รายงานของสหรัฐฯ ปี พ.ศ. 2549
สนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
ออกเผยแพร่โดยสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และแรงงาน
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
การปกครองระบอบประชาธิปไตยและการเคารพในสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยต้องประสบอุปสรรคอย่างร้ายแรงจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ก่อนเหตุการณ์รัฐประหารซึ่งโค่นอำนาจ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ทันทีหลังรัฐประหาร คณะทหารผู้นำรัฐประหารได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา ประกาศกฎอัยการศึก และออกประกาศหลายฉบับที่จำกัดเสรีภาพของพลเมือง ในวันที่ 1 ตุลาคม ผู้นำรัฐประหารซึ่งใช้ชื่อใหม่ว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและจัดตั้งรัฐบาลรักษาการ ใน พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังใช้กำลังเกินกว่าเหตุต่อผู้ต้องสงสัยคดีอาชญากรรม และกระทำหรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีวิสามัญฆาตกรรม และการสังหารตามอำเภอใจและไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายสิบคดี ยังคงมีรายงานเกี่ยวกับการหายสาบสูญของบุคคลในจังหวัดภาคใต้ ในจำนวนนี้มีหลายคดีที่ผู้หายสาบสูญเคยถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสอบปากคำมาก่อน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนทรมาน ซ้อมและทารุณผู้ต้องขังและผู้ต้องหาโดยไม่ถูกลงโทษ ก่อนรัฐประหาร การใช้ข้อหาหมิ่นประมาทและในบางกรณีก็ใช้ข้อหายุยงความไม่สงบทำให้สื่อและองค์กรเอกชนต้องตรวจพิจารณา (เซ็นเซอร์) ข่าวสารของตนเอง เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านการหายสาบสูญของบุคคลและความรุนแรงในภาคใต้ต้องเผชิญกับการคุกคามจากเจ้าหน้าที่ทางการ ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่ง ทางผ่าน และจุดหมายปลายทางสำหรับการค้าสตรีและเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ รวมทั้งการใช้แรงงานเพื่อหักล้างหนี้ การบังคับใช้แรงงาน และการค้าประเวณี ชาวเขาที่ไม่มีหลักฐานอย่างถูกต้องยังคงถูกจำกัดการเดินทางโยกย้ายถิ่นฐาน ไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดิน และไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน
สำหรับการส่งเสริมและปรับปรุงการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน สหรัฐฯ มุ่งเน้นในเรื่องภัยคุกคามต่อเสรีภาพของสื่อในประเทศไทย วิสามัญฆาตกรรม การค้ามนุษย์ สิทธิของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในชายแดนประเทศไทย และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในสามจังหวัดภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังติดต่ออย่างใกล้ชิดกับองค์กรเอกชนของไทยและองค์กรเอกชนต่างประเทศจำนวนมากที่อยู่ในไทยซึ่งพยายามคุ้มครองและปกป้องสิทธิมนุษยชน หลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน สหรัฐฯ เรียกร้องอย่างสม่ำเสมอให้กองทัพนำประเทศไทยกลับสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เร่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จัดการเลือกตั้ง ยกเลิกกฎอัยการศึกอย่างสมบูรณ์ และคืนเสรีภาพของพลเมืองให้ประชาชนทุกคน รัฐบาลสหรัฐฯ ตอบโต้รัฐประหารทันทีโดยการระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ไทยมูลค่าเกือบ 29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และทบทวนความร่วมมือสำคัญอื่นๆ ทั้งหมดกับรัฐบาลไทยเป็นกรณีๆ ไป รวมทั้งการฝึกซ้อมทางทหารด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ให้เงินสนับสนุนโครงการต่างๆ ของไทยเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตยอื่นๆ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว
สหรัฐฯ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยในประเทศโดยจัดการประชุมทางไกล (digital video conference) ในหัวข้อเกี่ยวกับธรรมาภิบาลหลายครั้ง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเป็นเจ้าภาพโครงการเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาสังคม โดยดำเนินโครงการร่วมกับข้าราชการ นักวิชาการ และสตรีระดับผู้นำประชาสังคมของไทยเป็นเวลานานหนึ่งสัปดาห์
สหรัฐฯ ส่งเสริมเสรีภาพของสื่อและเสรีภาพในการพูด โดยเฉพาะเสรีภาพของสื่อกระจายเสียง โดยการจัดโครงการฝึกอบรมและเชิญวิทยากรพิเศษมาบรรยายหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2549 นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมอบทุนแก่สมาคมวิทยุชุมชนเพื่อจัดการประชุมและการฝึกอบรมสำหรับนักวิทยุชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้วิทยุชุมชนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากสื่อกระจายเสียงที่รัฐเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ควบคุม มีการเชิญอดีตกรรมาธิการการสื่อสารของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FCC) มาร่วมโครงการในประเทศไทยเป็นเวลาสองสัปดาห์ เพื่อบรรยายเกี่ยวกับความสำคัญของหน่วยงานกำกับดูแลสื่อที่เป็นกลาง สหรัฐฯ ยังแปลและแจกจ่ายสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อ เช่น เรื่อง คู่มือนักหนังสือพิมพ์ที่เป็นอิสระ(Handbook of Independent Journalism) และ สื่อเสรี (Unfettered Press) ด้วย
หลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน สหรัฐฯ ได้ริเริ่มโครงการเพื่อแก้ปัญหาการจำกัดเสรีภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ องค์กรสื่อสิ่งพิมพ์แห่งหนึ่งได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในการจัดการประชุมเรื่องประชาธิปไตยและเสรีภาพของสื่อกระจายเสียง การจัดทำหนังสือ การประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการร่างกฎหมาย และการส่งเสริมเสรีภาพของสื่อกระจายเสียงโดยทั่วๆ ไป สมาคมนักหนังสือพิมพ์ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในการจัดสัมมนาและจัดทำคู่มือในการรายงานข่าว เพื่อช่วยฝึกอบรมนักข่าวเชิงสืบสวนในการรายงานข่าวกรณีคอร์รัปชั่นและเรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรเอกชนแห่งหนึ่งในการจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อด้วย
ทันทีหลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน กองทัพได้ประกาศกฎอัยการศึกและจำกัดเสรีภาพพลเมืองหลายๆ เรื่อง รวมทั้งการห้ามชุมนุมทางการเมืองที่มีผู้ชุมนุมตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และห้ามการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในระดับท้องถิ่น สหรัฐฯ เรียกร้องผู้นำกองทัพให้ยกเลิกกฎอัยการศึกและคืนเสรีภาพพลเมืองแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด ในเดือนพฤศจิกายน มีการประกาศยกเลิกข้อห้ามการชุมนุมตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต่อมาในวันที่ 28 พฤศจิกายน รัฐบาลรักษาการประกาศว่าจะยกเลิกกฎอัยการศึกใน 41 จังหวัดจาก 76 จังหวัด อย่างไรก็ดี เมื่อถึงปลายปี กฎอัยการศึกยังมีผลบังคับใช้ใน 35 จังหวัด
สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนที่ปรึกษาด้านกฎหมายที่พำนักในประเทศไทยรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้จัดและร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับการปราบปรามการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองพยาน การต่อรองข้อหา และการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม สหรัฐฯ ยังให้การสนับสนุนการพัฒนาหลักนิติธรรมโดยมอบทุนรายปีแก่องค์การทนายความแห่งหนึ่งที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและการสัมมนากับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกี่ยวกับการเปรียบเทียบและปรับปรุงประมวลจริยธรรมสำหรับทนายความ อัยการและผู้พิพากษา และการจัดการประชุมระดับภูมิภาคเกี่ยวกับการต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นของฝ่ายตุลาการ เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น สหรัฐฯ ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในการยกเลิกระบบให้รางวัลเงินสดแก่เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย
สหรัฐฯ ช่วยพัฒนาขีดความสามารถด้านกฎหมาย วิชาชีพ และวิชาการของสถาบันราชการของไทย ตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ การที่สหรัฐฯ และไทยร่วมกันบริหารสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย (International Law Enforcement Academy - ILEA) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ สถาบันดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐฯ และทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ในภูมิภาค ในปี พ.ศ. 2549 ILEA ได้จัดหลักสูตรอบรมวิชาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาที่สำคัญในภูมิภาค อาทิ การค้ามนุษย์ การต่อต้านการก่อการร้าย การพัฒนาความเป็นผู้นำ ภาระรับผิดชอบของตำรวจ และการสอบสวนโดยใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ หลักสูตรทั้งหมดของ ILEA จะเน้นการสนับสนุนสถาบันประชาธิปไตย ความสำคัญของความเป็นกลางและความซื่อสัตย์ในการบังคับใช้กฎหมายอาญา การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน นอกจากการอบรมในประเทศไทยแล้ว สหรัฐฯ ยังส่งเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายของไทยไปเข้ารับการอบรมขั้นสูงในสหรัฐฯ รวมทั้งการอบรมเรื่องมาตรฐานของสหรัฐฯ และมาตรฐานสากลในเรื่องสิทธิมนุษยชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย
สหรัฐฯ ยังแสดงความวิตกห่วงใยที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเหตุการณ์ที่ อ. ตากใบในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 และที่มัสยิด
กรือเซะในเดือนเมษายนปีเดียวกัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินคดีกับผู้ที่วิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยในคดีค้ายาเสพติดอย่างน้อย 1,300 รายในช่วงของ “การทำสงครามกับยาเสพติด” ในปี พ.ศ. 2547 ในวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2549 กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมได้รื้อฟื้นคดีวิสามัญฆาตกรรมเหล่านี้ขึ้นมาสี่คดี ในวันที่ 2 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีรักษาการเดินทางไปภาคใต้และกล่าวขอโทษต่อสาธารณชนสำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง สหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงสุดเคารพในสิทธิมนุษยชนและดำเนินการทางกฎหมายที่เหมาะสมเพื่อลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิด และยุติแนวทางปฏิบัติที่ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ต้องรับความผิด
สหรัฐฯ สนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นประธาน คณะกรรมการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อหาสาเหตุของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้และพยายามแก้ปัญหา คณะกรรมการดังกล่าวซึ่งยุบไปแล้วในขณะนี้ได้นำรายงานการทำงานออกเผยแพร่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 เพื่อเข้าถึงชุมชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานทูตสหรัฐอเมริกาได้ส่งคนไทย 32 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีชาวมุสลิม 9 คนและสตรี 13 คนไปสหรัฐฯ เพื่อทัศนศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายด้านวัฒนธรรมและการยอมรับในความแตกต่างทางศาสนาในสหรัฐฯ การค้ามนุษย์เสรีภาพของสื่อ การระงับข้อพิพาท การเคลื่อนไหวของประชาสังคม และสิทธิมนุษยชน สหรัฐฯ จัดกิจกรรมที่ศูนย์ข้อมูลและวัฒนธรรมอเมริกัน (American Corner) ทั้งห้าแห่งมากขึ้น ซึ่งสามแห่งในจำนวนนี้อยู่ในจังหวัดใต้สุดของประเทศ กิจกรรมของสหรัฐฯ รวมถึงการเดินทางไปพบปะบุคคลในท้องถิ่น การให้เงินสนับสนุนและการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ และการช่วยให้คนต่างจังหวัดได้เรียนรู้เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมของสหรัฐฯ มากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังเดินทางไปบรรยายเกี่ยวกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยในสหรัฐฯ และค่านิยมอเมริกัน (การยอมรับในความแตกต่างทางศาสนาและเสรีภาพในการแสดงออก) ตามมหาวิทยาลัยและในการประชุมทางไกล (digital video conference) กับศูนย์ข้อมูลและวัฒนธรรมอเมริกันด้วย โครงการ U.S. Speakers Program เชิญวิทยากรพิเศษจากสหรัฐฯ มาบรรยายเรื่องการค้ามนุษย์และการตอบโต้การก่อการร้าย และได้เชิญอิหม่ามชาวอเมริกันเชื้อสายไทยจากสหรัฐฯ มาบรรยายเกี่ยวกับชีวิตชาวมุสลิมในสหรัฐฯ ให้ชาวมุสลิมในไทยได้ทราบ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังได้แจกเอกสารต่างๆ รวมทั้งเรื่อง หลักการประชาธิปไตย (Principles of Democracy) ฉบับภาษาอาหรับ เพื่อเข้าถึงชุมชนในภาคใต้ที่ไม่ได้พูดภาษาไทยและศึกษาภาษาอาหรับมากขึ้น
สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนองค์กรเอกชนของไทยแห่งหนึ่งที่ให้การศึกษาแก่ชาวเขาเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายของชาวเขาและช่วยเหลือผู้ที่มีสิทธิดำเนินการยื่นเรื่องขอสัญชาติไทย องค์กรเอกชนแห่งนี้ได้จัดทำฐานข้อมูลชาวเขาและประวัติอย่างครบถ้วนเพื่อช่วยติดตามเรื่องที่ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา มีชาวเขากว่า 60,000 คนซึ่งประเมินว่ามีสิทธิได้รับสัญชาติไทยภายใต้กฎหมายปัจจุบันแต่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย บุคคลเหล่านี้มีสิทธิอย่างจำกัดในการเข้าเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาและไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับการศึกษาขั้นอุดมศึกษา การรักษาพยาบาล ใบอนุญาตทำงานหรือเสรีภาพในการเดินทาง ดังนั้น บุคคลเหล่านี้จึงตกเป็นเหยื่อการแสวงประโยชน์ได้ง่าย เช่น การคอร์รัปชั่นและการค้ามนุษย์ เมื่อมีฐานข้อมูลดังกล่าว จึงมีชาวเขากว่า 100 คนได้รับสัญชาติไทยเมื่อถึงปลายปี
สหรัฐฯ ยังคงผลักดันให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลในระดับสูงสุดใช้อิทธิพลกับรัฐบาลพม่าเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยและปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคน รวมทั้งนางอองซานซูจี นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แปลรายงานสิทธิมนุษยชนในส่วนของประเทศพม่าออกเป็นภาษาไทย และจัดเวทีอภิปรายร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเพื่อปลุกจิตสำนึกของนักศึกษาในเรื่องสิทธิมนุษยชนในพม่า
สหรัฐฯ ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ ติดต่ออย่างใกล้ชิดกับผู้ลี้ภัยชาวพม่า นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และองค์กรเอกชนของพม่าในประเทศไทย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังร่วมมือกับรัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อสอดส่องสภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่พำนักอยู่ในเขตแดนไทย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เดินทางไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยตามชายแดนไทย-พม่าบ่อยครั้งเพื่อรายงานสภาพความเป็นอยู่ของผู้ที่หลบหนีออกมาจากพม่า ความพยายามดังกล่าวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ดีในด้านนโยบาย กล่าวคือ รัฐบาลได้แสดงว่าจะอนุญาตให้มีการฝึกอบรมเพิ่มด้านการศึกษาและความรู้ทางวิชาชีพแก่ผู้ลี้ภัยและจะพิจารณาข้อเสนอที่จะให้ผู้ลี้ภัยมีโอกาสทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สหรัฐฯ ยังให้เงินช่วยเหลือสำหรับการปฏิบัติงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งรวมถึงการให้ความคุ้มครองชาวพม่าในประเทศไทยที่ได้รับสถานภาพผู้ลี้ภัย สหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมต่อชาวม้งจากประเทศลาวที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลอนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเข้าไปเยี่ยมชาวม้งได้เพื่อตรวจสอบว่าชาวม้งเหล่านั้นมีเหตุผลที่ชอบธรรมในการขอสถานภาพผู้ลี้ภัยหรือไม่ สหรัฐฯ ยังดำเนินโครงการเพื่อการตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ สำหรับผู้ลี้ภัยชาวพม่าและชาวม้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไร้สถานภาพอย่างเป็นทางการ
ในช่วงปี พ.ศ. 2549 ไม่มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการนับถือศาสนา อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2548 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับการร้องเรียนจากผู้ลี้ภัยชาวม้งว่าหลุมศพชาวม้งในบริเวณที่พวกตนเคยพักพิงอยู่ถูกทำลาย วัดถ้ำกระบอกได้จัดสรรพื้นที่วัดส่วนหนึ่งให้ชาวม้งเพื่อใช้เป็นสุสาน แต่เมื่อสุสานได้ขยายพื้นที่ออกไปเกินบริเวณที่วัดได้อนุญาตและมีรายงานว่าศพที่เปื่อยเน่าทำให้น้ำใต้ดินเสีย วัดจึงได้ขุดย้ายศพออกมาจากบริเวณนั้น เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ไทยใช้ความระมัดระวังในประเด็นทางวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อนในครั้งนี้
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยสนับสนุนสิทธิของแรงงานพม่าหลายครั้ง ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2549 เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและเร่งให้รัฐบาลไทยยึดมาตรฐานสากลด้านแรงงานสำหรับแรงงานพม่า ตลอดจนให้ขยายความคุ้มครองตามกฎหมายไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ครอบคลุมถึงแรงงานชาวพม่าด้วย
การค้ามนุษย์เพื่อธุรกิจค้าประเวณีและการใช้แรงงานยังเป็นปัญหาร้ายแรงอยู่ สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนหน่วยงานราชการและองค์กรเอกชนสิบกว่าแห่งที่มีบทบาทในการต่อต้านการค้ามนุษย์และให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อการค้ามนุษย์ โดยดำเนินโครงการความช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงระบบการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีให้ดีขึ้น ให้การสนับสนุนศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้เคราะห์ร้าย รวมทั้งโครงการในการป้องกันการค้ามนุษย์ การคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศในการกลับสู่สังคม ในช่วงสามปีที่ผ่านมา คดีค้ามนุษย์ในภาคเหนือที่ได้รับรายงานลดจำนวนลง เนื่องจากมีการทุ่มเทความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น สหรัฐฯ ยังให้เงินอุดหนุนองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration) ในการส่งตัวเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกค้าระหว่างประเทศในลุ่มน้ำโขงกลับประเทศ และช่วยคนเหล่านี้ในการกลับสู่สังคม ผลลัพธ์ข้อหนึ่งของโครงการดังกล่าวคือ ในขณะนี้เด็กชาวกัมพูชาที่ถูกบังคับให้มาขอทานริมถนนและต้องถูกส่งตัวกลับประเทศจะถูกคัดกรองอย่างละเอียดและได้รับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาก่อนที่จะเดินทางกลับไปอยู่กับครอบครัวตามเดิม