Skip Navigation
คุณอยู่ที่: เกี่ยวกับเรา > รายงานและเอกสารข้อเท็จจริงของสถานทูตฯ > รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติ พ.ศ. 2550
Skip Left Section Navigation

รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติ พ.ศ. 2550
เผยแพร่โดยสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและแรงงาน

กฎหมายให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และโดยทั่วๆ ไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวในทางปฏิบัติ  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่จดทะเบียนศาสนาใหม่ที่ยังไม่ได้รับการยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรปกครองทางศาสนาที่มีอยู่แล้วด้วยเหตุผลด้านหลักการศาสนาและอื่นๆ  ในทางปฏิบัติ องค์กรทางศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนดำเนินกิจกรรมของตนได้อย่างเสรี และนโยบายของรัฐบาลที่ไม่รับรองศาสนาใหม่ๆ ก็ไม่ได้จำกัดขอบเขตกิจกรรมของกลุ่มศาสนาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน  ตามทางการแล้ว รัฐบาลจำกัดจำนวนนักสอนศาสนาชาวต่างชาติที่สามารถสอนศาสนาในประเทศได้ แม้ว่านักสอนศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนกับทางการหลายคนจะได้รับอนุญาตให้พำนักในประเทศและสอนศาสนาได้อย่างเสรี    

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพการเคารพเสรีภาพทางศาสนาในช่วงที่ทำรายงานฉบับนี้และนโยบายรัฐบาลก็ยังคงให้ปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเสรี

ไม่มีรายงานการข่มเหงหรือการเลือกปฏิบัติทางสังคมอันมีเหตุมาจากความเชื่อทางศาสนาหรือการปฏิบัติศาสนกิจ  อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเหตุการณ์รุนแรงแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดระหว่างชุมชนพุทธกับมุสลิม   

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหารือกับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนาในบริบทของนโยบายว่าด้วยการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนโดยรวม

ตอนที่ 1  ประชากรผู้นับถือศาสนา

ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 198,000 ตารางไมล์และมีประชากรประมาณ 64 ล้านคน  จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประมาณร้อยละ 94 ของประชากรนับถือศาสนาพุทธ และร้อยละ 5 นับถือศาสนาอิสลาม  อย่างไรก็ตาม จากการประมาณตัวเลขขององค์กรเอกชน นักวิชาการและกลุ่มศาสนาระบุว่าประมาณร้อยละ 85 ถึง 90 ของประชากรเป็นชาวพุทธนิกายเถรวาทและร้อยละ 10 ของประชากรเป็นมุสลิม  ยังมีประชากรจำนวนเล็กน้อยนับถือภูติผี ศาสนาคริสต์ ลัทธิขงจื๊อ ฮินดู ยิว ซิกห์และเต๋า  จากข้อมูลของกรมการศาสนา จำนวนผู้ถืออเทวนิยมหรือผู้ที่ไม่นับถือลัทธิความเชื่อหรือศาสนาใดมีไม่ถึงร้อยละ 1 ของประชากร 

ศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดคือ ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท  พระสงฆ์ในพุทธศาสนาแบ่งเป็นสองนิกาย โดยอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถระสมาคมเดียวกัน  พระสงฆ์มหานิกาย ซึ่งเป็นนิกายเก่าแก่มีจำนวนมากกว่าพระสงฆ์ธรรมยุติ ซึ่งเป็นนิกายที่เกิดจากการปฏิรูปศาสนาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นำโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)

อิสลามเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในสี่จังหวัดจากห้าจังหวัดทางใต้สุดของประเทศที่ติดกับชายแดนมาเลเซีย  ชาวมุสลิมส่วนใหญ่มีเชื้อสายมาเลย์ แต่ประชากรมุสลิมทั้งหมดประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ รวมทั้งลูกหลานของผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากเอเชียใต้ จีน กัมพูชาและอินโดนีเซีย  กรมการศาสนารายงานว่ามัสยิดที่จดทะเบียนมีทั้งหมด 3,567 แห่งใน 64 จังหวัด โดยมี 2,289 แห่งตั้งอยู่ในห้าจังหวัดทางใต้สุด  จากข้อมูลของกรมศาสนา ร้อยละ 99 ของมัสยิดเหล่านี้เป็นของนิกายสุหนี่ ส่วนที่เหลือร้อยละ 1 เป็นมัสยิดของนิกายชีอะต์

จากข้อมูลของกรมศาสนา ประเทศไทยมีคริสต์ศาสนิกชนประมาณ 351,987 คนของประชากร หรือร้อยละ 0.5  มีคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์หลายกลุ่มและส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การดูแลของหนึ่งในสี่องค์กรใหญ่  กลุ่มที่เก่าแก่ที่สุดคือ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1930  กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย  ทางการรับรองว่าคริสตจักรแบ็บทิสต์และคริสตจักรวันเสาร์เป็นโปรเตสแตนต์คนละกลุ่มกัน โดยทั้งสองนิกายอยู่ภายใต้องค์กรศาสนาที่คล้ายคลึงกัน

จากการสำรวจของทางการครั้งล่าสุดเมื่อปีพ.ศ. 2545 ชนเผ่าชาวเขาที่รัฐบาลรับรองมี 9 กลุ่ม จำนวนประมาณ 920,000 คน  พิธีกรรมที่สืบมาจากศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ลัทธิเต๋าและการบูชาภูตผีเป็นสิ่งสามัญในกลุ่มชาวเขา  สมาคมชาวซิกห์แห่งประเทศไทยประมาณตัวเลขว่ามีชาวซิกห์ในประเทศไทยประมาณ 70,000 คน โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา พัทยา เกาะสมุยและภูเก็ต  ในขณะนี้ มีวัดซิกห์อยู่ 18 แห่งทั่วประเทศ  จากสถิติของกรมการศาสนาและองค์กรฮินดูภายในประเทศ มีชาวฮินดูประมาณ 95,000 คนทั่วประเทศ

ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายจีน (ไทยจีน) ยังคงรักษาประเพณีทางศาสนาที่นิยมปฏิบัติจากประเทศจีนบางอย่างไว้ ซึ่งรวมทั้งความเชื่อแบบเต๋า  ชาวเขาเผ่าเมี่ยนปฏิบัติตามแนวทางเต๋า

ผู้นับถือพุทธศาสนานิกายมหายานส่วนใหญ่คือ ผู้อพยพเชื้อสายจีนและเวียดนามกลุ่มเล็กๆ  มีศาลและวัดของพุทธนิกายมหายานแบบจีนและเวียดนามกว่า 675 แห่งทั่วประเทศ

กลุ่มศาสนาเผยแผ่ศาสนาอย่างเสรี  พระสงฆ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาพุทธ (ธรรมทูต) ได้ทำหน้าที่อย่างจริงจังตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะในกลุ่มชาวเขาบริเวณชายแดนของประเทศ  จากข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ณ เดือนธันวาคมพ.ศ. 2549 มีพระธรรมทูตประมาณ 6,458 รูปทั่วประเทศ  นอกจากนี้ รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนการเดินทางไปต่างประเทศของพระสงฆ์อีก 1,414 รูปที่ทางวัดส่งไปเพื่อเผยแผ่ศาสนา  องค์กรอิสลามรายงานว่ามีชาวไทยจำนวนเล็กน้อยทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาทั้งในและต่างประเทศ  จำนวนผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาคริสต์ในประเทศทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตามรายงานขององค์กรของศาสนาคริสต์มีมากกว่าของอิสลาม

ตอนที่ 2. สถานภาพของเสรีภาพในการนับถือศาสนา 

กรอบทางกฎหมายและนโยบาย

กฎหมายให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา  และโดยทั่วๆ ไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวในทางปฏิบัติ  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้จำกัดกิจกรรมของกลุ่มศาสนาบางกลุ่ม  เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ฝ่ายทหารได้โค่นล้มรัฐบาลและประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญในการรัฐประหารที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ  เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ผู้นำรัฐประหารประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดตั้งรัฐบาลรักษาการและแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้รวมบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการให้ความคุ้มครองสิทธิพลเมืองหลายประการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2540  รัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2540 ที่ถูกยกเลิกกำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพุทธศาสนิกชน  บทบัญญัติดังกล่าวยังคงมีระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดือนเมษายนพ.ศ. 2550  ในทางปฏิบัติแล้ว ศาสนาประจำชาติคือพุทธศาสนานิกายเถรวาท  ในช่วงที่ทำรายงานฉบับนี้ องค์กรพุทธศาสนาบางองค์กรได้เรียกร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ   แต่เมื่อถึงเดือนมิถุนายน 2550 ก็ยังไม่การบรรจุบทบัญญัติลักษณะดังกล่าวในร่างรัฐธรรมนูญ   

รัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2540 ที่ถูกยกเลิกระบุห้ามการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดด้วยเหตุผล “ความแตกต่างทางศาสนา”   รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 มีข้อห้ามการเลือกปฏิบัติดังกล่าวบรรจุอยู่ และในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดือนเมษายนพ.ศ. 2550 ก็ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน  ในช่วงเวลาของรายงานฉบับนี้ ไม่มีการเลือกปฏิบัติทางศาสนาที่เป็นนัยสำคัญ

รัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2540 ที่ถูกยกเลิกและรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในระดับสูง และโดยทั่วไป พลเมืองก็ใช้สิทธิดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่ห้ามการพูดที่อาจเป็นการดูหมิ่นศาสนาพุทธยังคงมีผลบังคับใช้อยู่   พระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ. 2505 ห้ามการหมิ่นประมาทหรือว่าร้ายศาสนาพุทธและพระสงฆ์  การฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน 5,800 เหรียญสหรัฐ (188,000 บาท)  ประมวลกฎหมายอาญายังห้ามการดูหมิ่นหรือสร้างความวุ่นวายในศาสนสถานหรือพิธีทางศาสนาของทุกศาสนาที่ได้รับการยอมรับในประเทศ 

รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในกิจการศาสนา  กรมการศาสนาซึ่งตั้งอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรมรับผิดชอบเรื่องการจดทะเบียนองค์กรศาสนาต่างๆ   ตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติองค์กรศาสนา กรมการศาสนาจะให้การยอมรับศาสนาใหม่ได้ก็ต่อเมื่อผลสำรวจสำมะโนประชากรทั่วประเทศระบุว่ามีผู้นับถือศาสนาดังกล่าวอย่างน้อย 5,000 คนและมีหลักการทางศาสนาที่มีลักษณะเฉพาะและได้รับการยอมรับ และองค์กรศาสนานั้นๆ ต้องไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง  ก่อนที่กรมศาสนาจะรับจดทะเบียน องค์กรศาสนานั้นๆ จะต้องได้รับการยอมรับจากกลุ่มศาสนาที่ทางการรับรองเสียก่อน  ในช่วงเวลาที่มีการทำรายงานฉบับนี้  ไทยมีกลุ่มศาสนาที่ทางการรับรองอยู่ห้ากลุ่มซึ่งประกอบด้วย กลุ่มพุทธศาสนา กลุ่มมุสลิม กลุ่มพราหมณ์-ฮินดู กลุ่มซิกห์และกลุ่มแคทอลิก  กลุ่มศาสนาสี่กลุ่มในนิกายโปรเตสแตนต์ถือเป็นกลุ่มย่อยของกลุ่มแคทอลิก  การจดทะเบียนกับทางการทำให้องค์กรศาสนาเหล่านี้ได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่าง อาทิ สิทธิในการได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ การยกเว้นภาษีและการได้รับการพิจารณาวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่องค์กร  อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา รัฐบาลยังไม่ได้ให้การยอมรับศาสนาใหม่ใดเลย  แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มองค์กรศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนยังคงดำเนินกิจกรรมของตนได้อย่างเสรี  และนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลก็มิได้เป็นข้อจำกัดการประกอบกิจกรรมขององค์กรศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนแต่อย่างใด
 
รัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2540 ที่ถูกยกเลิกกำหนดให้รัฐบาล "อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น"  รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ก็ยังให้ความคุ้มครองศาสนาดังกล่าวอยู่ และในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดือนเมษายนพ.ศ. 2550 ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจน  รัฐให้เงินอุดหนุนกิจกรรมของกลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดสามศาสนา (พุทธ อิสลาม และคริสต์) ในปีงบประมาณ 2550 รัฐบาลอนุมัติงบประมาณราว 92,600,000เหรียญสหรัฐ (3,000 ล้านบาท) แก่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งก่อตั้งเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐเมื่อปีพ.ศ. 2545   สำนักงานนี้มีหน้าที่ดูแลสังฆวาสและอนุมัติหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนพุทธศาสนาในวัดทุกแห่ง  นอกจากนี้ สำนักงานฯ ยังส่งเสริมศาสนาพุทธด้วยการอุดหนุนวัสดุอุปกรณ์การศึกษาและประชาสัมพันธ์ความเชื่อตลอดทั้งแนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

สำหรับปีงบประมาณ 2549  รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 950,000 เหรียญสหรัฐ (30,800,000 บาท) สำหรับองค์กรศาสนาอิสลาม และงบประมาณ 88,000 เหรียญสหรัฐ (2,850,000 บาท) สำหรับองค์กรของศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและซิกห์

งบประมาณสำหรับองค์กรของศาสนาพุทธและองค์กรของศาสนาอิสลามจะรวมถึงงบสนับสนุนสถาบันระดับอุดมศึกษาของศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม งบสนับสนุนโครงการศึกษาศาสนาในโรงเรียนของรัฐและเอกชน การจ่ายเบี้ยเลี้ยงรายวันสำหรับพระสงฆ์และผู้สอนศาสนามุสลิมที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารและผู้นำศาสนาอาวุโส และงบช่วยเหลือในเรื่องการเดินทางและการดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์และผู้สอนศาสนาอิสลาม  เงินจำนวนนี้ยังรวมถึงงบประมาณประจำปีสำหรับการบูรณะซ่อมแซมวัดพุทธและมัสยิด การบำรุงรักษาสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาและค่าบำรุงรักษาประจำวันของมัสยิดกลางในจังหวัดปัตตานี  กลุ่มศาสนาอื่นๆ ที่ได้รับการรับรองอาจขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการบูรณะซ่อมแซมศาสนสถานได้ แต่จะไม่ได้รับงบประมาณประจำเพื่อการบำรุงรักษาและไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในการช่วยเหลือนักบวชในศาสนา ในปีพ.ศ. 2550 รัฐบาลให้เงินประมาณ 580,000 เหรียญสหรัฐ (18,800,000 บาท) เพื่อการบูรณะศาสนสถานของกลุ่มศาสนาต่างๆ  โดยจัดสรรงบประมาณจำนวน 362,000 เหรียญสหรัฐ (11,700,000 บาท) ให้แก่ชุมชนมุสลิม  จำนวน 145,000 เหรียญสหรัฐ (4,700,000 บาท) ให้แก่ชุมชนศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและซิกห์ และจำนวน 73,000 เหรียญสหรัฐ (2,400,000 บาท) สำหรับโครงการพิเศษต่างๆ ของทุกชุมชนศาสนา  เงินที่บุคคลและเอกชนบริจาคให้กับองค์กรศาสนาสามารถนำไปขอลดหย่อนภาษีได้

ทางการกำหนดให้มีการสอนศาสนาในโรงเรียนรัฐบาลทั้งในระดับประถมศึกษา(ป. 1 – ป. 6) และระดับมัธยมศึกษา (ม. 1 – ม. 6)  กระทรวงศึกษาธิการได้ออกหลักสูตรที่เรียกว่า “วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม” โดยกำหนดให้นักเรียนแต่ละชั้นปีต้องเรียนวิชานี้สัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง  วิชาดังกล่าวสอนเกี่ยวกับศาสนาต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับในประเทศไทย  นักเรียนที่ต้องการศึกษาต่ออย่างเจาะลึกเกี่ยวกับศาสนาของตนหรือศาสนาอื่นๆ อาจศึกษาได้จากโรงเรียนสอนศาสนาและสามารถโอนหน่วยกิตไปยังโรงเรียนของรัฐบาลได้  โรงเรียนซึ่งดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารโรงเรียนของท้องถิ่นได้รับอนุญาตให้สอนวิชาศาสนาเพิ่มเติมได้  มหาเถระสมาคมและคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้จัดทำหลักสูตรพิเศษสำหรับการศึกษาศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม 

เด็กๆ มีโอกาสที่หลากหลายในการศึกษาศาสนาอิสลาม  ตาดีกา (Tadika) เป็นหลักสูตรศาสนาสำหรับเด็กชั้นประถมปีที่ 1 – 6 ที่สอนหลังเลิกเรียนและอยู่ในความดูแลของกรมการศาสน ยกเว้นในสามจังหวัดภาคใต้ คือ นราธิวาส ยะลาและปัตตานี ซึ่งหลักสูตรศาสนาจะอยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ  โดยทั่วไป จะดำเนินการเรียนการสอนที่มัสยิด  จากข้อมูลสถิติของทางการ ณ เดือนเมษายนพ.ศ. 2550 มีศูนย์การศึกษาศาสนาและจริยธรรมอิสลามที่จดทะเบียน 1,618 แห่งที่สอนหลักสูตรตาดีกานี้ในสามจังหวัดภาคใต้ โดยมีนักเรียน 170,989 คน และครู 5,749 คน  ในส่วนอื่นๆ ของประเทศ กรมศาสนาได้ขึ้นทะเบียนศูนย์การศึกษาทั้งหมด 994 แห่ง โดยมีนักเรียน 110,783 คน และครู 2,693 คน  สำหรับเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการอนุญาตให้โรงเรียนเอกชนที่สอนศาสนาอิสลามใช้หลักสูตรการสอนได้สองหลักสูตร  หลักสูตรแรกเป็นการสอนเฉพาะศาสนาอิสลามอย่างเดียว ซึ่ง ณ เดือนเมษายนพ.ศ. 2550 มีโรงเรียนจำนวนทั้งสิ้น 107 โรงในสามจังหวัดภาคใต้ที่ใช้หลักสูตรนี้ โดยมีนักเรียน 2,044 คนและครู 277 คน  รัฐบาลจดทะเบียนโรงเรียนเหล่านี้แต่ไม่ได้ให้การรับรองวิทยฐานะ  ดังนั้น นักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเหล่านี้จึงไม่สามารถศึกษาต่อในขั้นอุดมศึกษาในประเทศได้  จำนวนของโรงเรียนประเภทนี้ลดลงเนื่องจากนักเรียนเลือกที่เข้าศึกษาในโรงเรียนที่เปิดทางเลือกให้สามารถศึกษาต่อในขั้นอุดมศึกษาได้  หลักสูตรประเภทที่สองสอนศาสนาอิสลามควบคู่ไปกับหลักสูตรปกติของกระทรวงศึกษาธิการ  ณ เดือนเมษายนพ.ศ. 2550 มีโรงเรียน 144 โรงในสามจังหวัดภาคใต้ที่ใช้หลักสูตรนี้ โดยมีนักเรียน 72,618 คน  รัฐบาลให้การรับรองวิทยฐานะโรงเรียนเอกชนประเภทนี้และนักเรียนที่จบออกมาสามารถศึกษาต่อขั้นอุดมศึกษาในประเทศได้  ส่วนหลักสูตรการสอนศาสนาอิสลามประเภทที่สามซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้สอนในโรงเรียนศาสนาประเภทเช้าไป-เย็นกลับที่ดำเนินการโดยเอกชนที่เรียกกันว่าโรงเรียนปอเนาะ  ณ เดือนเมษายนพ.ศ. 2550 มีโรงเรียนปอเนาะที่จดทะเบียนรวม 328 โรง โดยส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาส  ก่อนหน้านี้ โรงเรียนเหล่านี้ไม่ต้องจดทะเบียนกับรัฐบาลและไม่ได้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐบาลและไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล  การจดทะเบียนนี้เริ่มเมื่อเดือนเมษายนพ.ศ. 2547 เนื่องมาจากเหตุการณ์รุนแรงในภาคใต้ หลังจากมีการโจมตีค่ายทหารและคลังอาวุธในนราธิวาสเมื่อเดือนมกราคม 2547  การสืบสวนของรัฐบาลหลังเหตุการณ์นั้นทำให้เจ้าหน้าที่ติดตามผู้ต้องสงสัยซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับโรงเรียนปอเนาะ  ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขว่า โรงเรียนปอเนาะมีจำนวนทั้งหมดเท่าใด แต่แหล่งข้อมูลบางแห่งเชื่อว่าอาจมีโรงเรียนปอเนาะมากถึงพันโรง

รัฐบาลจัดการประชุมระหว่างศาสนาต่างๆ อย่างจริงจัง  บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2540 ที่ถูกยกเลิกระบุไว้ว่ารัฐต้อง “ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างผู้นับถือศาสนาทุกศาสนา”   บทบัญญัตินี้มีกล่าวไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดือนเมษายนพ.ศ. 2550  รัฐบาลให้ทุนสนับสนุนการประชุมและโครงการศึกษาสำหรับสาธารณชนที่จัดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งรวมถึงการประชุมที่กรมการศาสนาจัดขึ้นเป็นประจำปีทุกปีสำหรับตัวแทนและสมาชิกจากทุกกลุ่มศาสนาที่ได้รับการรับรองจากกรมการศาสนา  นอกจากนี้ ยังรวมถึงการประชุมประจำเดือนของคณะอนุกรรมการศาสนิกสัมพันธ์ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก 17 คนและตั้งอยู่ในสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี (คณะอนุกรรมการดังกล่าวประกอบไปด้วยผู้แทนจากกลุ่มชาวพุทธ มุสลิม โรมันแคทอลิก ฮินดูและซิกห์ กลุ่มละหนึ่งคน และข้าราชการพลเรือนจากหลายหน่วยงาน)  ในระหว่างวันที่ 26 - 28เดือนมิถุนายน กรมการศาสนาได้จัดการประชุมระหว่างศาสนาที่จังหวัดชลบุรี ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งหัวข้อการประชุมเน้นเรื่องศาสนิกชนวัยรุ่นและมีเยาวชนทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมประมาณ 250 คน  ในเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2549 กรมการศาสนาได้จัดการประชุมระหว่างศาสนาอีกครั้งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 1,000 คน  กรมการศาสนาให้ทุนสนับสนุนงานประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนา ซึ่งรวมถึงการประกาศต่างๆ ทางสื่อโทรทัศน์ในช่วงเวลาที่มีผู้ชมสนใจมากที่สุด  อย่างไรก็ตาม การก่อการแบ่งแยกดินแดนของชาวมุสลิมเชื้อชาติมาเลย์ทางภาคใต้ที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดความกังวลว่า ความรุนแรงนี้อาจสร้างความตึงเครียดระหว่างชุมชนชาวพุทธและมุสลิมในท้องที่
 
การจำกัดเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ในช่วงของการทำรายงานฉบับนี้ กลุ่มฟาหลุนกงได้ทิ้งคำร้องคัดค้านคำตัดสินของรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2548 ที่ปฏิเสธคำร้องขอจดทะเบียนเป็นสมาคมของกลุ่มฟาหลุนกงที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  กลุ่มฟาหลุนกงได้ทิ้งคำร้องหลังจากที่ไม่มีการประกาศดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับคำร้องครั้งที่ 2 ที่กลุ่มฯ ได้ยื่นขอใบอนุญาตกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องการตีพิมพ์และแจกจ่ายนิตยสารลัทธิฟาหลุนกงรายสัปดาห์  กลุ่มฟาหลุนกงสามารถตีพิมพ์และแจกจ่ายเอกสารศาสนาทั้งเป็นภาษาไทยและภาษาจีนได้จำนวนครั้งละไม่มากและอย่างไม่เป็นทางการ  กลุ่มฟาหลุนกงยังคงมีเว็บไซต์ที่ประชาสัมพันธ์การชุมนุมประจำวันในกรุงเทพฯ   
 
รัฐบาลไม่ให้การรับรองศาสนาใหม่ๆ นอกเหนือจากกลุ่มศาสนาห้ากลุ่มที่มีอยู่ในปัจจุบัน  อย่างไรก็ตาม องค์กรศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนยังคงดำเนินงานได้อย่างเสรี

แม้ว่าจะมีนักสอนศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนกับทางการอยู่เป็นจำนวนมาก แต่จำนวนนักสอนศาสนาชาวต่างชาติที่จดทะเบียนกับทางการไว้จะเป็นไปตามโควต้าที่กรมการศาสนากำหนดเอาไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2525  โควต้าดังกล่าวจัดสรรให้แต่ละศาสนาและนิกายตามลำดับความสำคัญ  มีนักสอนศาสนาต่างชาติที่จดทะเบียนแล้วเป็นจำนวนเกือบ 1,500 คนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นนักสอนศาสนาของคริสตจักร  ในช่วงของการทำรายงานฉบับนี้ รัฐบาลได้เพิ่มโควต้าอีก 10 คนสำหรับนักสอนศาสนาของคริสตจักร  นอกเหนือจากโควต้าที่เป็นทางการดังกล่าว มีนักสอนศาสนาจำนวนมากที่แม้จะไม่ได้จดทะเบียนกับทางการแต่ก็ยังสามารถพำนักและเผยแผ่ศาสนาในประเทศไทยได้โดยรัฐบาลไม่ได้เข้ามาแทรกแซง  แม้ว่าการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการทำให้นักสอนศาสนาได้รับสิทธิพิเศษบางประการเช่น ได้วีซ่าพำนักในประเทศไทยนานขึ้น แต่การไม่ได้จดทะเบียนก็ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการดำเนินกิจกรรมของนักสอนศาสนา  นักสอนศาสนาต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้าไทยโดยใช้วีซ่าท่องเที่ยวและเผยแผ่ศาสนาหรือสิ่งพิมพ์ทางศาสนาโดยไม่ได้แจ้งให้กรมการศาสนาทราบ  ไม่มีรายงานว่านักสอนศาสนาต่างชาติถูกส่งตัวกลับประเทศหรือถูกก่อกวนรังควานเนื่องจากเผยแพร่ศาสนาโดยไม่ได้จดทะเบียนกับทางการ  แม้ว่ากิจกรรมของอาจารย์และนักบวชมุสลิมโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ทางภาคใต้จะยังคงถูกตรวจสอบมากกว่าปกติ ด้วยรัฐบาลยังคงเป็นกังวลเรื่องการก่อการแบ่งแยกดินแดนของมุสลิม  อย่างไรก็ตาม การนี้มิได้เป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมหรือการปฏิบัติศาสนกิจของอาจารย์และนักบวชมุสลิมเหล่านี้

ข้าราชการพลเรือนที่เป็นสตรีมุสลิมไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ผ้าคลุมศีรษะเมื่อแต่งเครื่องแบบข้าราชการ  อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ข้าราชการสตรีมุสลิมส่วนใหญ่มักได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้ใช้ผ้าคลุมศีรษะได้หากต้องการ โดยเฉพาะในจังหวัดทางใต้สุดของประเทศ  ส่วนข้าราชการสตรีมุสลิมที่ไม่ต้องสวมเครื่องแบบสามารถใช้ผ้าคลุมศีรษะได้

การละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา

เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2550 ในจังหวัดยะลา มีเยาวชนมุสลิมสี่คนถูกลอบสังหารขณะนั่งรถบรรทุกเล็ก โดยมีรายงานจากสื่อมวลชนว่า ผู้ลอบสังหารเป็นอาสาสมัครป้องกันหมู่บ้านชาวพุทธที่รัฐบาลให้การสนับสนุน

ไม่มีรายงานว่ามีผู้ใดถูกจองจำหรือกักขังด้วยเหตุผลทางศาสนา

การบังคับให้เปลี่ยนศาสนา

ไม่มีรายงานว่ามีการถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนา รวมทั้งไม่มีรายงานว่ามีผู้เยาว์ชาวสหรัฐฯ รายใดถูกลักพาตัวหรือถูกนำตัวออกนอกสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมาย ตลอดทั้งไม่มีรายงานว่ามีผู้เยาว์ชาวสหรัฐฯ รายใดถูกห้ามเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา

ตอนที่ 3  การข่มเหงและการเลือกปฏิบัติทางสังคม

ไม่มีรายงานว่ามีการข่มเหงและการเลือกปฏิบัติทางสังคมอันเนื่องมาจากความเชื่อหรือการปฏิบัติทางศาสนา  ทว่า กลุ่มศาสนาที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ เช่น ชาวมุสลิม ต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับหนึ่ง  อย่างไรก็ดี การถูกเลือกปฏิบัติดังกล่าวดูจะเกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ของคนเหล่านี้มากกว่าศาสนา   เหตุการณ์รุนแรงทางภาคใต้ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องทำให้ชาวมุสลิมโดยทั่วไปถูกมองในทางลบเหมือนกันหมดจากผู้ที่อยู่ในภาคอื่นๆ ของประเทศ  การฆาตกรรมซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนคือชาวพุทธได้เพิ่มความตึงเครียดระหว่างชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิมในเขตชายแดนภาคใต้

การใช้ความรุนแรงของผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี สงขลาและยะลาซึ่งมีพลเมืองนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่นั้นทำให้พุทธศาสนิกชนที่อยู่ในภูมิภาคที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนี้ประสบอุปสรรคในการปฏิบัติภารกิจทางศาสนาอย่างเต็มที่  ในช่วงของการทำรายงานฉบับนี้  มีผู้ต้องสงสัย 13 คนถูกจับกุมและอยู่ระหว่างการพิจารณาไต่สวนคดีสังหารพระสงฆ์หนึ่งรูปและสามเณรสองรูปเมื่อเดือนตุลาคมพ.ศ. 2548 ในจังหวัดปัตตานี  

ผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนทำการโจมตีลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทางการ ชาวพุทธและชาวมุสลิมเกือบทุกวันในจังหวัดใต้สุดของประเทศ  เมื่อวันที่ 14 มีนาคมพ.ศ. 2550 ผู้ก่อการร้ายลอบซุ่มโจมตีรถโดยสารขนาดเล็กในจังหวัดยะลา สังหารผู้โดยสารชาวพุทธ 8 คน รวมทั้งเด็กหญิงวัยรุ่นสองคน  ในค่ำเดียวกัน เกิดระเบิดสองลูกด้านนอกมัสยิดและร้านน้ำชาที่อยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุดังกล่าว ชาวมุสลิมสามคนเสียชีวิตและมีผู้บาดเจ็บ 20 คน  เมื่อวันที่ 19 มีนาคมพ.ศ. 2550 ผู้ก่อการร้ายลอบยิงนักเรียนชาวมุสลิมสามคนเสียชีวิตและยิงนักเรียนบาดเจ็บอีกเจ็ดคนที่โรงเรียนประจำของอิสลามแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา  เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดบรรยากาศของความกลัวและความไม่ไว้วางใจในจังหวัดทางภาคใต้ และจากการที่มีการโจมตีทำร้ายอุกอาจมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ความตึงเครียดระหว่างชุมชนมุสลิมและชุมชนพุทธในท้องถิ่นเริ่มจะเพิ่มขึ้น   เจ้าหน้าที่ทางการและผู้สังเกตการณ์กังวลว่า ความรุนแรงนี้จะนำไปสู่การขัดแย้งในชุมชนอย่างโจ่งแจ้ง

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมพ.ศ. 2549 มีพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในจังหวัดนราธิวาส และมีพระอีกสามรูปได้รับบาดเจ็บจากอีกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม  เหตุเกิดขณะพระสงฆ์กำลังออกบิณฑบาตตอนเช้าตามปกติโดยมีทหารสามนายให้ความคุ้มครองอยู่  จากเหตุระเบิดนี้ มีนายทหารเสียชีวิตหนึ่งนาย

ในช่วงท้ายของการทำรายงานฉบับนี้ ยังไม่มีการจับกุมคนร้ายสังหารพระสงฆ์สามรูปและตัดศีรษะคนงานกรีดยางชาวพุทธเมื่อปีพ.ศ. 2547 ตลอดทั้งผู้ที่ทำลายวัดหลายแห่งและศาลเจ้าจีนหนึ่งแห่งในภาคใต้เมื่อปีพ.ศ. 2547  รัฐบาลยังคงทำการสืบสวนเหตุการณ์ร้ายเหล่านี้ภายในบริบทการปฏิบัติการรักษาความมั่นคงของชาติอันเกี่ยวกับความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้  พระสงฆ์ยังคงรายงานว่า ท่านเกรงภัยและไม่สามารถออกไปบิณฑบาตในชุมชนภาคใต้อย่างเสรีอีกต่อไป  พระสงฆ์เหล่านี้ยังกล่าวด้วยว่า บางครั้งฆราวาสก็ปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือพระในการปฏิบัติกิจประจำวันเนื่องจากเกรงกลัวว่าจะถูกผู้ก่อความไม่สงบหมายหัว  เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฆ่าฟันเหล่านี้ รัฐบาลได้ส่งกองทหารไปประจำการเพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติกิจทางศาสนาและสิ่งก่อสร้างของทุกศาสนาในชุมชนที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธคอยคุ้มกันพระสงฆ์ในเวลาออกบิณฑบาตหากจำเป็น 

ตอนที่ 4 นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ หารือกับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนาในบริบทของนโยบายการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนโดยรวม  เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ออกไปเยี่ยมผู้นำศาสนา นักวิชาการและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเลือกตั้งชาวอิสลามเป็นประจำ อันเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์ของสถานทูตฯ ที่จะเข้าใจประเด็นความซับซ้อนทางเชื้อชาติและศาสนาที่มีผลต่อสังคม  เมื่อเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2549 สถานทูตฯ ได้จัดการบรรยายเรื่อง ชีวิตชาวมุสลิมในอเมริกาซึ่งมีวัตถุประสงค์หลายประการ เช่น นำเสนอยุทธศาสตร์อย่างสันติในการแก้ปัญหาความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ประชาชนเปิดใจกว้าง และเพื่อหารือถึงความสำคัญของเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ในช่วงปีงบประมาณ 2549 ชาวไทยมุสลิมเก้าคนจากสาขาอาชีพต่างๆ ได้เข้าร่วมในโครงการดูงานในสหรัฐอเมริกา (International Visitor Leadership Program) ซึ่งระหว่างการเยือนสหรัฐฯ แขกรับเชิญกลุ่มนี้ได้มีโอกาสพบเห็นชาวอเมริกันทุกกลุ่มความเชื่อปฏิบัติศาสนกิจของตนได้อย่างเสรีโดยไม่มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างกัน

 
เว็บไซต์นี้เป็นของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ลิงค์บนเว็บไซต์นี้ที่เชื่อมต่อไปยังอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์อื่นๆ
ไม่ได้แสดงถึงการสนับสนุนความเห็นหรือนโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ที่อยู่ในเว็บไซต์เหล่านั้นแต่อย่างใด
Skip Footer Navigation