให้ความช่วยเหลือดังกล่าวแก่รัฐบาลนั้นจะเป็นการส่งเสริมวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือมิฉะนั้นก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติของสหรัฐฯ นอกจากนั้นแล้วกฎหมาย TVPA ยังกำหนดให้ยกเว้นมาตรการลงโทษต่าง ๆ ได้ถ้าจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในทางลบที่สำคัญต่อกลุ่มประชากรที่อยู่ในสภาวะที่เปราะบางเป็นพิเศษซึ่งรวมไปถึงผู้หญิงและเด็ก มาตรการลงโทษจะไม่นำไปใช้ ถ้าหากว่าประธานาธิบดีพบว่าหลังจากที่รายงานฉบับนี้ตีพิมพ์ออกมาแล้วแต่มาตรการลงโทษยังไม่ได้มีการนำไปใช้ รัฐบาลนั้นได้ปฏิบัติตามกับมาตรฐานขั้นต่ำ หรือกำลังใช้ความพยายามอย่างมากที่จะปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานดังกล่าว
ไม่ว่าจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มใดก็ตาม ทุกประเทศรวมทั้งสหรัฐอเมริกาเองสามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่านี้อีก การจัดกลุ่มประเทศนั้นไม่ใช่สิ่งถาวร ทุกๆ ประเทศจะต้องรักษาและเพิ่มความพยายามในการที่จะต่อสู้กับการค้ามนุษย์