รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติ พ.ศ. 2549
เผยแพร่โดยสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและแรงงาน
คำนำ
สิทธิเสรีภาพส่วนตัวในการเลือกนับถือศาสนาและเสรีภาพพื้นฐานถือเป็นเสาหลักของความเป็นอเมริกัน โดยมีรากฐานจากวิสัยทัศน์ของบิดาผู้ก่อตั้งประเทศของเรา เสรีภาพในการนับถือศาสนาเป็นเสรีภาพที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเรานับตั้งแต่วันที่ชาติของเราก่อกำเนิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน และเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นของชาวอเมริกันในการปกป้องเสรีภาพดังกล่าวทั้งในประเทศของตนและในประเทศทั่วโลกยังคงแน่วแน่เสมอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คอนโดลีซซา ไรซ์ กล่าวไว้ว่า “ไม่มีเรื่องใดที่เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญในสหรัฐฯ มากไปกว่าเสรีภาพในการนับถือศาสนาและจิตสำนึกในศาสนา ประเทศนี้ก่อตั้งขึ้นมาจากจิตสำนึกดังกล่าว และจิตสำนึกนี้เองที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย”
เสรีภาพในการนับถือศาสนาคือ “เสรีภาพแรก” ที่ถูกระบุไว้ในบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสิทธิพลเมือง (Bill of Rights) บทแรก เสรีภาพในการนับถือศาสนาถือเป็นเสาหลักของสิทธิมนุษยชนสากลเนื่องจากสิทธิในการนับถือศาสนานั้นรวมถึงเสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพด้านจิตสำนึก ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อรวมกันแล้วก็คือพื้นฐานของการปกครองแบบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ในแต่ละปี องค์กร Freedom House จะจัดประเทศต่างๆ ออกเป็นสามกลุ่มได้แก่ ประเทศที่ “มีอิสระ
เสรีภาพ” “มีอิสระเสรีภาพเป็นบางส่วน” หรือ “ไม่มีอิสระเสรีภาพเลย” โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่างๆ รวมทั้งเสรีภาพในการนับถือศาสนา องค์กร Freedom House ประมาณว่ามี 44 ประเทศที่ “มีอิสระเสรีภาพ” ในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการจัดกลุ่มประเทศ เมื่อถึงปีที่แล้ว ตัวเลขดังกล่าวได้เพิ่มเป็น 89 ประเทศ และจำนวนประเทศที่ “ไม่มีอิสระเสรีภาพ” ก็ลดลงจาก 68 ประเทศในปี พ.ศ. 2515 เหลือเพียง 45 ประเทศในขณะนี้
แม้ระบอบประชาธิปไตยและความเคารพต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐานจะเป็นที่ยอมรับมากขึ้นทั่วโลก แต่ยังมีรัฐบาลของหลายๆ ประเทศที่ได้แต่พูดถึงพันธกรณีของตนภายใต้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับอื่นๆ แต่ไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตามปฏิญญาและข้อตกลงเหล่านั้น มีหลายประเทศที่รัฐบาลปฏิเสธที่จะยอมรับและคุ้มครองเสรีภาพในการนับถือศาสนา และมีรัฐบาลส่วนหนึ่งที่พยายามต่อต้านสิทธิพื้นฐานดังกล่าว ในปัจจุบัน มีบางประเทศที่ผู้มีความคิดสุดโต่งทางศาสนาและนิยมความรุนแรงได้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเผยแพร่อุดมการณ์แห่งความเกลียดชังและการไม่ยอมรับในความแตกต่างทางศาสนา และมุ่งเป้าการโจมตีของตนไปยังผู้ที่ต้องการนับถือศาสนาตามจิตสำนึกของตน ในขณะที่เรายืนหยัดอยู่เคียงข้างผู้ที่เรียกร้องเสรีภาพในการนับถือศาสนา เราก็ร่วมกันต่อต้านผู้ที่ขัดขวางเสรีภาพและประชาธิปไตยของมวลมนุษย์ด้วย ไม่ว่าคนเหล่านี้จะทำในนามของรัฐบาลของตนหรือองค์กรที่นำศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือในการก่อความรุนแรง
รายงานประจำปีว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติจัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิอันเป็นสากลนี้ รายงานต้องการเผยให้เห็นว่ามีประเทศใดในโลกบ้างที่มีการข่มเหงรังแกด้วยเหตุผลทางศาสนา และการเปิดเผยนี้เองที่จะช่วยขัดขวางการข่มเหงรังแกดังกล่าวได้ กระบวนการในการทำรายงานฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงการสืบสวน การจัดทำเอกสาร และการประท้วงการละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนาอาจช่วยให้การละเมิดลดน้อยลง การที่คนจำนวนมากยอมอดทนต่อการถูกซ้อม การถูกทรมานและการถูกจองจำ แต่ยังคงยึดมั่นในศาสนาของตน บางครั้งแม้ในขณะที่ตนต้องเสียชีวิต คือสิ่งที่พิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งและความยั่งยืนของศาสนาของพวกเขา รายงานประจำปีว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งนี้ โดยเป็นกระบอกเสียงแทนคนหลายล้านคนที่ยังประสบความเดือดร้อนจากการนับถือและการประกอบกิจทางศาสนา
รายงานฉบับนี้เป็นผลพวงจากประวัติศาสตร์ของเรา เราขอสนับสนุนให้ประเทศอื่นๆ ช่วยกันคุ้มครองและรักษาสิ่งที่เราเห็นว่ามีค่า ประวัติของประเทศของเราในเรื่องเสรีภาพทางศาสนาและเสรีภาพอื่นๆ ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เราไม่สามารถนำความไม่สมบูรณ์แบบดังกล่าวมาใช้เป็นข้ออ้างในการถอยหนีจากความท้าทายในการทำให้สิทธิอันเป็นสากลนี้กลายเป็นความจริงสำหรับมนุษย์ทุกคน
ในฐานะเอกอัครราชทูตทั่วไปฝ่ายเสรีภาพทางศาสนานานาชาติ ซึ่งทำหน้าที่
หัวหน้าที่ปรึกษาประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในการส่งเสริมเสรีภาพทางศาสนาไปทั่วโลก ข้าพเจ้าและสำนักงานของข้าพเจ้ามีภารกิจในการยืนหยัดอยู่เคียงข้างผู้ที่พยายามส่งเสริมเสรีภาพทางศาสนา และต่อต้านผู้ที่ขัดขวางเสรีภาพดังกล่าว ภายใต้การกำกับดูแลของข้าพเจ้า สำนักงานเสรีภาพทางศาสนานานาชาติดำเนินกิจกรรมต่างๆ มากมายเพื่อปฏิบัติตามนโยบายสหรัฐฯ ที่เกี่ยวกับเสรีภาพทางศาสนา เราทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในต่างประเทศเพื่อนำเครื่องมือทางการทูตทั้งหมดที่มีอยู่มาใช้เพื่อการนี้ เราพัฒนากลยุทธ์และนำมาใช้เพื่อแก้ไขการละเมิดเสรีภาพทางศาสนาทุกแห่งที่เราพบ ทั้งนี้โดยผ่านการเจรจาระดับทวิภาคีทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการกับรัฐบาลต่างประเทศ การเข้าร่วมการประชุมระดับทวิภาคีเช่น สหประชาชาติและองค์การความร่วมมือและความมั่นคงในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe) การร่วมมือกับองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรเอกชนด้านศาสนา ตลอดจนการประชุมกับผู้ที่ถูกละเมิดเสรีภาพ
ในขณะที่เราเสนอรายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติฉบับที่ 8 นี้แก่สภาคองเกรสและสาธารณชน ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณต่อความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและรอบคอบของประธานาธิบดีบุชและรัฐมนตรีต่างประเทศไรซ์ในเรื่องนี้ รวมทั้งการสนับสนุนจากพรรคการเมืองทั้งสองพรรค นอกจากนี้ เราทุกคนต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่องค์กรเอกชนจำนวนมากที่ทำงานเพื่อผู้ที่ถูกกดขี่
ข่าวดีก็คือเราประสบความก้าวหน้าในเรื่องนี้ดังที่เห็นได้จากการจัดกลุ่มประเทศของ Freedom House แต่เห็นได้ชัดว่าอุปสรรคท้าทายยังคงมีอยู่ ประธานาธิบดี
บุชกล่าวไว้ว่า “ในขณะที่เราผลักดันวิถีแห่งเสรีภาพ เราจำไว้เสมอว่าเสรีภาพไม่ใช่ของขวัญของอเมริกาที่มอบให้โลก แต่เป็นของขวัญของพระเจ้าที่มอบให้แก่ชายหญิงทุกคนบนโลกนี้ ความเป็นจริงข้อนี้คือพลังผลักดันให้เราช่วยเหลือผู้คนทุกหนทุกแห่งให้มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและมีอนาคตที่ดี สดใส และสงบสุขขึ้น”
เราขออุทิศรายงานฉบับนี้แด่ผู้กล้าหาญ ทั้งชาย หญิงและเด็กทั่วโลกที่ต้องประสบความเดือดร้อนจากการนับถือศาสนาของตน ขอให้รายงานฉบับนี้สร้างแรงบันดาลใจและความหวังว่าเรื่องราวและความทุกข์ยากของพวกเขาจะไม่ถูกลืมท่ามกลางความเร่งด่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
จอห์น วี. แฮนฟอร์ด ที่สาม
เอกอัครราชทูตทั่วไปฝ่ายเสรีภาพทางศาสนานานาชาติ