รายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ. ศ. 2550
ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย
จัดทำโดยสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและแรงงาน
11 มีนาคม พ.ศ. 2551
ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มีประชากรกว่า 65 ล้านคน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนและทรงใช้พระบารมีของพระองค์อย่างไม่เป็นทางการ นายกรัฐมนตรีรัฐบาลรักษาการซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยผู้นำทางทหารที่ทำการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 โดยใช้ชื่อว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นั้นยังคงบริหารประเทศพร้อมกับคณะรัฐมนตรีที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยนักวิชาการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าเมื่อวันที่ 1 มกราคมให้มีการเปิดการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งสมาชิกสภาได้รับคัดเลือกโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้ร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในการลงประชามติซึ่งผู้สังเกตการณ์เห็นว่าโดยทั่วไปเป็นไปอย่างเสรีและปราศจากความลำเอียง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม รัฐบาลรักษาการได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบหลายพรรคการเมืองโดยพรรคพลังประชาชนที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ได้คะแนนเสียงเหนือกว่าพรรคอื่นๆ โดยทั่วไป เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีและปราศจากความลำเอียง แต่กระนั้นก็มีข้อกล่าวหาอย่างกว้างขวางว่ามีการซื้อเสียง โดยทั่วไป ผู้บริหารชั่วคราวซึ่งเป็นพลเรือนที่ได้รับแต่งตั้งโดยผู้นำทำการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 สามารถกำกับดูแลฝ่ายรักษาความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิผล แม้ว่าทหารยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงภายใน
รัฐธรรมนูญชั่วคราวที่บังคับใช้จนถึงวันที่ 24 สิงหาคมไม่อนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิเปลี่ยนรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งคืนสิทธินี้ให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้ยังกระทำหรือเกี่ยวพันในการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การสังหารตามอำเภอใจและการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายคดี ยังคงมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนทรมาน ซ้อมและทารุณผู้ต้องขังและผู้ต้องหาโดยผู้ต้องขังและผู้ต้องหาหลายคนถูกคุมขังในสภาพที่แออัดและไม่ถูกหลักสุขอนามัย รัฐบาลรักษาการยังคงจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพของสื่อและเสรีภาพในการสมาคมที่ยังควบคุมอยู่หลังการรัฐประหาร การขู่ฟ้องศาลข้อหาหมิ่นประมาทที่ดำเนินมานานทำให้สื่อและองค์กรเอกชนมีการพิจารณาตรวจพิจารณาข่าวสารของตนเองก่อนนำเสนอ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับความรุนแรงในภาคใต้รายงานว่าประสบปัญหาถูกคุกคามและข่มขู่ ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่ง ทางผ่าน และจุดหมายปลายทางสำหรับการค้ามนุษย์เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ รวมทั้งการใช้แรงงานเพื่อหักล้างหนี้ การบังคับใช้แรงงาน และการค้าประเวณี ชาวเขาที่ไม่มีหลักฐานอย่างถูกต้องยังคงเผชิญปัญหาถูกจำกัดเรื่องการเดินทางโยกย้าย ไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ดินและไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน
การก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายมาเลย์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยซึ่งเป็นการกระทำต่อสัญลักษณ์และตัวแทนทางรัฐบาล รวมทั้งต่อพลเรือนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยรายในจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานีและสงขลา มีรายงานการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง รัฐบาลยังคงใช้พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินปีพ.ศ. 2548ในจังหวัดเหล่านั้น ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการและมอบอำนาจการรักษาความมั่นคงภายในให้แก่ทหารและตำรวจ ตลอดทั้งเอื้อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถปฏิบัติงานโดยการไม่ต้องถูกลงโทษดำเนินคดี กฎอัยการศึกที่ฝ่ายทหารประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 หลังการรัฐประหารและให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ทหารโดยเฉพาะยังคงมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศจนถึงวันที่ 26 มกราคม เมื่อมีการประกาศยกเลิกใช้ใน 41 จังหวัด อย่างไรก็ตาม กฎอัยการศึกยังมีการบังคับใช้ใน 20 จังหวัดของ 76 จังหวัดทั่วประเทศและในบางพื้นที่ของ 15 จังหวัด
การเคารพในสิทธิมนุษยชน
หมวดที่ 1 การเคารพบูรณภาพแห่งบุคคล อันรวมถึงการปลอดจาก:
ก. การสังหารตามอำเภอใจหรือการสังหารที่ผิดกฎหมาย
ไม่มีรายงานยืนยันว่ามีการสังหารที่เกี่ยวพันกับการเมืองโดยรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงใช้กำลังเกินกว่าเหตุและรุนแรงต่อผู้ต้องสงสัยคดีอาญา และกระทำหรือเกี่ยวข้องกับคดีวิสามัญฆาตกรรมและการสังหารตามอำเภอใจและการสังหารที่ผิดกฎหมายหลายคดี ซึ่งรวมถึงการสังหารที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกระทำในเรื่องส่วนตัวด้วย
ตัวเลขจากกองการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทยระบุว่าในช่วงปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหรือระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวทั้งสิ้น 751 ราย ในจำนวนนี้มี 52 รายที่เสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทางการแจ้งว่าส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตจากโรคภัยตามธรรมชาติ
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีบุคคลไม่ทราบนาม 4 คนสังหารนายนพพร ชัยวิชิตและทำร้ายบุตรสาวของนายนพพรบาดเจ็บ หลังจากที่นายนพพรเป็นพยานปากเอกกล่าวหา พ.ต.ท. มีชัย นกแก้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัด ว่าเกี่ยวพันกับการหายตัวของการหายตัวไปของลูกเขยและลูกสาวเมื่อปีพ.ศ. 2546 และพ.ศ. 2549 ตามลำดับ เมื่อถึงปลายปี การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่แต่ไม่มีผู้ใดถูกจับกุม แหล่งข่าวจากตำรวจกล่าวว่า พ.ต.ท. มีชัยฯ ยังคงปฏิบัติราชการปกติ
เมื่อวันที่ 20 เมษายน ชาวบ้านในจังหวัดพังงากล่าวหาว่า พันตำรวจโทนายหนึ่งยิงนายธีรวุฒิ กูมูดา และนายพัฒพงศ์ ศรีสมุทร เสียชีวิต หลังมีข้อพิพาทกันที่สถานย่านบันเทิงแห่งหนึ่ง เมื่อถึงปลายปี อัยการยังไม่ได้ดำเนินการยื่นฟ้องใดๆ
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของกระทรวงมหาดไทยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนนายหนึ่งยิงนายอ่ายอู (Aie Oo) กะเหรี่ยงอพยพเสียชีวิตหลังจากเกิดความตึงเครียดระหว่างผู้อพยพและเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ศูนย์อพยพบ้านในสอย เมื่อถึงปลายปี ยังมีการสืบสวนคดีนี้อยู่แต่ไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยใดๆ
ในเดือนมกราคม อัยการประกาศว่าไม่มีหลักฐานพอเพียงที่จะดำเนินคดีกับอดีตวุฒิสมาชิก นภินทร ศรีสรรพางค์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางแผนลอบทำร้ายอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กอบกุล นพภมรบดีเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 เมื่อถึงปลายปี การพิจารณาคดีในชั้นศาลต่อผู้ต้องหาว่าเป็นมือปืนทั้งห้าคนยังคงดำเนินต่อไป
ไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการสืบสวนคดีของกระทรวงยุติธรรมเรื่องการวิสามัญฆาตกรรมบุคคลอย่างน้อย 1,300 คนใน “สงครามกับยาเสพติด” ระยะเวลา 3 เดือนเมื่อปีพ.ศ. 2546 ที่ดำเนินการในช่วงรัฐบาลทักษิณ (พ.ศ. 2544 – 2549) ในเดือนมีนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการให้ทำการสอบสวนวิสามัญฆาตกรรมดังกล่าว ในเดือนพฤษภาคม คณะกรรมการแถลงต่อสาธารณชนว่าได้ทำการระบุ 1,541 คดีสำหรับดำเนินการสอบสวน ในเดือนสิงหาคม กระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งคณะกรรมาธิการอิสระซึ่งมีอดีตอัยการสูงสุดเป็นประธานให้ทำการสอบสวนวิสามัญฆาตกรรมดังกล่าว
ไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมนายสหรัฐ สุรมิตร นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิในที่ดินเมื่อเดือนมีนาคมพ.ศ. 2549 คดีฆาตกรรมนายจรัญ เอี่ยมไพบูลย์ นักเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเดือนสิงหาคมพ.ศ. 2549 หรือคดีฆาตกรรมนายมูฮามัด ดูไน ตันยีโน ผู้ใหญ่บ้านและนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนในจังหวัดนราธิวาสเมื่อเดือนตุลาคมพ.ศ. 2549
ไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการสืบสวนคดีการวางระเบิดในกรุงเทพมหานครและนนทบุรีเมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ. 2549 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คนและบาดเจ็บอีก 32 คน
ในเดือนกุมภาพันธ์ ศาลจังหวัดตัดสินปล่อยตัวจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางแผนฆาตกรรมนายวรยุทธ วุฒพานิชย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานองค์การบริหารส่วนตำบลหนองรี แต่ตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตมือปืนซึ่งให้การสารภาพ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม สองในห้าของผู้ต้องหาฆาตกรรมนายทิวา ภาคบุปผา หัวคะแนนพรรคไทยรักไทยในจังหวัดอยุธยาถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานทำการฆาตกรรมและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนอีกสามคนได้รับการตัดสินปล่อยตัวให้พ้นจากข้อกล่าวหา จำเลยที่ถูกพิพากษาทั้งสองยื่นร้องอุทธรณ์ เมื่อถึงช่วงปลายปี คดียังคงอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการสืบสวนคดีสังหารอื่นๆ ในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปีพ.ศ. 2548
ข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติระบุว่าตลอดปีไม่มีผู้บาดเจ็บจากทุ่นระเบิด
ข. การหายสาบสูญ
ไม่มีรายงานว่ามีบุคคลหายไปเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมือง และไม่มีรายงานยืนยันว่า มีบุคคลในจังหวัดภาคใต้หายไปหลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเรียกตัวไปสอบสวน ซึ่งต่างจากรายงานในปีพ.ศ. 2549
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม มีบุคคลไม่ทราบนามลักพาตัวนายอนุกร ไวถนอมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้นำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ กลุ่มที่นำการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีรายงานว่า นายอนุกรถูกจี้ลักพาตัว ถูกซ้อม ถูกข่มขู่และถูกกักตัวหนึ่งคืนในอาคารร้างก่อนได้รับการปล่อยตัว แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติกล่าวหาว่าทหารมีส่วนพัวพันกับการลักพาตัวครั้งนี้
รัฐบาลยังคงทำการสืบสวนคดีที่รัฐบาลของทักษิณถูกสงสัยว่ามีส่วนในการหายตัวของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดภาคใต้ในปีก่อนๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปลายปี ไม่มีผู้ใดถูกจับกุมอันเนื่องจากการหายตัวของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการแบ่งแยกดินแดน
องค์กรสิทธิมนุษยชนกลุ่มนักกฎหมายสังเกตเห็นความคืบหน้าบางประการในการสืบสวนคดีปล้นและลักพาตัวนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมเมื่อปีพ.ศ. 2547 แต่ก็ร้องทุกข์ว่า รัฐดำเนินการสืบสวนคดีหายสาบสูญนี้เชื่องช้ามาก เมื่อต้นเดือนมกราคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้ทำการสืบสวนคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการทารุณเมื่อปีพ.ศ. 2547 ที่องค์กรเอกชนต่างๆ หวังว่าจะเปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหายสาบสูญของนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ที่กล่าวว่าตกเป็นเหยื่อในคดีนี้ เมื่อถึงปลายปี คำอุทธรณ์ของพันตำรวจตรีเงิน ทองสุข ซึ่งถูกพิพากษาลงโทษฐานบังคับขืนใจให้นายสมชายขึ้นรถเมื่อวันที่ 12 มกราคม ยังอยู่ระหว่างพิจารณาในชั้นศาล องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า พันตำรวจตรีเงินฯ ยังคงปฏิบัติราชการตามปกติ ในขณะที่ทางตำรวจระบุว่า พันตำรวจตรีเงินฯ ถูกออกจากราชการแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมยังคงดำเนินการสืบสวนคดีนายสมชายฯ หายสาบสูญ ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้องคำร้องทุกข์ของภรรยานายสมชายฯ เมื่อเดือนมีนาคมกล่าวหาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้ดำเนินการทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พัวพันในการหายสาบสูญของนายสมชายฯ
ค. การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมหรือทำลายศักดิ์ศรีอื่นๆ
รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติห้ามการทรมานและการปฎิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรมหรือทำลายศักดิ์ศรี อย่างไรก็ตาม องค์กรเอกชนและองค์กรทางด้านกฎหมายยังคงรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนทรมานและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อบังคับให้รับสารภาพ หนังสือพิมพ์ได้รายงานหลายคดีที่ประชาชนกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรง คดีเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการสอบสวนรวมทั้งหลายคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ถูกกล่าวหาถูกพักราชการระหว่างที่มีการสอบสวนภายใน
สื่อมวลชนรายงานว่านายทหารชั้นประทวนนายหนึ่งได้รับการรักษาพยาบาลบาดแผลที่ได้รับเมื่อวันที่ 23 มกราคม ขณะที่ถูกสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดลพบุรี ทางการตำรวจตั้งข้อสงสัยว่าทหารนายนั้นมีส่วนเกี่ยวพันกับการระเบิดในกรุงเทพเมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ. 2549
ไม่มีความคืบหน้าในการพิจารณาคดีที่ สาคร คำโต ยื่นฟ้องตำรวจเมื่อเดือนเมษายนพ.ศ. 2549 โดยอ้างว่าตำรวจทุบตีเธอและบังคับให้สารภาพในขณะอยู่ในการคุมขังของตำรวจ
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติปิดสำนวนการสอบสวนคำร้องทุกข์ที่ว่าในปีพ.ศ. 2548 เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งในจังหวัดตากบุกรุกบ้านหลังหนึ่ง ข่มขู่และทุบตีสตรีสูงวัย และพยายามจะข่มขืนคนงานอายุ 18 ชาวพม่า สำนักงานคณะกรรมการฯ กล่าวว่าเหยื่อไม่สามารถชี้ตัวผู้ทำร้ายจากภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานในพื้นที่นั้นได้
สภาพของเรือนจำและสถานกักกัน
เรือนจำมีสภาพแย่ เรือนจำและสถานพินิจแออัดมากโดยมีจำนวนนักโทษทั้งหมดประมาณ 167,000 คนถูกคุมขังในสถานกักกันซึ่งออกแบบให้สามารถจุคนได้เพียง 112,000 คน สถานที่นอนมีไม่เพียงพอ การรักษาพยาบาลก็ไม่ดีพอและในเรือนจำบางแห่งมีโรคติดต่อระบาด กรมราชทัณฑ์จ้างแพทย์ที่ทำงานเต็มเวลา 21 คน พยาบาลทำงานเต็มเวลา 347 คน และทันตแพทย์ทำงานเต็มเวลา 8 คน นอกจากนี้ ยังมีแพทย์ที่ทำงานไม่เต็มเวลาอีก 23 คนสำหรับช่วยเสริมเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเต็มเวลาในเรือนจำ 19 แห่ง นักโทษที่ป่วยหนักจะได้รับการส่งตัวไปโรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลของรัฐ
บางครั้ง เจ้าหน้าที่เรือนจำใช้การขังเดี่ยวนานไม่เกิน 3 เดือนเพื่อทำโทษนักโทษชายที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบของเรือนจำเป็นประจำแม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะยืนยันว่าการขังเดี่ยวโดยเฉลี่ยจะไม่เกิน 1 เดือน นอกขากนี้ ยังมีการตีตรวนเหล็กขนาดใหญ่เพื่อควบคุมนักโทษที่มีแนวโน้มว่าจะแหกคุกและนักโทษที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิต
เมื่อวันที่ 23 เมษายน ผู้ต้องขังเยาวชนประมาณ 500 คนก่อจลาจล โดยมีรายงานมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างผู้ต้องขัง 2 กลุ่มที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งมีเยาวชนต้องขังอยู่ประมาณ 1,200 คนในขณะที่สถานพินิจฯ ออกแบบให้สามารถจุคนได้เพียง 500 คน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์กล่าวว่า สภาพแออัดอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการจลาจลครั้งนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้ต้องขังเยาวชนเสียชีวิตหนึ่งราย นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องขังเยาวชนอีกหนึ่งรายและผู้คุมอย่างน้อย 5 คนได้รับบาดเจ็บ อาคารได้รับความเสียหายบางส่วน ผลการสอบสวนทำให้มีการโยกย้ายผู้ต้องขังเยาวชน 200 คนไปสถานพินิจฯ แห่งอื่นๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์กล่าวว่าการโยกย้ายครั้งนี้เพื่อเป็นการแยกกลุ่มที่ขัดแย้งกัน
ประมาณร้อยละ 25 ของนักโทษทั้งหมดเป็นนักโทษที่รอการพิจารณาคดีซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังแยกจากนักโทษทั่วไป ผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กมักถูกคุมขังรวมกันในห้องขังของสถานีตำรวจเพื่อรอคำสั่งฟ้อง มีสถานพินิจฯ แยกต่างหากสำหรับผู้ต้องขังเยาวชนในทุก จังหวัด แต่ในบางพื้นที่ เยาวชนก็ยังถูกกักกันรวมกับผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพฯ ยังคงมีสภาพไม่ค่อยดี สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นผู้บริหารศูนย์กักกันคนเข้าเมืองซึ่งขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรีและไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่กำกับระบบราชทัณฑ์ตามปกติทั่วไป รายงานที่เชื่อถือได้กล่าวว่าผู้คุมของศูนย์กักกันบางแห่งทำร้ายร่างกายผู้ต้องขัง สภาพแออัดและการขาดบริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงอยู่
ผู้สังเกตการณ์องค์กรระหว่างประเทศรายงานว่า ศูนย์กักกันซอยสวนพลูในกรุงเทพฯ มีสภาพทรุดโทรม ผู้สังเกตการณ์อ้างว่าผู้ต้องขังถูกกระทำทารุณทางเพศและทางกายในขณะที่ถูกคุมขัง มีรายงานว่า ในศูนย์กักกันบางแห่ง ผู้ต้องขังรวมทั้งเด็กไม่ได้รับอนุญาตให้ออกกำลังกาย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ในต่างจังหวัดยังยอมรับว่าศูนย์กักกันที่แม่สาย จังหวัดเชียงรายยังแออัดอยู่
ไม่มีการจำกัดการเข้าเยี่ยมนักโทษและรัฐบาลอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอิสระและองค์การกาชาดสากลสามารถเข้าเยี่ยมนักโทษได้ ผู้แทนองค์การกาชาดสากลได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมนักโทษโดยไม่ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วยและสามารถเข้าเยี่ยมอีกได้หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปลายปี ฝ่ายทหารยังไม่ได้ตอบคำร้องขอขององค์การกาชาดสากลที่ขอเข้าชมสถานกักกันของทหารในสี่จังหวัดภาคใต้ที่มีการกล่าวหาว่าผู้ต้องขังถูกทารุณ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน รัฐบาลประกาศว่า จะไม่อนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่ศูนย์กักกันซอยสวนพลูหรือที่สนามบินสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ ได้อีกต่อไป
ง. การจับกุมหรือการกักกันตามอำเภอใจ
รัฐธรรมนูญห้ามการจับกุมและกักกันตามอำเภอใจ แต่กระนั้น บางครั้ง เจ้าหน้าที่ของทางการบางส่วนยังคงจับกุมและกักกันตามอำเภอใจ ในเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 ผู้นำรัฐประหารประกาศกฎอัยการศึกซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการควบคุมตัวบุคคลได้นานสูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา กฎอัยการศึกมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศจนถึงวันที่ 26 มกราคม เมื่อมีการประกาศยกเลิกใช้ใน 41 จังหวัด อย่างไรก็ตาม กฎอัยการศึกยังมีการบังคับใช้ในทุกพื้นที่ใน 20 จังหวัดและในบางพื้นที่ใน 15 จังหวัดจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ
พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินพ.ศ. 2548 ที่ใช้ในจังหวัดภาคใต้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้นานไม่เกิน 30 วันโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา ตลอดทั้งสามารถเข้าตรวจค้นและจับกุมโดยไม่ต้องมีหมายศาล
บทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจและอุปกรณ์รักษาความมั่นคง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อยู่ภายใต้ความดูแลโดยตรงของนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการตำรวจซึ่งมี 20 คน สตช. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 215,000 คน ใน 10 ภูมิภาคของประเทศ ผู้บัญชาการ สตช. ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตำรวจตระเวนชายแดนมีอำนาจและความรับผิดชอบพิเศษบริเวณชายแดนทั้งนี้เพื่อต่อสู้กับผู้ก่อความไม่สงบและขบวนการแบ่งแยกดินแดน รัฐบาลรักษาการที่เป็นพลเรือนมีอำนาจเหนือตำรวจและหน่วยรักษาความมั่นคงอื่นๆ
ปัญหาทุจริตในหมู่ข้าราชการตำรวจยังมีอยู่ทั่วไป ตำรวจอ้างว่าได้เงินเดือนน้อยจึงทำให้ถูกแรงยั่วยวนจากสินบน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทรมาน ซ้อมและทารุณผู้ต้องขังและนักโทษโดยทั่วไปไม่ถูกลงโทษ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายเกี่ยวพันกับการเอื้อการค้าประเวณีและการค้าสตรีและเด็กโดยเฉพาะเอื้ออำนวยความสะดวกในการให้เหยื่อผ่านทางตามจุดตรวจต่างๆ ตามชายแดนพม่าในภาคเหนือ
ผู้ที่ต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทรมานผู้ต้องขังสามารถร้องเรียนโดยตรงต่อผู้บังคับบัญชาของตำรวจที่ถูกกล่าวหา จเรตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และสำนักนายกรัฐมนตรีก็รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานผู้ต้องขังและการทุจริตของเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกับสำนักงานผู้ตรวจการของรัฐสภา
เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับคำร้องเรียน คณะกรรมการไต่สวนภายในจะเป็นผู้เริ่มการสอบสวนก่อนและอาจสั่งพักราชการเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกกล่าวหาเป็นการชั่วคราวระหว่างที่ดำเนินการสอบสวน บทลงโทษทางวินัยสำหรับความผิดเหล่านี้มีอยู่หลายอย่าง และคดีที่เป็นความผิดร้ายแรงจะถูกส่งไปให้ศาลอาญาพิจารณา สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า ระหว่างเดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคมพ.ศ. 2549 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกฟ้องคดีอาญารวม 255 นาย ในจำนวนนี้ มี 97 นายที่ต้องข้อหาฆาตกรรมหรือพยายามฆ่า ในช่วงปีที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับตำรวจที่ทรมานผู้ต้องขังประมาณ 100 เรื่อง
ในกระบวนการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตอย่างน่าสงสัย รวมทั้งการเสียชีวิตระหว่างถูกตำรวจควบคุมตัว มีข้อกำหนดให้อัยการ แพทย์นิติเวช และเจ้าหน้าที่ทางการท้องถิ่นเข้าร่วมการสอบสวน และโดยส่วนใหญ่ อนุญาตให้สมาชิกครอบครัวของผู้เสียชีวิตแต่งตั้งทนายเข้าร่วมการพิจารณาคดีด้วย อย่างไรก็ตาม มักไม่ค่อยมีการปฏิบัติตามกระบวนการนี้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเองก็ไม่ค่อยใช้สิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิดทางอาญาในระหว่างการจับกุมได้
การจับกุมและการกักขัง
กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องได้รับหมายค้นจากศาลก่อนเข้าทำการตรวจค้น ยกเว้นในบางกรณี แต่ในทางปฏิบัติ ระบบการออกหมายจับอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจนำหลักฐานเท็จมาขอให้ศาลออกหมายจับให้ ตามกฎหมาย บุคคลต้องได้รับแจ้งข้อหาทันทีที่ถูกจับกุมและต้องได้รับอนุญาตให้สามารถแจ้งแก่ผู้ใดผู้หนึ่งถึงการถูกจับกุมได้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกคุมขังติดต่อทนายได้ แต่นักกฎหมายและกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนอ้างว่า ตำรวจมักเพิกเฉยต่อสิทธินี้และทำการสอบสวนโดยผู้ถูกคุมขังโดยไม่ให้มีทนายอยู่ด้วย นักกฎหมายที่ทำงานในจังหวัดภาคใต้รายงานว่า ภายใต้พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉิน นักกฎหมายถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบลูกความที่ถูกคุมขังและมีบุคคลในภาคใต้รายงานว่า ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยมครอบครัวผู้ที่ถูกคุมขัง บางครั้งผู้ที่ถูกคุมขังชาวต่างชาติถูกกดดันให้ลงชื่อสารภาพโดยไม่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากนักแปลที่มีความสามารถ กระทรวงยุติธรรมจะจัดหาทนายให้แก่ผู้ถูกคุมขังที่มีฐานะยากจนโดยรัฐเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายให้
ในกรณีปกติทั่วไป กฎหมายกำหนดให้ตำรวจต้องส่งสำนวนคดีอาญาไปให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องภายใน 48 ชั่วโมงหลังการจับกุม โดยกฎหมายอนุญาตให้ยืดเวลาดังกล่าวออกไปได้ไม่เกิน 3 วัน อัยการสามารถขออำนาจศาลขยายระยะเวลาควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้เพื่อดำเนินการสอบสวนคดี (นานสูงสุดไม่เกิน 84 วันสำหรับคดีร้ายแรงที่สุด) กฎหมายและระเบียบข้อบังคับกำหนดให้ความผิดที่มีระวางโทษสูงสุดไม่เกิน 3 ปีอยู่ในความรับผิดชอบของศาลแขวง ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินคดีแตกต่างออกไป ในคดีเหล่านี้ ตำรวจต้องส่งสำนวนคดีไปให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องภายใน 72 ชั่วโมงหลังการจับกุม ทนายความรายงานว่าตำรวจไม่ค่อยส่งสำนวนต่อศาลภายใน 48 ชั่วโมง จากรายงานของสภาทนายความแห่งประเทศไทย การคุมขังผู้ต้องสงสัยคดีอาญาเพื่อรอการพิจารณาคดีนานถึง 60 วันถือเป็นเรื่องปกติ ปีนี้ต่างจากปีพ.ศ. 2549 คือไม่มีรายงานว่ามีนักเคลื่อนไหวชาวพม่าถูกจับกุมและกักกันตัวในข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาในการขอประกันตัว และโดยทั่วๆ ไป รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ดี กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มรายงานว่ามีบ่อยครั้งที่ตำรวจไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าว หรือไม่ก็ปฏิเสธที่จะเสนอแนะให้มีการประกันตัวหลังจากผู้ต้องหาได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาล
ภายใต้กฎอัยการศึก ทหารมีอำนาจกักกันบุคคลเป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 7 วันโดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 20 มกราคม กองกำลังร่วมระหว่างทหารและตำรวจอ้างกฎอัยการศึกเข้าจับกุมและกักขังบุคคล 18 คนที่สงสัยว่าเกี่ยวพันกับการวางระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ. 2549 และเมื่อเดือนวันที่ 23 มกราคม มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีกหนึ่งคน ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 26 มกราคม แต่ตำรวจได้ตั้งข้อกล่าวหาผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งในข้อหาที่ไม่เกี่ยวกับการวางระเบิด
มีหลายครั้งที่ เจ้าหน้าที่ทางการกักกันบุคคลที่ทำการประท้วงการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ตำรวจคุมตัวผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารและตั้งข้อหาขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติราชการและขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ภายหลัง ผู้ประท้วงได้รับการประกันตัวออกไป เมื่อถึงปลายปี ศาลอาญามีการพิจารณาคดีนี้ ในวันที่ 7 กรกฎาคม กองกำลังสนธิทหาร-ตำรวจในจังหวัดเชียงรายจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารหลังจากที่เขากล่าวปราศรัยโดยตั้งข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนกฎอัยการศึกและรบกวนความสงบเรียบร้อยของสังคม นายสมบัติฯ ถูกกักตัวเป็นเวลา 24 ชั่วโมงที่ค่ายทหารเม็งรายมหาราช ก่อนทางการจะถอนฟ้อง เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ตำรวจจับกุมแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ 9 คนด้วยข้อหาก่อความไม่สงบและขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานอันเกี่ยวกับการประท้วงที่หน้าบ้านพักองคมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ซึ่งต่อมาการประท้วงนั้นเริ่มมีความรุนแรงขึ้น ตำรวจใช้ก๊าซน้ำตาเพื่อสลายการประท้วง และจากเหตุการณ์นี้ มีผู้บาดเจ็บประมาณ 200 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 77 นาย แกนนำที่ถูกกักตัวได้รับการประกันตัวออกไป ข้อมูลจากแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติแจ้งว่า เมื่อถึงปลายปี อัยการก็ไม่ได้ยื่นฟ้องแต่อย่างใด
นิรโทษกรรม
เมื่อวันที่ 12 เมษายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานอภัยโทษนายโอลิเวอร์ จูเฟอร์ ชาวต่างชาติที่ถูกพิพากษาโทษจำคุก 10 ปีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จูเฟอร์ สารภาพว่าเขาพ่นสีดำบนพระบรมฉายาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 30 มีนาคมในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานอภัยโทษหรือลดโทษนักโทษประมาณ 25,000 คนเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา
จ. การปฏิเสธการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้ระบบศาลมีความเป็นอิสระ แม้โดยทั่วไปจะถือกันว่าฝ่ายตุลาการมีความเป็นอิสระ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริตและการใช้อิทธิพลจากภายนอก ตามรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน การที่คดีดังๆ หลายคดีที่เกี่ยวกับการที่ตำรวจและทหารถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบไม่มีความคืบหน้าใดๆ นั้น ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือในระบบตุลาการและเลิกสนับสนุนเหยื่อการทารุณทางสิทธิมนุษยชน (หรือครอบครัวของเหยื่อ) ให้เรียกร้องความยุติธรรม
ระบบศาลพลเรือนแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระ ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วกาลถูกแทนที่ด้วยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วยตุลาการจากศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกา ส่วนศาลทหารซึ่งแยกออกมาต่างหากจะพิจารณาเฉพาะคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการทหารรวมทั้งคดีที่เกิดขึ้นระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึก ส่วนศาลศาสนาอิสลาม (Shari'a) จะรับพิจารณาเฉพาะคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมเท่านั้น
ขั้นตอนการพิจารณาคดี
การพิจารณาคดีของศาลไทยไม่ใช้ระบบลูกขุน การพิจารณาความผิดลหุโทษใช้ผู้พิพากษาคนเดียว ส่วนคดีความผิดที่ร้ายแรงกว่านั้นต้องใช้ผู้พิพากษาสองนายหรือมากกว่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มีการพิพากษาคดีทันที อย่างไรก็ตาม ยังมีคดีที่ค้างคาอยู่ที่ศาลเป็นจำนวนมาก แม้ว่าการพิจารณาคดีส่วนใหญ่จะเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่ศาลอาจสั่งให้มีการพิจารณาลับได้ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ราชวงศ์ การทารุณเด็กและการล่วงละเมิดทางเพศ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้พิพากษาซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ประจำศาลปกครองสูงสุดต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการตุลาการซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษา 10 คนและเจ้าหน้าที่ 3 คนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยวุฒิสภาและสภารัฐมนตรี ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กระบวนการต่างๆ ยังไม่กำหนดชัดเจน ผู้พิพากษาศาลอื่นๆ ทุกระดับเป็นข้าราชการพลเรือนโดยอาชีพซึ่งการแต่งตั้งไม่ต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภา
กฎหมายกำหนดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ จำเลยที่ถูกพิจารณาคดีในศาลอาญาธรรมดาจะได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายหลายประการซึ่งรวมทั้งสิทธิ์ในการเลือกทนายด้วยตนเอง รัฐบาลมีโครงการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่คนยากจนโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่รัฐไม่ได้จัดหาทนายให้แก่จำเลยที่ยากจนโดยใช้งบของรัฐโดยอัตโนมัติ ศาลต้องแต่งตั้งทนายให้ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้เยาว์และในกรณีที่บทลงโทษอาจเป็นการจำคุกเกินกว่า 5 ปีหรือโทษประหารชีวิต การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่มาจากกลุ่มองค์กรเอกชน เช่น สภาทนายความแห่งประเทศไทยและสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย ไม่มีกระบวนการให้แสดงเอกสารเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจ ดังนั้น ทนายและจำเลยไม่สามารถเข้าถึงหลักฐานปรักปรำตนได้ก่อนมีการพิจารณาคดี กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องต่อศาลหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ เพื่อขอการชดใช้สินไหมทดแทน (ความเสียหาย) ได้ และรัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว
องค์กรเอกชนหลายแห่งแสดงความกังวลที่ไม่มีการคุ้มครองพยานที่พอเพียง โดยเฉพาะในคดีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด สำนักงานคุ้มครองพยาน กระทรวงยุติธรรมมีทรัพยากรจำกัดและโดยส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่ประสานงาน ในหลายคดี ตำรวจเป็นผู้ให้การคุ้มครองพยาน พยาน ทนายและนักเคลื่อนไหวในคดีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบรายงานว่าการคุ้มครองพยานไม่พอเพียงและถูกข่มขู่โดยตำรวจที่ถูกส่งไปให้การคุ้มครอง
นักโทษและผู้ต้องขังการเมือง
ไม่มีรายงานว่ามีนักโทษหรือผู้ต้องขังการเมือง
วิธีพิจารณาความแพ่งและการชดใช้สินไหมทดแทน (ความเสียหาย)
กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องต่อศาลหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ เพื่อขอการชดใช้สินไหมทดแทน (ความเสียหาย) ได้ และรัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว
ฉ. การล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้าน หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการ
ด้วยการอ้างอิง รัฐธรรมนูญชั่วคราวห้ามการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้านหรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการ ยกเว้นในบางกรณี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการระบุห้ามการกระทำดังกล่าว และโดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวในทางปฏิบัติ กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องได้รับหมายค้นจากศาลก่อนเข้าทำการตรวจค้น รวมทั้งอาชญากรรมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ โดยมีข้อยกเว้นในบางกรณีเท่านั้น กฎหมายกำหนดให้มีขั้นตอนมาตรฐานในการออกหมายค้น กฎอัยการศึกให้ทหารมีอำนาจตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายศาล และในช่วงปีที่ผ่านมา มีการใช้อำนาจดังกล่าวบางครั้ง
พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในจังหวัดภาคใต้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการในการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องสงสัยโดยไม่ต้องมีหมายศาล สภาทนายความแห่งประเทศไทยได้รับคำร้องเรียนจำนวนมากจากประชาชนในภาคใต้อ้างว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ อย่างไรก็ดี พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงสามารถปฏิบัติงานโดยการไม่ต้องถูกลงโทษดำเนินคดี เมื่อถึงช่วงปลายปี ทั้งพระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินและกฎอัยการศึกยังบังคับใช้ในจังหวัดภาคใต้
มีรายงานว่า ตำรวจตรวจค้นยาเสพติดตามหมู่บ้านชาวเขาในจังหวัดทางภาคเหนือโดยไม่ต้องมีหมายศาล แม้ว่าบางครั้ง เจ้าหน้าที่จะอ้างกฎอัยการศึกในการเข้าค้น การตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นได้รับอนุญาตในกรณีที่มีข้อสงสัยที่สมเหตุสมผลและมีความจำเป็นต้องทำการค้นหาอย่างเร่งด่วน
หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลที่มีแนวความคิดสุดกู่หรือแนวความคิดเป็นที่ขัดแย้งรุนแรง ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศที่มีแนวความคิดลักษณะดังกล่าว
ในช่วงต้นเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจอ้างกฎอัยการศึกทำการตรวจค้นสถานที่ 8 แห่งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับการระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ. 2549
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจยึดริบโปสเตอร์หน้าบ้านพักของนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ วุฒิสมาชิกโดยไม่มีหมายค้น โปสเตอร์ที่ถูกริบนั้นเป็นของครูประทีป มีข้อความวิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พยานรายงานว่าทหารทำลายโปสเตอร์บางส่วนและเข้าบ้านพักครูประทีปเพื่อค้นหาเพิ่มเติมโดยไม่มีหมายค้นอีกเช่นกัน เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ครูประทีปยื่นฎีการ้องทุกข์ ซึ่งเมื่อถึงปลายปีก็ยังรอการพิจารณาอยู่
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม นายไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทยอ้างว่า เจ้าหน้าที่ทหารบุกค้นบ้านพักของเขาในจังหวัดกำแพงเพชรและยึดใบปลิว ป้ายและเสื้อยืดต่อต้านรัฐธรรมนูญ โดยอ้างกฎอัยการศึก
ในช่วงปีที่ผ่านมา นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นโจทก์ร่วมในคดีตำรวจลักพาตัวนายสมชายสามีเธอและเป็นผู้วิจารณ์โจมตีอย่างรุนแรงต่อกรณีการหายสาบสูญโดยการลักพา ทางการให้นางอังคณาอยู่ภายใต้โครงการคุ้มครองพยานเนื่องจากนางถูกข่มขู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับการปล่อยตัวจากข้อกล่าวหาปล้นและลักพาตัวนายสมชาย นีละไพจิตร ยังคงปฏิบัติราชการตามปกติอยู่ มีรายงานว่า นางอังคณาเป็น “ตัวการก่อกวน” หลังจากที่นางอังคณา เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีเมื่อเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนด้วยการคัดค้านการคุมขังบุคคลที่ทางการต้องสงสัยว่ามีส่วนพัวพันในการก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ นางอังคณาอ้างว่าได้รับโทรศัพท์ขู่จากบุคคลหลายคนที่เชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง
ชาวเขายังคงเผชิญปัญหาการขับไล่และการบังคับย้ายที่พำนักไปยังที่แห่งใหม่ เนื่องจากไม่มีหลักฐานแสดงสัญชาติและกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ดิน ชาวเขาเหล่านี้จึงถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ที่ตนทำการเพาะปลูกเลี้ยงชีพมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
มีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลที่ดินภายใต้โครงการลดความยากจนแห่งชาติเพื่อจัดการปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์สึนามิปีพ.ศ. 2547 มูลนิธิชุมชนไทยรายงานว่า มี 13 ชุมชนที่ได้แก้ไขข้อพิพาทตลอดทั้งได้รับสิทธิถือครองระยะยาว ยังมีอีก 224 ชุมชนที่พยายามแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน
ช. การใช้กำลังเกินกว่าเหตุและการใช้อำนาจในทางมิชอบอื่นๆ ในการจัดการปัญหาขัดแย้งภายในประเทศ
ความขัดแย้งภายในประเทศในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม (จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลาและบางพื้นที่ของสงขลา) ยังคงมีอยู่ตลอดปีที่ผ่านมา ผู้ก่อการวางระเบิดและทำร้ายประชาชนเกือบทุกวัน มีผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในสี่จังหวัดเหล่านั้นให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการทั้งฝ่ายตำรวจและพลเรือนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการและมอบอำนาจการรักษาความมั่นคงภายในให้แก่ทหารและตำรวจ นอกจากนี้ พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงสามารถปฏิบัติงานโดยการไม่ต้องถูกลงโทษดำเนินคดี กฎอัยการศึกที่ประกาศเมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้ในสี่จังหวัดเหล่านั้นตลอดปีที่ผ่านมาให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ทหาร
รัฐบาลรักษาการได้แสดงทีท่าประนีประนอมกับชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ในภาคใต้หลายครั้ง รวมทั้งแถลงย้ำหลายครั้งว่า รัฐบาลตั้งใจจะแก้ปัญหาขัดแย้งด้วยวิธีสันติ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของทางการถูกกล่าวโทษว่ากระทำการสังหารโดยมิชอบ ทำการจับกุมตามอำเภอใจและทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันกับผู้ก่อการ และเนื่องจากยังมีการโจมตีที่ยั่วยุมากขึ้นทุกที ความตึงเครียดระหว่างชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์และชุมชนชาวพุทธเชื้อสายไทยในพื้นที่ก็ยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป
การสังหาร
จากข้อมูลสถิติของสถาบันข่าวอิศรา ในช่วงปีที่ผ่านมา ความรุนแรงก่อการแบ่งแยกดินแดนเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 867 คนในเหตุรุนแรง 2,025 ครั้ง อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลอื่นเชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่านั้น เช่นเดียวกับในปีที่ผ่านๆ มา ผู้ก่อการแบ่งแยกดินแดนมักมุ่งเป้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ทางการและผู้แทนศาสนา เช่น ครู พระและข้าราชการอำเภอและเทศบาล เมื่อวันที่ 14 มีนาคม มือปืนซุ่มโจมตีรถบรรทุกในจังหวัดยะลาและสังหารผู้โดยสารชาวพุทธ 8 คน รวมทั้งวัยรุ่นหญิง 2 คน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ในการยิงต่อสู้กับผู้ก่อการในจังหวัดนราธิวาส ทหารนายหนึ่งถูกสังหารและสามนายบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พบทหาร 7 นายเสียชีวิตโดยมีรอยกระสุนปืนยิงที่ศีรษะ
องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำการสังหารโดยมิชอบบุคคลอย่างน้อยสิบกว่าคนที่ต้องสงสัยว่าพัวพันกับการก่อเหตุรุนแรงแบ่งแยกดินแดนแม้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารบกปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้
ในขณะที่ ผู้ก่อการแบ่งแยกดินแดนตั้งเป้าทำร้าย “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” องค์กรเอกชนติดตามสถานการณ์รุนแรงในภาคใต้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์โจมตีทำร้ายพลเรือนดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้น การระเบิดและการสังหารตามเป้าหมายซึ่งบางครั้งก็กระทำในที่สาธารณะเป็นผลให้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บเกือบทุกวัน จากสถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีรายงานว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา มีพลเรือนถูกสังหาร 869 คนและ 1,254 บาดเจ็บอันเป็นผลมาจากการก่อเหตุรุนแรงเอแบ่งแยกดินแดน เมื่อวันที่ 18 และ 19 กุมภาพันธ์ ผู้ก่อการยิงทำร้าย ลอบวางเพลิงและวางระเบิดหลายที่ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลาและสงขลา เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 คนและบาดเจ็บประมาณ 70 คน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม มีการวางระเบิด 7 แห่งในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 13 คน และการระเบิดที่ตลาดอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คนและบาดเจ็บ 26 คน
อาสาสมัครป้องกันภัยที่เป็นพลเรือนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธเชื้อสายไทยจากหมู่บ้านต่างๆ ในภาคใต้ยังคงได้รับการฝึกขั้นพื้นฐานและรับแจกอาวุธ องค์กรสิทธิมนุษยชนแสดงความกังวลที่เห็นอาสาสมัครป้องกันภัยเหล่านี้และประชาชนอื่นๆ ระวังระไวชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ถูกสังหาร 3 คนและบาดเจ็บ 20 คนที่มัสยิดและร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลาหลังเกิดเหตุชาวพุทธเชื้อสายไทย 8 คนเสียชีวิตจากการถูกซุ่มโจมตีรถโดยสารขนาดเล็กในวันเดียวกัน เมื่อวันที่ 9 เมษายน เยาวชนมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ 4 คนถูกสังหารในจังหวัดยะลาโดยกลุ่มบุคคลที่สื่อมวลชนรายงานว่าเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยหมู่บ้านชาวพุทธเชื้อสายไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
เมื่อวันที่ 13 เมษายน ทหารยิงวัยรุ่นสองคนเสียชีวิตในจังหวัดปัตตานี ตามรายงานแจ้งว่าเนื่องมาจากความเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ก่อการร้าย กองทัพบกตกลงจ่ายค่าเสียหายให้แก่ครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายเป็นจำนวนเงินประมาณ 850,000 บาท
ในกลางเดือนพฤษภาคมในจังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงถูกกล่าวหาว่าสังหาร 4 คนในสองเหตุการณ์ ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมจนถึง 4 มิถุนายน ชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์หลายพันคนเดินขบวนประท้วงที่มัสยิดกลางของจังหวัดปัตตานี นำไปสู่การก่อตั้งคณะกรรมาธิการอิสระซึ่งมีหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางรับเรื่องร้องทุกข์ฟ้องร้องรัฐบาลในจังหวัดปัตตานี สงขลา ยะลาและนราธิวาส คณะกรรมาธิการกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ให้งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ
เมื่อวันที่ 5 กันยายน มีรายงานว่านายแวอาแซ มะเด็ง อิหม่ามในจังหวัดนราธิวาสถูกยิงเสียชีวิตขณะขี่รถจักรยานยนต์ไปตลาด เมื่อถึงปลายปี การสืบสวนการสังหารนี้ยังดำเนินอยู่ แต่ไม่มีผู้ใดถูกจับกุมในคดีนี้ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม มีรายงานว่านายอาแซ เด็งซา ซึ่งเป็นอิหม่ามในจังหวัดนราธิวาสเช่นเดียวกันถูกยิงเสียชีวิตโดยผู้ก่อการแบ่งแยกดินแดน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน มีรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการแบ่งแยกดินแดนยิง ฟันและตรึงตะปูแขนขาชายชาวมุสลิมที่ถูกกล่าวว่าให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง
ไม่มีรายงานว่ามีพระสงฆ์ในศาสนาพุทธถูกสังหารอันเนื่องมาจากเหตุการณ์รุนแรงในภาคใต้ ซึ่งต่างจากปีก่อน แม้ว่าจะมีรายงานว่ามีพระสงฆ์ถูกทำร้ายบาดเจ็บในจังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม
ทางการจับกุมและตั้งข้อกล่าวหาชาวบ้านเชื้อสายมาเลย์ที่นับถือศาสนาอิสลามว่ามีส่วนพัวพันกับการฆ่านายทหารนาวิกโยธินสองนายเมื่อปีพ.ศ. 2548 ในจังหวัดนราธิวาส เมื่อถึงปลายปี คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาในศาล ไม่มีความคืบหน้าในคดีสังหารนายสะโตปา ยูโซ๊ะ อิหม่ามคนหนึ่งในจังหวัดนราธิวาสเมื่อปีพ.ศ. 2548
รัฐบาลบูรณะมัสยิดกรือเซะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทหารทำความเสียหายในระหว่างการต่อสู้เมื่อปีพ.ศ. 2547 และนอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดงบประมาณอีก 1,530,000 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปลายปี ไม่มีการจับกุมหรือดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ทางการคนใดที่มีชื่อระบุในรายงานของทางการว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสังหารครั้งนี้
เมื่อเดือนเมษายน ศาลจังหวัดสงขลาเรียกให้มีการชันสูตรพลิกศพสาเหตุการตายของผู้ถูกคุมขังชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ 78 คนที่ตากใบเมื่อปีพ.ศ. 2547 องค์กรเอกชนอ้างว่า เจ้าหน้าที่ทหารในท้องที่ขู่คุกคามพยานในการไต่สวนเพื่อไม่ให้พยานเหล่านั้นให้การ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม มือปืนไม่ทราบนามในจังหวัดนราธิวาสยิงนายมะยูโซ๊ะ มะหลง สามีของนางแยนะ สะแลแม บางคนเชื่อว่า การสังหารครั้งนี้เป็นการขู่นางแยนะ นักสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นจำเลยที่เกี่ยวพันในการไต่สวนคดีตากใบ เมื่อถึงปลายปี ไม่มีผู้ใดถูกจับกุมเกี่ยวกับการสังหารครั้งนี้ และการสืบสวนของทางการตำรวจยังดำเนินอยู่
การลักพาตัว
ในเดือนมีนาคม องค์การสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ออกรายงานที่ระบุ 22 กรณีการหายสาบสูญในจังหวัดภาคใต้ระหว่างปีพ.ศ. 2545 ถึงตุลาคมพ.ศ. 2549 ภายใต้รัฐบาลทักษิณและรัฐบาลรักษาการ ในหลายๆ กรณี บุคคลที่ถูกอ้างว่าหายสาบสูญหายตัวไปหลังถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสอบปากคำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศว่า ตำรวจจะทำการสอบสวนการหายสาบสูญที่ได้รับรายงาน แต่เมื่อถึงปลายปี ก็ไม่มีผู้ใดถูกนำขึ้นศาลพิจารณาคดีหรือตั้งข้อกล่าวหา
เมื่อถึงปลายปี สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ดำเนินการตามโครงการที่จะขุดศพศพนิรนามประมาณ 400 ศพจากสุสานต่างๆ ในภาคใต้ สถาบันฯ ได้รับการอนุญาตจากศาลให้ดำเนินการได้และรัฐบาลได้ทำการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากสมาชิกครอบครัวที่ยื่นคำร้องทุกข์ว่ามีคนในครอบครัวถูกลักพาตัว อย่างไรก็ดี เนื่องจากมีข้อจำกัดทางงบประมาณ ความลังเลของผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะอนุญาตให้เคลื่อนย้ายซากศพข้ามเขตจังหวัด และการคัดค้านจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายบางหน่วย งานพิสูจน์รูปพรรณของศพเหล่านั้นจึงยังไม่ได้เริ่ม สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่นๆ เชื่อว่าหากมีการดำเนินการด้านนี้ จะมีครอบครัวในภาคใต้รายงานการหายสาบสูญมากกว่านี้
ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในคดีนายแวฮาเล็ม กูแวกามะ ถูกลักพาตัวจากอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อเดือนพฤษภาคมพ.ศ. 2549
การทารุณกรรมทางกาย การลงโทษและการทรมาน
กองทัพบกถูกกล่าวหาว่าทรมานผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายบางคน โดยส่วนใหญ่ที่ค่ายอิงคยุทธบริหารของกองทัพภาคที่ 4 ในจังหวัดปัตตานีและค่ายกักกันอื่นๆ ในภาคนั้น สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกองทัพบกสืบสวนคำร้องทุกข์ของนายสุกรี อาดัม ที่กล่าวว่ามีทหารที่ค่ายอิงคยุทธบริหารทรมานเขาและผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายอื่นๆ อีก 5 คนหลังจากที่ถูกจับเมื่อวันที่ 11 เมษายนด้วยข้อหาว่าเกี่ยวพันกับการฆ่าตัดศีรษะชาวพุทธเชื้อสายไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังดำเนินการสืบสวนการเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมของนายอาชารี สะมะแอที่มีรายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่าทารุณทุบตีในขณะที่เขาถูกควบคุมตัวก่อนที่จะถูกนำส่งไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร และภายหลังนายอาชารีเสียชีวิตขณะรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลยะลา
องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งกล่าวหาว่าในกรณีการเสียชีวิตของนายสะการียา ปาโอะ มะนี เมื่อวันที่28 มิถุนายน มีการทรมาน ทางการอธิบายว่าเขาถูกยิงในการโจมตีโดยบุคคลไม่ทราบนามในขณะที่เขาถูกย้ายจากการถูกทหารควบคุมตัวไปอยู่ภายใต้การควบคุมของตำรวจ ซึ่งในการโจมตีครั้งนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารนายใดที่ทำการควบคุมการย้ายของนายสะการียาได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม การชันสูตรพลิกศพระบุสาเหตุการตายว่ามาจากการถูกทำร้ายร่างกาย
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาหารทหารบก และหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีคำสั่งให้ดำเนินการสอบสวนข้อกล่าวหาว่ากรณีนายมูฮัมหมัด อารีย์ ยูโซะถูกทรมานเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นชาวสวนในจังหวัดนราธิวาสที่อ้างว่าทหารทรมานเขาในขณะที่เขาถูกคุมขังในสถานกักกันแห่งหนึ่งในภาคใต้ เมื่อถึงปลายปี คดีนี้ก็ยังอยู่นระหว่างการสืบสวน
ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทำการสอบสวนคำร้องทุกข์ว่าตำรวจซ้อมชายชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ในขณะที่ถูกควบคุมตัวเมื่อปีพ.ศ. 2547
ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายหลายร้อยคนซึ่งบางคนก็ยังเป็นผู้เยาว์ และในบางกรณี ทางการก็คุมขังผู้ต้องสงสัยเป็นเดือนหรือนานกว่าเดือนภายใต้พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินและกฎอัยการศึก องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งเห็นว่าการจับกุมเหล่านี้เป็นการกระทำตามอำเภอใจ เกินกว่าเหตุและยาวนานโดยไม่จำเป็น องค์กรเหล่านี้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพแออัดของสถานกักกัน สื่อบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่ฝ่ายความมั่นคงจับกุมผู้ชายทุกคนในหมู่บ้านหรือคุมขังผู้สูงอายุหรือผู้ทุพพลภาพ
พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในจังหวัดยะลา นราธิวาสและปัตตานีและบางส่วนของสงขลาให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการในการจับกุมและคุมขังผู้ต้องสงสัยได้นาน 30 วันโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา หลัง 30 วัน ทางการสามารถคุมขังผู้ต้องสงสัยได้ภายใต้กฎหมายอาญาปกติ การคุมขังเหล่านี้ไม่เหมือนการคุมขังภายใต้กฎอัยการศึกเพราะต้องมีคำอนุญาตจากศาลแม้ว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนจะร้องเรียนว่าศาลไม่ใช้อำนาจของศาลในการพิจารณาการคุมขังเหล่านี้ ไม่มีข้อมูลสถิติจากรัฐบาล แต่เมื่อถึงปลายปี เจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงว่ามีคนหลายพันคนถูกจับกุมภายใต้กฎหมายเหล่านี้และประมาณร้อยละ 10 ของผู้ที่ถูกจับกุมถูกดำเนินคดี ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา มีใครในภาคใต้ถูกคุมขังภายใต้กฎอัยการศึกเพียงอย่างเดียวหรือไม่
เมื่อวันที่ 7 กันยายน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกรายงานผลการสอบสวนการกักขัง 348 คนที่ถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในเดือนกรกฎาคมภายใต้พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉิน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสรุปว่าเหตุผลการจับกุมเหล่านี้ไม่ชัดเจน เป็นการสุ่มจับ และการจับกุมและการคุมขังผู้เยาว์ฝ่าฝืนกฎหมายอาญาเนื่องจากทางการดำเนินการสอบปากคำผู้เยาว์โดยไม่มีผู้ที่ได้รับการฝึกการดูแลผู้เยาว์อยู่ร่วมด้วย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ข้อสังเกตว่าสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานกักกันของทหารอย่างน้อยสามแห่งไม่พอเพียงและไม่ถูกสุขลักษณะและร่องรอยบาดแผลที่เห็นได้ชัดบนร่างกายของผู้ต้องขังชี้ให้เห็นหลักฐานการทรมานในขณะที่ถูกทางการคุมขัง
ไม่มีการดำเนินคดีอาญาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่ถูกกล่าวหาว่าทารุณผู้ต้องขังแม้ว่าบางคนอาจถูกโยกย้ายภายในหน่วย
นอกจากนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงการของรัฐบาลที่จะย้ายผู้ต้องขังประมาณ 400 คนซึ่งทางการไม่ดำเนินคดีอาญาให้ไปอยู่ที่ชุมพร ระนองและสุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่ทหารแถลงว่า ผู้ต้องขังที่ค่ายเหล่านี้ได้เข้าร่วมในโครงการฝึกอาชีพระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล แม้ว่าที่เจ้าหน้าที่รัฐยืนยันว่าการเข้าร่วมโครงการนี้เป็นการสมัครใจ แต่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ทหารข่มขู่ผู้ต้องขังว่าจะดำเนินคดีในข้อหาช่วยเหลือการก่อการร้ายหรือจะเอาชื่อพวกเขาขึ้นบัญชีดำหากไม่เข้าร่วมโครงการ ทหารไม่อนุญาตให้องค์กรระหว่างประเทศเข้าสังเกตการณ์ในสถานกักกันของทหารเหล่านี้ เช่น คณะกรรมการกาชาดสากล นอกจากนี้ มีรายงานว่า ทางการไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังติดต่อกับครอบครัวในขณะถูกคุมขังและบางครั้ง บางคนก็ถูกคุมขังในที่ห่างไกลที่ทำให้ครอบครัวไปเยี่ยมลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูง
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระนองและชุมพรพิพากษาว่ากองทัพไม่อาจบังคับให้บุคคลเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กองทัพห้ามผู้ต้องขังหลายคนกลับภูมิลำเนาจนถึงวันที่ 17 และ 18 พฤศจิกายน เมื่อกองทัพยกเลิกคำสั่งลงวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ห้ามอดีตผู้ต้องขังหลายคนเดินทางไปหรือไปพักอาศัยในจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาสเป็นเวลา 6 เดือน เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องขัง 3 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมอีกครั้งในวันที่ 3-4 พฤศจิกายนโดยวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือในการจับกุมครั้งใหม่
ทหารเด็ก
มีรายงานว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเกณฑ์เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ทำการก่อการร้าย
การกระทำมิชอบอื่นๆ ที่เนื่องมาจากความขัดแย้ง
มีรายงานว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนใช้ผู้หญิงและเด็กเป็นโล่เพื่อประจันหน้าหรือยั่วยุเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฯ เหล่านั้น ในการปฏิบัติการโต้ตอบ เมื่อวันที่ 18 มกราคม ทหารและตำรวจประกาศว่าจะเริ่มใช้ข้อกำหนด ในกฎอัยการศึกที่ห้ามการชุมนุมของบุคคลเกินกว่า 10 คน
ผู้ก่อการร้ายเผาโรงเรียนกว่าร้อยแห่งในภาคใต้ รัฐบาลประกาศปิดโรงเรียนทั่วภาคใต้เป็นบางช่วงเนื่องจากมีการโจมตีทำร้ายครูและอาคารเรียน รัฐบาลให้อาวุธแก่พลเรือนชาวไทยพุทธและชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์บางคน เพิ่กำลังป้องกันโรงเรียนและวัดพุทธและจัดให้ทหารคุ้มครองพระสงฆ์และครู
เหตุรุนแรงแบ่งแยกดินแดนได้แก่ การโจมตีสถานพยาบาล เช่นการทำลายศูนย์อนามัยสองแห่งในยะลาเมื่อวันที่ 4 เมษายน ในเดือนสิงหาคม องค์การสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch รายงานว่าเหตุรุนแรงนี้ทำให้ศูนย์อนามัยชุมชนหลายแห่งลดเวลาทำการและแพทย์บางคนไม่ค่อยเต็มใจไปเยี่ยมผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 อาสาสมัครอนามัย 49 คนถูกสังหาร 33 คนบาดเจ็บและมีศูนย์อนามัยชุมชน 21 แห่งในภาคใต้ถูกวางเพลิงหรือวางระเบิด
แม้ว่าจะไม่มีสถิติของรัฐ แต่มีรายงานว่ามีชาวพุทธเชื้อสายไทยจำนวนมากหนีออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นไปอยู่จังหวัดอื่น
หมวดที่ 2 การเคารพสิทธิเสรีภาพของพลเมือง อันประกอบด้วย
ก. เสรีภาพในการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชน
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ระบุให้เสรีภาพด้านการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชนโดยมีการยกเว้นบางกรณี เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังคงจำกัดสิทธิหลายประการ
ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 เสรีภาพด้านการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชนมักถูกจำกัดด้วยการแทรกแซงจากรัฐบาลและการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทต่อผู้สื่อข่าว หลังการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 สื่อกระจายเสียงโดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุ ถูกสอดส่องอย่างใกล้ชิดและบางครั้งก็ถูกรัฐบาลทหารตรวจสอบ หลายวันหลังการรัฐประหาร มีการตรวจสอบทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น รัฐบาลสั่งปิดกั้นเว็บไซต์ที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำรัฐประหารและผู้ที่แสดงว่าสนับสนุนทักษิณแต่เมื่อถึงปลายปีพ.ศ. 2549 ประชาชนก็สามารถเข้าเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่เคยถูกปิดกั้น หลายเดือนหลังการรัฐประหาร รัฐบาลยังคงกดดันสื่อโดยเฉพาะสื่อกระจายเสียงให้ร่วมมือออกข่าวและให้ข้อมูลที่เป็นจริงและสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงจากรัฐบาลหลังจากนั้นก็ลดลง สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อกระจายเสียงรายงานข่าววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลรักษาการและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขรวมทั้งคำปราศรัยและกิจกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม คณะรัฐมนตรีประกาศยกเลิกคำสั่งของผู้นำรัฐประหารที่สั่งการให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร “ตรวจสอบ ป้องกัน ปิดและทำลาย” ข้อมูลที่แพร่ตามเครือข่ายโทรคมนาคมที่มี “บทความ ข้อความ คำพูดและวาทกรรมใดๆ” ที่บ่อนทำลายผู้นำการรัฐประหาร
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ปีพ.ศ. 2484 ที่กำหนดให้ผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์ต้องมีใบอนุญาตและให้อำนาจทางการสามารถสั่งปิดหนังสือพิมพ์ได้ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติฉบับใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมยังยกเลิกบทแก้ไขพระราชบัญญัติการพิมพ์ปีพ.ศ. 2484 และประกาศคณะปฏิวัติสามฉบับที่ห้ามเสรีภาพของสื่อ ผู้สื่อข่าวสิ่งพิมพ์และนักเคลื่อนไหวสื่อมวลชนชื่นชมกับกฎหมายใหม่นี้และเห็นว่าเป็นก้าวที่ดีในการพัฒนาเสรีภาพของสื่อ
กฎหมายระบุว่า รัฐบาลอาจจำกัดสิทธิ์เสรีภาพด้านการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชนเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน คุ้มครองสิทธิ์ของผู้อื่น ปกป้องศีลธรรมอันดีของประชาชนและป้องกันการลบหลู่พุทธศาสนา กฎหมายความผิดต่อกษัตริย์และห้ามการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหนดว่าการวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์และเชื้อพระวงศ์ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา กฎหมายอนุญาตให้ตำรวจปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ในยามที่เกิดสงครามหรือเหตุวิกฤตระดับประเทศ แต่ต้องกระทำด้วยคำสั่งศาลเท่านั้น กฎหมายอนุญาตให้ตำรวจจำกัดหรือยึดสิ่งพิมพ์และอื่นๆ เนื่องจากรบกวนความสงบสุข เป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชนหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐบาลอาจตั้งข้อจำกัดสื่อสิ่งพิมพ์หรือวิทยุโทรทัศน์ภายใต้พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2548 พระราชกำหนดนี้ให้อำนาจรัฐบาลในการ “ห้ามตีพิมพ์และแจกจ่ายข่าวและข้อมูลที่อาจทำให้ประชาชนเสียขวัญหรือที่มีเจตนาบิดเบือนข้อมูล” พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินนี้ให้อำนาจรัฐบาลในการตรวจสอบหนังสือพิมพ์และประกาศห้ามสิ่งพิมพ์ แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมา จะไม่มีการใช้อำนาจนี้ก็ตาม
รัฐบาลและเครือบริษัทสื่อขนาดใหญ่ซึ่งบางเครือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลทักษิณที่ถูกโค่นล้มยังคงถือหุ้นจำนวนมากในธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่สำคัญหลายฉบับ
หน่วยงานของรัฐยังคงเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกสถานี ซึ่งได้แก่สถานีวิทยุเอเอ็มและเอฟเอ็มที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการว่าเป็นคลื่น ”ปกติ” รวม 524 สถานี กองทัพและตำรวจยังคงถือกรรมสิทธิ์ในสถานีวิทยุ 244 สถานีโดยให้เหตุผลเรื่องความมั่นคง ส่วนหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของสื่อกระจายเสียงของรัฐได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยซึ่งเคยเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งรัฐบาลยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สถานีวิทยุและโทรทัศน์เกือบทั้งหมดให้บริษัทเอกชนเช่า
เมื่อถึงปลายปี คดีนายมานพ รัตนจรุงภรณ์ ผู้สื่อข่าวที่ถูกยิงที่จังหวัดพังงาเมื่อเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2549 ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีการสรุปคดีนายสันติ ลำมณีนิล เจ้าของหนังสือพิมพ์พัทยาโพสต์และผู้สื่อข่าวอิสระที่ถูกฆ่าตายเมื่อเดือนพฤศจิกายนพ.ศ. 2549 ยังไม่มีความคืบหน้าในคดีสังหารนายพฤฒิพงศ์ มโรหบัด ช่างภาพของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีที่จังหวัดปัตตานีและนายพงษ์เกียรติ แซ่ตั้ง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์หาดใหญ่โพสต์เมื่อพ.ศ. 2548 ทั้งหมดนี้เชื่อว่าถูกสังหารเนื่องจากรายงานข่าวที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง
การที่สื่อสิ่งพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมือง บุคคลที่มีชื่อเสียงและรัฐบาลถือเป็นเรื่องปกติ นักหนังสือพิมพ์มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมของรัฐบาลโดยไม่ต้องเกรงว่าจะถูกตอบโต้ อย่างไรก็ตาม โดยปกติ สื่อสิ่งพิมพ์มีการพิจารณาตรวจสอบรายงานข่าวและบทความของตนก่อนนำเสนอ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของชาติ รัฐบาลตรวจสอบการรายงานข่าวของสื่อกระจายเสียงทั้งทางตรงและทางอ้อม และเห็นได้ชัดว่าสื่อมีการตรวจสอบการรายงานข่าวและบทความของตนก่อนนำเสนอ อย่างไรก็ตาม สื่อกระจายเสียงยังรายงานการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่สื่อก็ถูกจำกัดอย่างมากในการเสนอข่าวที่สนับสนุนทักษิณ
เมื่อวันที่ 10 มกราคม เลขาธิการ คมช. เรียกบรรณาธิการและผู้บริหารสื่อหลายสิบคนให้เข้าพบที่กองบัญชาการกองทัพบกและเตือนว่าจะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ที่ละเลยคำขอร้องของ คมช. ที่ขอให้เสนอข่าวที่ “สร้างสรรค์” เท่านั้น แม้จะมีการเตือน แต่สื่อวิทยุและโทรทัศน์ก็ยังคงรายงานข่าววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
โดยทั่วไป สื่อต่างประเทศได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้อย่างเสรี แม้จะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เมื่อวันที่ 15 มกราคม รัฐบาลระงับสัญญาณสถานีโทรทัศน์ CNN ที่เสนอการสัมภาษณ์ทักษิณ
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ทางการระงับสัญญาณสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวีเป็นเวลา 10 ชั่วโมงในการออกอากาศครั้งแรกของสถานี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมที่เพิ่งก่อตั้งใหม่นี้เป็นของสมาชิกอดีตพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เดิมสถานีมีกำหนดการเริ่มออกอากาศในวันที่ 1 มีนาคม แต่มีการกล่าวหาว่า ถูกถ่วงให้ต้องเลื่อนเวลาออกอากาศเพราะการสื่อสารแห่งประเทศไทยและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่ดำเนินการโดยรัฐปฏิเสธอนุญาตให้เชื่อมสัญญาณของสถานีโทรทัศน์พีทีวีเข้ากับเครื่องรับส่งสัญญาณดาวเทียม มีรายงานว่า สถานีฯ เริ่มออกอากาศในวันที่ 17 มีนาคม และเมื่อถึงปลายปี สถานีฯ ดำเนินการออกอากาศทั้งทางอินเทอร์เน็ตและทางดาวเทียม
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ คณะรัฐมนตรีมีมติจะยกเลิกใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งเป็นสถานีที่ทักษิณขายให้บริษัท Temasek Holdings ของสิงคโปร์หากสถานีฯ ไม่สามารถจ่ายค่าปรับและค่าสัมปทานย้อนหลังจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 102,200,000 ล้านบาทภายในหนึ่งสัปดาห์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ไอทีวีหยุดออกอากาศและสองวันต่อมา ก็ออกอากาศใหม่ในนามสถานีวิทยุโทรทัศน์ทีไอทีวีและดำเนินการโดยกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พนักงานทีไอทีวียื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฟ้องร้องว่ารัฐสั่งห้ามรายงานข่าววิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาล เมื่อถึงปลายปี สมาคมยังดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้อยู่ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม กรมประชาสัมพันธ์สั่งโยกย้ายบรรณาธิการข่าวและผู้บริหารทีไอทีวีจำนวน 16 คนไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีบทบาทใดๆ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเรียกร้องให้มีการอธิบายการโยกย้ายกระทันหันนี้ โดยแย้งว่าการโยกย้ายดังกล่าวอาจกระทบกระเทือนการรายงานข่าวการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมของสถานี สื่อรายงานว่า การกล่าวหากรมประชาสัมพันธ์ว่ากดดันเจ้าหน้าที่ทีไอทีวีไม่ให้ออกอากาศการสัมภาษณ์ทักษิณที่เดิมมีกำหนดการแพร่ภาพในวันที่ 25 ธันวาคม
พิธีกรรายการสนทนาทางโทรทัศน์ที่เป็นที่นิยมสามคนโดยหนึ่งในนั้นคือ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถูกพิพากษาโทษจำคุกสองปีด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทอันเนื่องจากการกล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่ทางการเมื่อปีพ.ศ. 2548 และ 2549 คณะกรรมการคุ้มครองสื่อประณามคำพิพากษาโดยอ้างว่าการตัดสินดังกล่าวทำให้ผู้สื่อข่าวต้องตรวจสอบการรายงานข่าวของตนก่อนนำเสนอมากขึ้น เมื่อถึงปลายปี ทั้งสามคนได้รับการประกันตัวและคดีก็อยู่ในระหว่างรออุทธรณ์
ในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่มีรายงานข่าวว่ามีผู้สื่อข่าวถูกจำคุกเนื่องจากรายงานข่าวที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม มีรายงานว่า ศาลอาญาสั่งปรับบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 100,000 บาทและพิพากษาจำคุกบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นเวลา 6 เดือนฐานโฆษณาหมิ่นประมาทอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ศาลวินิจฉัยข้อกล่าวหาที่ยื่นฟ้องในช่วงรัฐบาลทักษิณและพิพากษาจำคุกสามปี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการและผู้วิจารณ์รัฐบาลทักษิณอย่างรุนแรง ฐานหมิ่นประมาททักษิณในช่วงการประท้วงรัฐบาลเมื่อมีนาคมพ.ศ. 2549 สนธิได้รับอนุญาตประกันตัวและกล่าวว่าจะยื่นอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่ารัฐบาลรักษาการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเพื่อกดดันการวิจารณ์ผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำอื่นๆ
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไม่ได้รายงานว่าบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของขู่ว่าจะเลิกสัญญาให้เงินค่าโฆษณาเพราะท่าทีบางอย่างในบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ซึ่งต่างจากปีที่แล้ว นอกจากนี้ ไม่มีรายงานว่ารัฐบาลพยายามจะทำให้สื่อมวลชนปกติเสียความน่านับถือด้วยการเป็นเครื่องมือโฆษณาให้รัฐบาลแต่แสดงตนว่าเป็นสื่อที่มีความเป็นกลาง
สถานีวิทยุกระจายเสียงต้องต่อใบอนุญาตทุกปี และต้องถ่ายทอดสัญญาณผ่านเครื่องส่งของรัฐบาล กฎหมายกำหนดให้สถานีวิทยุทุกแห่งต้องถ่ายทอดรายการข่าวที่รัฐบาลผลิตวันละ 2 ช่วงๆ ละ 30 นาที มีสถานีวิทยุชุมชนจำนวนประมาณ 2,000 – 3,000 สถานีทั่วประเทศดำเนินการภายใต้กฎระเบียบที่แตกต่างไป เนื่องจากระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการแพร่ภาพกระจายเสียงในปัจจุบันกำหนดให้หน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเท่านั้น โดยหลักแล้ว การดำเนินงานของสถานีวิทยุชุมชนเหล่านี้จึงถือว่าผิดกฎหมายแต่สถานีวิทยุชุมชนส่วนใหญ่ก็ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อไปได้หากลงทะเบียนกับรัฐบาลอย่างถูกต้อง ในช่วงสองปีที่ผ่านมา กรมประชาสัมพันธ์ปิดสถานีวิทยุชุมชนกว่า 20 แห่งเนื่องจากใช้ความถี่ผิดกฎหมายและรบกวนการสื่อสารของการบิน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม กรมประชาสัมพันธ์สั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนคนรู้ใจ (Confidante Radio) เอฟเอ็ม 87.75 ในจังหวัดนนทบุรีหลังจากที่ออกอากาศการสัมภาษณ์ทักษิณทางโทรศัพท์ เมื่อถึงปลายปี สถานีดังกล่าวแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต คณะกรรมการคุ้มครองสื่อประณามการกระทำของรัฐบาลที่มีต่อสถานีวิทยุที่เผยแพร่ข้อมูลที่เห็นว่าสนับสนุนทักษิณ
หลังการรัฐประหารในเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 ไม่มีความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติซึ่งมีหน้าที่จัดสรรคลื่นวิทยุและโทรทัศน์และกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง บททัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการฯ เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยแล้ว
ในเดือนตุลาคม มีรายงานว่า หน่วยตรวจพิจารณาการแพร่ภาพกระจายเสียงของรัฐบาลสั่งห้ามพรรคพลังประชาชนและพรรคถิ่นไทยไม่ให้แพร่โฆษณาหาเสียงที่เห็นว่า “ก่อให้เกิดการแตกแยก” มีรายงานว่าโฆษณาหาเสียงเหล่านี้ได้รับอนุญาตให้แพร่ภาพกระจายเสียงหลังจากที่ทั้งสองพรรคตัดส่วนที่ไม่ควรออกไปแล้ว
รัฐบาลยังคงห้ามนำเข้าและจำหน่ายหนังสือเรื่อง The King Never Smiles ที่เขียนโดยพอล แฮนด์ลีย์และจัดพิมพ์ในต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 28 กันยายน รัฐบาลสั่งห้ามจำหน่ายและแจกจ่ายหนังสือเรื่อง "ค่อนศตวรรษ ประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม" ที่เขียนโดยนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าหนังสือเล่มนิ้ “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” มีรายงานว่า ตำรวจได้ยึดหนังสือที่วางขายแล้ว
เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต
บุคคลและกลุ่มบุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นโดยสันติทางอินเทอร์เน็ตรวมถึงการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง รัฐบาลจำกัดการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตบ้างและมีรายงานว่ารัฐบาลตรวจสอบและระงับการเข้าห้องสนทนาทางอินเทอร์เน็ต
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม รัฐบาลรักษาการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดการกระทำประเภทใหม่ๆ อันถือว่าเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ กำหนดขั้นตอนการเข้าค้นและยึดคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ในการสืบสวนคดีอาชญากรรมบางคดี และกำหนดให้อำนาจกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการร้องขอและบังคับใช้การระงับการเผยแพร่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ การปิดประกาศข้อมูลเท็จทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นการคุกคามความปลอดภัยของประชาชน ก่อให้เกิดความระส่ำระสายหรือทำให้บุคคลอื่นได้รับความเดือดร้อนจะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 100,000 บาท และหากการกระทำใดมีผลให้เกิดการเสียชีวิตจะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปีและปรับไม่เกิน 300,000 บาท นอกจากนี้ หากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใดตั้งใจเห็นด้วยหรือสนับสนุนการตีพิมพ์ข้อความผิดกฎหมาย ก็จะมีความผิดด้วย นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเก็บข้อมูลผู้ใช้ทุกคนเป็นเวลา 90 วันในกรณีที่เจ้าหน้าที่ทางการต้องการข้อมูลเหล่านั้น นักเคลื่อนไหวด้านสื่อวิจารณ์กฎหมายฉบับนี้โดยกล่าวว่า คำจำกัดความของการกระทำผิดที่ระบุไว้กินความกว้างเกินไปและบทลงโทษก็รุนแรงเกินไป
ในเดือนสิงหาคม ในเหตุการณ์สองเหตุการณ์ ผู้จัดการเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งและผู้สนทนาทางอินเทอร์เน็ตถูกจับและถูกกล่าวโทษภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ด้วยข้อหาว่าปิดประกาศข้อความว่าวิจารณ์ราชวงศ์ ทั้งสองคนได้รับการประกันตัว และเมื่อถึงปลายปี อัยการยังไม่ได้ยื่นฟ้องอาญาในคดีนี้ มีรายงานที่ไม่ได้รับยืนยันจากองค์กรเอกชนสิทธิพลเมืองหลายแห่งว่าบุคคลเหล่านี้ถูกจับโดยไม่มีหมายศาลและถูกควบคุมตัวเป็นเวลาหลายวันโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อหาผู้แทนทางกฎหมาย
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทยอ้างว่ามีการระงับการเข้าเว็บไซต์อินเทอร์เน็ตกว่า 11,000 เว็บไซต์ และได้ยื่นเรื่องขออย่างเป็นทางการต่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เปิดเผยรายละเอียดรายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกระงับการเข้า ซึ่งกระทรวงฯ ปฏิเสธคำร้องขอ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแถลงว่า ในช่วงหกเดือนแรกของปีที่ผ่านมา ประมาณกว่า 200 เว็บไซต์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์ลามกถูกระงับการเข้า
เมื่อวันที่ 3 เมษายน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสั่งห้ามเข้าเว็บไซต์ YouTube เนื่องจากเว็บไซต์ดังกล่าวปิดประกาศวีดิทัศน์ที่พิจารณาว่าขัดต่อกฎหมายที่ห้ามวิจารณ์ราชวงศ์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยกเลิกการสั่งห้ามเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมหลังจากที่ YouTube ตกลงระงับการเข้าเนื้อหาบางอย่างที่รัฐบาลพิจารณาว่าผิดกฎหมาย
กระดานสนทนาและเวทีอภิปรายบนอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ทางการเมืองจำนวนมากเลือกที่จะตรวจสอบข้อความของตนก่อนนำเสนอและคอยตรวจสอบการอภิปรายอย่างใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสั่งปิดกั้นการเข้าถึง เมื่อวันที่ 8 เมษายน รัฐบาลปิดห้องสนทนาการเมืองชื่อราชดำเนินชั่วคราวโดยอ้างความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ หลังจากนั้น มีรายงานเมื่อห้องสนทนาเปิดอีก ผู้จัดการและผู้ใช้เว็บจะทำการตรวจสอบข้อความของตนอย่างเข้มงวดก่อนขึ้นกระดานสนทนา ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลสั่งปิดกั้นการเข้าถึงสองเว็บไซต์ที่สนับสนุนทักษิณเป็นครั้งคราว แม้ว่ามักไม่ค่อยมีคำอธิบายจากทางการให้เหตุผลของการปิดกั้นการเข้าถึง โดยทั่วไป รัฐบาลก็ยกเลิกการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าวภายในเวลาไม่กี่วัน เมื่อถึงปลายปี ผู้ใช้จากภายในประเทศก็สามารถเข้าทั้งสองเว็บไซต์ได้
เสรีภาพทางวิชาการและการแสดงทางวัฒนธรรม
รัฐบาลไม่ได้จำกัดเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังรัฐประหาร มีรายงานว่า ตำรวจจังหวัดนครปฐมสอบปากคำ ผศ. บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ อาจารย์สาขาวิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากร และขู่ว่าจะแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจาก ผศ. บุญส่ง มีข้อสอบถามนักศึกษาว่าราชวงศ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมไทยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปลายปี ก็ยังไม่มีการตั้งข้อหาผศ. บุญส่ง
ในช่วงปีที่ผ่านมา รศ. ใจ อึ้งภาภรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายงานว่าร้านหนังสือของมหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะจำหน่ายหนังสือของเขาที่ชื่อเรื่อง “A Coup for the Rich” แต่หนังสือดังกล่าวมีจำหน่ายที่อื่นทั่วไป
การแสดงทางวัฒนธรรมอาจถูกห้ามโดยปกติด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความเหมาะสมทางด้านสังคม เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติแก้พระราชบัญญัติภาพยนตร์ปีพ.ศ. 2473 กฎหมายฉบับใหม่มีบทบัญญัติเหมือนพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับเดิมที่กำหนดให้เจ้าของโรงภาพยนตร์และผู้แพร่ภาพกระจายเสียงส่งฟิล์มภาพยนตร์ที่ต้องการจะฉายให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ตรวจสอบก่อน คณะกรรมการฯ อาจสั่งระงับการฉายภาพยนตร์ได้ถ้าเจ้าของภาพยนตร์ไม่ยอมตัดบางส่วนของภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสมออก เหตุผลในการตัดหรือห้ามฉายมีอาทิ ละเมิดบรรทัดฐานด้านวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของชาติ มีอยู่บ่อยครั้งที่เจ้าของโรงภาพยนตร์และผู้แพร่ภาพกระจายเสียงจะตรวจพิจารณาตัดต่อภาพยนตร์ของตนก่อนส่งมอบฟิล์มภาพยนตร์ให้คณะกรรมการฯ คณะกรรมการฯ กล่าวว่า ไม่มีภาพยนตร์ถูกห้ามฉายอีกเลยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 ในช่วงปีที่ผ่านมา นายอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์รายงานว่า ตำรวจไม่อนุญาตให้เขาแจกจ่ายภาพพิมพ์ของภาพยนตร์ “แสงศตวรรษ” จนกว่าเขาจะยอมปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการฯ ที่ให้ตัดหลายฉากออก
ข. เสรีภาพในการชุมนุมกันอย่างสงบและการจัดตั้งสมาคม
เสรีภาพในการชุมนุม
แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะไม่ได้ระบุการให้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมแต่โดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าว ยกเว้นบางกรณี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้เสรีภาพในการชุมนุมแม้จะมีข้อยกเว้นเนื่องจากกฎอัยการศึกและพระราชกำหนดภาวะฉุกเฉิน กฎอัยการศึกที่ให้อำนาจแก่ทหารในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมมีผลบังคับใช้ในทุกพื้นที่ของ 20 จังหวัดและในบางพื้นที่ของ 15 จังหวัด พระราชกำหนดที่ประกาศเมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 ห้ามพรรคการเมืองชุมนุมทางการเมืองหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองทุกประเภทมีผลบังคับใช้จนกระทั่งวันที่ 18 กรกฎาคม เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติยกเลิกข้อจำกัดการชุมนุมทางการเมืองและการลงทะเบียนของพรรคการเมือง ข้อจำกัดดังกล่าวยกเลิกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม
พระราชกำหนดฉุกเฉินสำหรับจังหวัดในภาคใต้ให้อำนาจรัฐบาลในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม แต่ไม่มีการใช้สิทธิดังกล่าวในช่วงปีที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่รัฐในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและระยองห้ามคนงานอพยพ โดยเฉพาะผู้ที่มาจากกัมพูชา พม่าและลาว ไม่ให้ชุมนุมนอกเหนือจากข้อจำกัดอื่นๆ ในขณะที่จังหวัดภูเก็ต ระนองและพังงาห้ามชุมนุมมากกว่า 5 คนขึ้นไป นายจ้างอาจขออนุญาตจากทางการให้คนงานอพยพจัดงานชุมนุมทางวัฒนธรรมได้
ตลอดเดือนกันยายน กลุ่มต่อต้านรัฐประหาร ได้แก่ สถานีโทรทัศน์พีทีวี แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ สมาพันธ์ประชาธิปไตย และเครือข่าย19 กันยาต้านรัฐประหาร ทำการประท้วงอย่างสันติโดยส่วนใหญ่หลายครั้งในกรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่นๆ ต่อต้านผู้นำรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนมีประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ในเดือนสิงหาคม การประท้วงมีผู้เข้าร่วมประมาณ 30,000 คน มีรายงานว่า ทหารและตำรวจตั้งด่านกั้นถนน และสอบปากคำผู้โดยสารยานพาหนะ รถโดยสารและรถไฟเพื่อป้องกันไม่ให้คนจากทางเหนือและอีสานเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการประท้วง แม้ว่าผู้ประท้วงในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง ทางการก็ปล่อยให้ผู้ประท้วงแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีเหตุกระทบกระทั่งใดๆ
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม การปะทะระหว่างตำรวจกว่า 2,000 นายและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่ประท้วงต่อต้านรัฐประหารอย่างน้อย 3,000 คนมีผลให้ผู้ประท้วงประมาณ 200 คนและตำรวจ 77 นายต้องบาดเจ็บหน้าบ้านพักของประธานองคมนตรี เปรม ติณสูลานนท์ พยานและสื่อรายงานว่าผู้ประท้วงเริ่มเดินขบวนที่ไม่ได้รับอนุญาตไปยังบ้านพักของประธานองคมนตรี เปรมและบุกผ่านเครื่องกีดขวางของตำรวจ ตำรวจใช้ก๊าซน้ำตาและสเปรย์พริกไทยเพื่อสลายการประท้วง โดยกล่าวว่าตำรวจตัดสินใจดำเนินการดังกล่าวหลังจากที่ล้มเหลวในความพยายามเจรจาให้สลายการประท้วงอย่างสันติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ตำรวจคุมขังแกนนำการประท้วง 9 คนและตั้งข้อหาภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาว่าจัดชุมนุมผิดกฎหมายอันก่อให้เกิดความวุ่นวาย ภายหลัง แกนนำเหล่านั้นได้รับการประกันตัวออกมา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติกล่าวว่า เมื่อถึงปลายปี อัยการก็ยังไม่ได้ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 26 กันยายน สภานิติบัญญัติลงมติให้คัดชื่อนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ให้ออกจากการเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเนื่องจากนายจรัลเข้าร่วมการประท้วงครั้งนั้น
เสรีภาพในการจัดตั้งสมาคม
แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะไม่ได้ระบุการให้สิทธิเสรีภาพในการจัดตั้งสมาคม แต่โดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวยกเว้นในบางกรณี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้เสรีภาพในการจัดตั้งสมาคมแม้จะมีข้อยกเว้นเพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อยหรือปกป้องศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือป้องกันการผูกขาดทางเศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม รัฐบาลยกเลิกการจำกัดการขึ้นทะเบียนและจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ซึ่งผู้นำรัฐประหารประกาศระงับหลังการรัฐประหารในเดือนกันยายนพ.ศ. 2549
ภายใต้พระราชกำหนดเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 ซึ่งห้ามการกระทำดังกล่าวข้างต้นนั้น รัฐบาลห้ามบุคคลที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ให้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ทางการระบุว่า ก่อนจะมีการยกเลิกใช้พระราชกำหนดในวันที่ 18 สิงหาคม ทางการห้ามพรรคการเมืองรณรงค์หาเสียงในนามของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นในการเลือกตั้งท้องถิ่น 293 ครั้งระหว่างเดือนกันยายนพ.ศ. 2549 และวันที่ 17 สิงหาคม นอกจากนี้ รัฐบาลยังห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ให้แจกสิ่งพิมพ์ที่มีชื่อพรรคการเมืองหรือแสดงต่อสาธารณชนว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นผู้สนับสนุน
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม สภานิติบัญญัติแก้ไขกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองที่ห้ามลงทะเบียนพรรคการเมืองในชื่อเดียวกันกับพรรคการเมืองที่ถูกยุบหรือใช้สัญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายยืนยันว่า กฎหมายที่แก้ไขนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม
ค. เสรีภาพในการนับถือศาสนา
ด้วยการอ้างอิง รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และโดยทั่วๆ ไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้จำกัดกิจกรรมของกลุ่มศาสนาบางกลุ่ม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาหากศาสนานั้นๆ ไม่ขัดต่อ “หน้าที่พลเมือง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี” ของประชาชน
รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพุทธศาสนิกชน ในทางปฏิบัติแล้ว ศาสนาประจำชาติคือพุทธศาสนานิกายเถรวาท แต่ไม่มีการกำหนดเช่นนั้นอย่างเป็นทางการ องค์กรพุทธบางแห่งเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ระบุว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ก็ไม่มีการบัญญัติเช่นนั้น
พระราชบัญญัติองค์กรศาสนากำหนดว่า กรมการศาสนาจะให้การยอมรับการลงทะเบียนศาสนาใหม่ถ้าสำมะโนประชากรบ่งชี้ว่ามีผู้นับถือศาสนาดังกล่าว 5,000 คนเป็นอย่างน้อย มีหลักการศาสนาที่มีลักษณะเฉพาะและได้รับการยอมรับ และไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง นอกจากนี้ องค์กรศาสนานั้นๆ จะต้องได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ทางการให้การยอมรับ 5 กลุ่มคือ กลุ่มพุทธศาสนา กลุ่มมุสลิม แคธอลิก (ซึ่งรวมกลุ่มย่อยของโปรเตสแตนท์อีก 4 กลุ่ม) กลุ่มพราหมณ์-ฮินดู และซิกห์ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา รัฐบาลยังไม่ให้การยอมรับกลุ่มศาสนาใหม่ใดๆ การจดทะเบียนขององค์กรศาสนาทำให้ได้สิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น สิทธิในการได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ การยกเว้นภาษี และการพิจารณาออกวีซ่าพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่องค์กร องค์กรศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหล่านี้แต่ในทางปฏิบัติแล้วสามารถดำเนินกิจกรรมของตนได้อย่างเสรี
รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาล "อุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนาและศาสนาอื่น" รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนกิจกรรมของกลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดทั้ง 3 กลุ่ม
พระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ. 2505 ห้ามการหมิ่นประมาทหรือว่าร้ายศาสนาพุทธและพระสงฆ์ ประมวลกฎหมายอาญายังห้ามการดูหมิ่นหรือสร้างความวุ่นวายในสถานที่หรือพิธีทางศาสนาของทุกศาสนาที่ได้รับการยอมรับในประเทศ สมาชิกของกลุ่มสันติอโศกซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งในศาสนาพุทธไม่สามารถอ้างตนว่าเป็นชาวพุทธได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากมีความขัดแย้งกับมหาเถรสมาคมด้านหลักการศาสนา แต่พวกเขาก็สามารถสามารถดำเนินกิจกรรมตามความเชื่อของตนได้อย่างเสรี
รัฐบาลได้ส่งกองทหารไปประจำการในชุมชนที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ เพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติกิจทางศาสนาและสิ่งก่อสร้างทางศาสนา และสั่งให้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธคอยคุ้มกันพระสงฆ์ในกรณีที่จำเป็น
ทางการกำหนดให้มีการสอนศาสนาในโรงเรียนรัฐบาลทั้งในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้วางหลักสูตรที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาที่ได้รับการยอมรับในประเทศ
ในอดีต โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามหรือ “ปอเนาะ” ไม่ต้องจดทะเบียนกับ รัฐบาล และไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลและไม่ได้รับเงินสนับสนุน แต่หลังเกิดเหตุความรุนแรงทางภาคใต้เมื่อพ.ศ. 2547 รัฐบาลกำหนดให้โรงเรียนเหล่านี้ต้องจดทะเบียน เมื่อถึงปลายปีพ.ศ. 2550 รัฐบาลได้จดทะเบียนโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามหรือ“ปอเนาะ” 344 แห่งในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และอีก 59 แห่งในจังหวัดอื่นๆ ผู้สังเกตการณ์ประมาณว่า มีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามหรือ“ปอเนาะ” ดำเนินการในภาคใต้อย่างน้อยพันแห่ง
ชาวมุสลิมซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5-10 ของประชาชนทั่วประเทศและเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสี่ในห้าจังหวัดทางใต้สุดของประเทศยังคงต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจอยู่บ้าง รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาโดยปฏิบัติตามนโยบายเดิมที่มีมาช้านาน คือพยายามดึงชุมชนมุสลิมเข้ามาสู่สังคมไทยด้วยการช่วยพัฒนาและขยายโอกาสทางการศึกษาของชุมชนเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวมักถูกต่อต้านท่ามกลางคำกล่าวหาว่าพวกเขาถูกบังคับให้กลมกลืนกับสังคมส่วนใหญ่ ชาวมุสลิมที่ไม่ได้อยู่ภาคใต้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ดีกว่ามาก
ยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐยังจับตาดูสมาชิกกลุ่มฟาหลุนกงและจำกัดกิจกรรมของกลุ่มต่อไป กลุ่มฟาหลุนกงร้องทุกข์ว่าตำรวจของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองห้ามผู้ลี้ภัยหรือสมาชิกกลุ่มที่ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ นอกจากนี้ กลุ่มฟาหลุนกงยังกล่าวหาว่าตำรวจบังคับให้ยกเลิกงานวันที่ 12 ที่ท้องสนามหลวงเนื่องจากเจ้าหน้าที่เกรงว่างานดังกล่าวจะกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศจีน กลุ่มฟาหลุนกงยังกล่าวหาว่าบางครั้งตำรวจปฏิเสธไม่อนุญาตให้กลุ่มตีพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับกลุ่มฟาหลุนกง เมื่อวันที่ 18 กันยายน มีรายงานว่า ตำรวจห้ามการแจกจ่ายสิ่งพิมพ์ของกลุ่มฟาหลุนกงที่ชื่อ Nine Articles Criticizing the Communist Party โดยอ้างว่าสิ่งพิมพ์ดังกล่าวคุกคามความปลอดภัยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน กลุ่มฟาหลุนกงเลิกล้มการร้องทุกข์กับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติคัดค้านการที่รัฐบาลไม่อนุญาตให้กลุ่มลงทะเบียนเป็นสมาคมเมื่อพ.ศ. 2548
การกระทำทารุณและการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มใหญ่
การที่ผู้ต้องสงสัยชาวมุสลิมก่อการรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี สงขลาและยะลามีผลให้ชาวพุทธบางคนไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจตามประเพณีได้เต็มที่ในภูมิภาคที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม พระสงฆ์และวัดตกเป็นเป้าโจมตีของผู้ก่อการร้าย มีพระจำนวนหนึ่งรายงานว่า ไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระในชุมชนภาคใต้ได้อีกต่อไป พระอ้างว่า ฆราวาสก็ปฏิเสธไม่ช่วยเหลือพระสงฆ์ในกิจประจำวันเนื่องจากกลัวตกเป็นเป้าโจมตีของผู้ก่อการร้าย ในช่วงปีที่ผ่านมา ฆราวาสชาวพุทธ 5 คนถูกฆ่าตัดศีรษะเมื่อเทียบกับปีพ.ศ. 2549 ซึ่งมีเพียงคนเดียว แหล่งข่าวจากสื่อและนักวิชาการกล่าวว่าผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายฆ่าตัดศีรษะชาวมุสลิมอย่างน้อย 3 คนในช่วงปีที่ผ่านมา
เนื่องจากการโจมตีที่ยั่วยุมากขึ้นทุกที ความตึงเครียดระหว่างชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์และชาวพุทธเชื้อสายไทยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายคนสันนิษฐานว่าการสังหารชาวพุทธนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความตึงเครียดระหว่างศาสนา เจ้าหน้าที่รัฐและผู้สังเกตการณ์แสดงความกังวลว่าความรุนแรงอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในชุมชนอย่างโจ่งแจ้ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีความขัดแย้งในชุมชนระหว่างในชุมชนพุทธและมุสลิมใดๆ เกิดขึ้น ชาวมุสลิมหลายคนร้องทุกข์ว่าถูกเลือกปฏิบัติทั้งจากชาวพุทธและรัฐบาลกลาง ชาวมุสลิมหลายคนร้องทุกข์ว่าหนังสือพิมพ์ภาษ๋าไทยเสนอภาพที่ไม่ดีของชาวมุสลิมและชุมชนมุสลิมโดยแสดงให้เห็นว่าชาวมุสลิมมีส่วนเกี่ยวพันกับการก่อการร้าย
กลุ่มก่อการรุนแรงในภาคใต้กระจายการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านศาสนาพุทธด้วยใบปลิวและแผ่นพับที่มีข้อความข่มขู่ มีการกล่าวหาว่าครูโรงเรียนศาสนาบางคนในภาคใต้สอนให้นักเรียนเกลียดศาสนาพุทธ และในขณะเดียวกันก็มีครูบางคนที่สอนให้ชาวมุสลิมร่วมมือกับรัฐบาลและฝ่ายรักษาความมั่นคง
ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกี่ยวกับศพชาวม้งที่ขุดขึ้นมาจากสุสานที่วัดถ้ำกระบอกเมื่อปีพ.ศ. 2548 วัดได้จัดจ้างองค์กรพุทธให้เก็บซากศพไว้ขณะรอการย้ายไปกลบฝังในที่อื่น
ชุมชนชาวยิวมีขนาดเล็ก และไม่มีรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อต้านชาวยิว
ท่านที่ประสงค์จะทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูได้จากรายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติประจำปี พ.ศ. 2550
ง. เสรีภาพในการเดินทาง บุคคลไร้ที่อยู่ในประเทศ การคุ้มครองผู้ลี้ภัยและบุคคลไร้สัญชาติ
รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้เสรีภาพประชาชนในการเดินทางภายในประเทศ ต่างประเทศ และโยกย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ และในทางปฏิบัติโดยทั่วๆ ไป รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว แต่ก็มีข้อยกเว้นในบางกรณี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สิทธิดังกล่าวเป็นการเฉพาะ แต่ระบุข้อยกเว้นในกรณี “การรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความผาสุกของประชาชน การวางผังเมืองและประเทศ หรือความผาสุกของเยาวชน” โดยทั่วๆ ไป รัฐบาลให้ความร่วมมือกับองค์กรด้านมนุษยธรรมในการคุ้มครองและช่วยเหลือบุคคลไร้ที่อยู่ในประเทศ ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงที่พักพิง บุคคลไร้สัญชาติและบุคคลที่น่าห่วงใยอื่นๆ แม้ว่าจะจะมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ
ชาวเขาที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยได้รับบัตรประจำตัวสีซึ่งสะท้อนถึงการถูกจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง ผู้ถือบัตรเหล่านี้มักถูกห้ามเดินทางออกนอกจังหวัดหรืออำเภอโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายอำเภอก่อน ผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับอย่างหนักและต้องโทษจำคุก ส่วนชาวเขาที่ไม่มีบัตรไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเลย
บุคคลไร้สัญชาติอื่นๆ ที่อาศัยในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน เช่น ชาวไทยใหญ่จำนวนหลายแสนคนและชาวเขาหลายหมื่นคนต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือกองทัพถ้าต้องการเดินทางภายในประเทศหรือไปต่างประเทศ
แรงงานต่างด้าวมีสิทธิ์ทำงานในบางจังหวัดเท่านั้น รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมาจดทะเบียนได้ต่อไป และต้องต่ออายุใบอนุญาตทุกปี จากตัวเลขของกระทรวงแรงงาน มีแรงงานต่างด้าว 558,269 คนมาจดทะเบียนในช่วงปีที่ทำรายงานฉบับนี้ ในจำนวนนี้ 507,774 คนมาจากพม่า แรงงานพม่าสามารถขอหนังสือเดินทางชั่วคราวได้ที่ด่านชายแดนไทย-พม่าที่กำหนดไว้ ชาวพม่าที่มีหนังสือเดินทางชั่วคราวดังกล่าวจะสามารถเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยและทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย แต่หนังสือเดินทางดังกล่าวไม่สามารถใช้เพื่อเดินทางไปประเทศที่สามได้ ไทยได้ทำข้อตกลงแบบเดียวกันกับรัฐบาลลาวและกัมพูชาด้วย กฎหมายระบุด้วยว่าบุตรของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ไม่ได้จดทะเบียนต้องถูกจับกุมและส่งตัวกลับประเทศ
กฎหมายห้ามการบังคับลี้ภัย และรัฐบาลก็มิได้ทำเช่นนั้น อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรซึ่งไม่ได้อยู่ในประเทศไทยระหว่างเกิดรัฐประหารในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ยังคงพำนักในต่างประเทศจนถึงปลายปี รัฐบาลประกาศว่า พ.ต.ท. ทักษิณ มีสิทธิเดินทางกลับประเทศได้ แต่ พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่าไม่ต้องการทำเช่นนั้น โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย ในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2550 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแถลงว่าจะยกเลิกหนังสือเดินทางทางการทูตของ พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณยังคงเก็บไว้ ทั้งนี้เพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ พ.ต.ท. ทักษิณในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเสริมว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ยังสามารถเก็บหนังสือเดินทางสำหรับบุคคลธรรมดาไว้ได้ ในเดือนสิงหาคมและกันยายน รัฐบาลได้ออกหมายจับ พ.ต.ท. ทักษิณและภริยาในคดีทุจริตต่างๆ
บุคคลไร้ที่อยู่ในประเทศ
ในช่วงปี พ.ศ. 2550 รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือในการสนับสนุนให้ครอบครัวชาวไทยพุทธ 55 ครอบครัวที่หนีภัยจากผู้ก่อความไม่สงบไปพำนักที่วัดทางศาสนาพุทธแห่งหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดยะลา เมื่อถึงปลายปี ทุกครอบครัวได้เดินทางกลับภูมิลำเนาหมด
การคุ้มครองผู้ลี้ภัย
ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยพ.ศ. 2494 หรือพิธีสารของอนุสัญญาดังกล่าว พ.ศ. 2510 กฎหมายไทยไม่ได้ระบุว่าจะต้องให้ที่พักพิงหรือสถานภาพผู้ลี้ภัยแก่บุคคล รัฐบาลได้รื้อฟื้นกระบวนการคัดแยกชาวพม่าที่เข้ามาพำนักในค่ายผู้ลี้ภัยของทางการ แต่กระบวนการดังกล่าวต้องชะงักงันในหลายจังหวัดในช่วงปีที่ทำรายงาน แม้ว่าโดยทั่วไป รัฐบาลให้ความร่วมมือกับองค์กรด้านมนุษยธรรมในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย แต่ไทยให้ความร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) น้อยลงในช่วงปี เมื่อเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมผู้แสวงที่พักพิงและผู้ลี้ภัยชาวม้ง ชาวเกาหลีเหนือ และชาวพม่ากลุ่มมุสลิมโรฮินจาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ UNHCR ไม่ได้รับอนุญาตให้พิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัย หรือให้ความคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ แต่ได้รับอนุญาตให้สอดส่องดูแลสภาพความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่กรุงเทพฯ ซึ่งใช้กักขังผู้แสวงที่พักพิงจำนวนมากที่เพิ่งเข้ามาในประเทศ
รัฐบาลยังอนุญาตให้ UNHCR สอดส่องดูแลสภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยชาวพม่าประมาณ 140,000 คนในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งตามชายแดนไทยที่ติดกับพม่า แต่ห้าม UNHCR ประจำการอย่างถาวรตามค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ องค์กรเอกชนให้ความช่วยเหลือพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัยในค่าย เจ้าหน้าที่อนุญาตให้ UNHCR แจกบัตรประจำตัวแก่ผู้ลี้ภัยที่ขึ้นทะเบียนแล้วภายในค่าย
ในปี พ.ศ. 2550 คณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อพิจารณาสถานะให้กับบุคคลสัญชาติพม่า (PAB) ได้รับผู้ลี้ภัยจำนวน 2,499 คนเข้ามาอยู่ในค่าย ในจำนวนนี้ มีหลายคนที่เคยอาศัยอยู่ในค่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ รัฐบาลยินยอมให้ผู้ลี้ภัยในค่ายเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม และเมื่อถึงปลายปี ก็มีผู้ลี้ภัยจำนวน 14,636 คนได้เดินทางไปประเทศที่สาม ในเดือนเมษายน UNHCR ถูกห้ามพิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัยสำหรับชาวลาวม้ง ชาวเกาหลีเหนือ และผู้แสวงที่พักพิงกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามาในไทย
ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในหลายจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพฯถูกใช้เป็นที่กักกันผู้แสวงที่พักพิง สภาพความเป็นอยู่ภายในศูนย์ไม่ดี และผู้พำนักอยู่ที่ศูนย์ต้องประสบปัญหาสุขภาพกายและใจ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่แออัดและการระบายอากาศไม่ดี ในเดือนสิงหาคม ผู้แสวงที่พักพิงรายหนึ่งเสียชีวิตที่ศูนย์กักกันที่กรุงเทพฯ ผู้สังเกตการณ์ต่างชาติคนหนึ่งรายงานว่าผู้แสวงที่พักพิงรายนี้เสียชีวิตเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอาการป่วยเรื้อรังอย่างดีเพียงพอ
รัฐบาลอนุญาตให้องค์กรเอกชนจัดหาอาหาร บริการรักษาพยาบาล ที่พักอาศัย และบริการอื่นๆ แก่ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่มีเหตุผลเพียงพอในการอ้างสิทธิในการเป็นผู้ลี้ภัยแต่อาศัยอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัย เจ้าหน้าที่ทางการจับกุมชาวพม่าที่อยู่นอกค่ายในข้อหาคนต่างด้าวผิดกฎหมายอยู่เป็นระยะๆ โดยทั่วๆ ไป ผู้ที่ถูกจับกุมจะถูกนำตัวไปปล่อยไว้ที่ชายแดน โดยไม่ได้ถูกส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ทางการของพม่า และมีหลายคนที่กลับเข้ามาในไทยอีกหลังจากนั้นไม่นาน
นอกจากกลุ่มผู้ลี้ภัยที่เป็นชาวพม่าในเขตตัวเมืองแล้ว UNHCR ยังรายงานว่าหลังจากมีการปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าในเดือนกันยายนแล้ว ก็มีผู้แสวงที่พักพิงชาวพม่าเดินทางเข้าไทยอีก 218 คน คนเหล่านี้ได้ติดต่อ UNHCR และได้รับเอกสารประจำตัวชั่วคราวที่ออกโดย UNHCR ในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลประกาศว่าจะมีการพิจารณาสถานะของคนเหล่านี้ “แบบเร่งด่วน” โดยคณะกรรมการ PAB อย่างไรก็ดี เมื่อถึงปลายปี มีเพียงรายเดียวที่ได้รับการพิจารณาภายใต้กระบวนการพิเศษนี้ รัฐบาลแถลงในช่วงปลายปีว่า “คณะกรรมการ PAB นำร่อง” ในหลายจังหวัดจะประชุมกันช่วงต้นปี พ.ศ. 2551 เพื่อพิจารณาสถานะของบุคคลสัญชาติพม่ารายใหม่ๆ ที่เพิ่งถูกส่งมาเข้าค่าย
ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน พ.ศ. 2550 ผู้แสวงที่พักพิงชาวพม่าประมาณ 200 -300 คนถูกเจ้าหน้าที่ด่านตรวจชายแดนห้ามเดินทางเข้าไทย อย่างไรก็ตาม ผู้แสวงที่พักพิงกลุ่มอื่นๆ จำนวนหลายพันคนได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศและเข้าค่ายผู้ลี้ภัยได้ในช่วงปี จากตัวเลขขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่งที่ดำเนินกิจกรรมอย่างแข็งขันบริเวณชายแดนมาเป็นเวลานาน มีผู้แสวงที่พักพิงชาวพม่าประมาณ 20,000 คนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่ง รัฐบาลไม่ได้ส่งตัวผู้ลี้ภัยที่หลบหนีการปราบปรามของรัฐบาลพม่าในเดือนกันยายนกลับประเทศแม้แต่รายเดียว
ระหว่างปี พ.ศ. 2550 รัฐบาลอนุญาตให้องค์กรเอกชนขยายโครงการอบรมวิชาชีพและโครงการสร้างรายได้ในค่ายผู้ลี้ภัย
จากปลายปี พ.ศ. 2549 จนถึงกลางปี พ.ศ. 2550 มีการส่งตัวชาวม้งหลายกลุ่มกลับประเทศลาว UNHCR ไม่ได้รับอนุญาตให้พิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัยสำหรับคนเหล่านี้ และคณะกรรมการ PAB ก็ไม่ได้พิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัยของคนเหล่านี้
ในทางปฏิบัติ รัฐบาลพยายามไม่ส่งตัวผู้แสวงที่พักพิงกลับประเทศถ้ามีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าคนเหล่านี้เกรงการถูกข่มเหง อย่างไรก็ดี รัฐบาลใช้แนวทางที่เข้มงวดในการแก้ไขปัญหาชาวม้งประมาณ 7,800 คนที่รวมตัวกันอยู่ที่ห้วยน้ำขาว จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยส่วนหนึ่งของชาวม้งเหล่านี้ดูมีข้ออ้างที่มีเหตุผลในการได้รับสถานภาพผู้ลี้ภัย รัฐบาลสงวนสิทธิในการส่งชาวม้งเหล่านี้กลับประเทศลาวและไม่อนุญาตให้ UNHCR สัมภาษณ์ชาวม้งเพื่อพิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัย อย่างไรก็ดี มีรายงานว่ามีการจัดทำระบบคัดกรองภายในขึ้นมาเพื่อระบุชี้ว่าชาวม้งรายใดที่อาจเผชิญอันตรายถ้าถูกส่งกลับลาว เมื่อถึงสิ้นปี ไม่มีการบังคับส่งตัวชาวม้งรายใดกลับประเทศ ในเดือนมิถุนายน รัฐบาลย้ายชาวม้งไปอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งใหม่ที่ดูแลโดยทหารและมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีองค์กรเอกชนต่างชาติเป็นผู้จัดหาอาหารและยารักษาโรคที่จำเป็นให้
มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในจังหวัดแม่ฮ่องสอนกีดกันผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยงแดงที่ผาด้วงไม่ให้ออกเดินทางไปประเทศที่สามที่พิจารณารับผู้ลี้ภัยเหล่านี้แล้ว สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาที่นี่
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ทางการที่กรุงเทพฯ ได้กักกันชาวม้ง 156 คนที่มาจากลาว ในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ 90 คน ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ได้ย้ายชาวม้งกลุ่มนี้ไปที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่จังหวัดหนองคายใกล้ชายแดนลาว ชาวม้งทุกคนในกลุ่มนี้ได้รับสถานะ “บุคคลที่น่าห่วงใย” จาก UNHCR ในเดือนมกราคม รัฐบาลพยายามส่งตัวชาวม้งกลุ่มนี้กลับลาว แต่ระงับการกระทำไว้หลังมีการประท้วงจากประเทศต่างๆ และมีการขัดขืนจากชาวม้งเอง หลังจากรัฐบาลส่งชาวม้งอีกลุ่มหนึ่งจำนวน 161 คนกลับลาวในเดือนมิถุนายน ชาวม้ง 7 คนได้หนีออกจากศูนย์กักกันที่หนองคาย หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กักขังชาวม้งที่เหลืออีก 149 คนไว้ในห้องขังจนถึงเดือนกันยายน โดยชาวม้งกลุ่มเล็กๆ ได้รับอนุญาตให้ออกจากห้องขังเพื่อรับการรักษาพยาบาล รัฐบาลอนุญาตให้ UNHCR เข้าเยี่ยมชาวม้งเหล่านี้สัปดาห์ละครั้ง และองค์กรเอกชนของไทยแห่งหนึ่งเป็นผู้จัดอาหารและของใช้ส่วนตัวให้ มีหลายประเทศที่ต้องการพิจารณารับชาวม้งเหล่านี้ไปตั้งรกรากในประเทศในฐานะผู้ลี้ภัย อย่างไรก็ดี เมื่อถึงปลายปี เจ้าหน้าที่ไม่ได้อนุญาตให้มีกระบวนการพิจารณาดังกล่าว หรือปล่อยตัวชาวม้งเหล่านี้ออกจากศูนย์กักกัน
องค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้รัฐบาลให้การศึกษาแก่บุตรของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
บุคคลไร้สัญชาติ
ในประเทศไทย มีบุคคลไร้สัญชาติอาศัยอยู่จำนวนพอสมควรแต่ไม่ทราบตัวเลขแน่นอนอาศัยอยู่ กระทรวงมหาดไทยระบุว่ามีคนประมาณ 220,000 คนที่ถูกพิจารณาว่าไม่มี “สถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย” และขาดคุณสมบัติในการยื่นขอสัญชาติไทย องค์กรเอกชนของไทยระบุว่ามี 337,000 คนที่ไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าในจำนวนนี้จะมีบางคนที่มีคุณสมบัติในการยื่นขอสัญชาติได้ บุคคลไร้สัญชาติเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขาในภาคเหนือและหลายคนมีสภาพความเป็นอยู่ยากจน การที่คนเหล่านี้ไม่มีสัญชาติไทย ทำให้ไม่มีสิทธิได้รับบริการต่างๆ จากภาครัฐ เช่น บริการด้านสุขภาพ อย่างไรก็ดี มีรายงานว่ามีเด็กไร้สัญชาติประมาณ 60,000 คน มีชื่ออยู่ในทะเบียนของโรงเรียน นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามชาวเขาทำอาชีพที่สงวนไว้สำหรับบุคคลสัญชาติไทย เช่น อาชีพเกษตรกรรม แม้ว่าในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ทางการจะอนุญาตให้ชาวเขาทำการเกษตรเล็กๆน้อยๆ เพื่อเลี้ยงชีพ องค์กรเอกชนสันนิษฐานว่าการตั้งข้อจำกัดเช่นนี้ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ชาวเขาจะข้องเกี่ยวกับกิจกรรมผิดกฎหมายเช่น การผลิตและค้ายาเสพติด ซึ่งตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นอาชีพที่แพร่หลายในหมู่ชาวเขา
มติคณะรัฐมนตรีห้ามบุคคลไร้สัญชาติมีสิทธิอย่างเท่าเทียมในการขอสัญชาติไทย องค์กรเอกชนกล่าวว่ากฎหมายระบุว่าบุคคลใดก็ตามที่เข้าประเทศโดยผิดกฎหมายหลังเดือนตุลาคม พ.ศ. 2528 ไม่มีสิทธิขอสัญชาติ เนื่องจากกฎหมายถือว่าบุตรจะได้รับสัญชาติตามบิดามารดา ดังนั้น บุตรของบุคคลไร้สัญชาติเหล่านี้จะไม่ได้รับสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ แต่จะต้องแสดงหลักฐานว่าเกิดในประเทศไทยจึงจะได้รับสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชาวเขาเหล่านี้ยากจนและถูกจำกัดการเดินทาง จึงมีปัญหาเกี่ยวกับการแสดงเอกสารและหลักฐานการเกิด นอกจากนี้ บุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศและอาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิในการขอสัญชาติไทยก็มักสละสิทธิเพื่อจะได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “แรงงานต่างด้าว” และมีสิทธิทำงานบางประเภทซึ่งบุคคลไร้สัญชาติไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อทำเช่นนี้ คนเหล่านี้ก็สูญเสียสิทธิในการขอสัญชาติไป
ในปี พ.ศ. 2545 ที่จังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงมหาดไทยเพิกถอนสัญชาติของคน 1,243 คนที่เคยเป็นบุคคลไร้สัญชาติ เนื่องจากมีการทุจริตในหมู่ข้าราชการในช่วงที่มีการยื่นขอสัญชาติ คนเหล่านี้ฟ้องร้องรัฐบาลในปี พ.ศ. 2548 และชนะคดี ทำให้คนส่วนใหญ่ได้สัญชาติคืน อย่างไรก็ดี เด็ก 33 คนที่เกิดจากคนเหล่านี้ในช่วงที่มีการฟ้องร้องยังไม่ได้รับสัญชาติไทยจากเจ้าหน้าที่อำเภอ
เรื่องเพศก็เป็นปัจจัยหนึ่งในข้อกฎหมายเกี่ยวกับบุคคลไร้สัญชาติ บุตรที่เกิดจากบิดาไทยและมารดาที่ไม่มีสัญชาติไทย ต้องยื่นขอสัญชาติไทยเนื่องจากเกิดในประเทศไทย เรื่องนี้เป็นการยากที่จะพิสูจน์สำหรับชาวเขาซึ่งไม่มีสิทธิเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล สำหรับเด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เด็กจะมีสัญชาติตามมารดาโดยอัตโนมัติ
ในปี พ.ศ. 2548 รัฐบาลมีมติอนุญาตให้บุคคลที่ไม่มีสถานภาพทางกฎหมายจำนวน 377,000 คนพำนักอยู่ในประเทศได้ชั่วคราว มติดังกล่าวทำให้คนเหล่านี้ได้รับ
สิทธิบางอย่าง เช่น การเดินทางระหว่างอำเภอมากขึ้น อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับอำเภอไม่ได้ปฏิบัติตามมติดังกล่าวอย่างเต็มที่ และมีรายงานว่าตำรวจประจำด่านตรวจเรียกร้องเงินสินบนแลกเปลี่ยนกับการอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติเดินทางไปมาต่างอำเภอได้
ในปี พ.ศ. 2548 สภาความมั่นคงแห่งชาติประกาศนโยบายที่อนุญาตให้บุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศเป็นเวลา 10 ปีสามารถขอสัญชาติภายใต้เงื่อนไข แม้ว่ารัฐบาลจะมีอำนาจในการเพิกถอนสัญชาติเมื่อใดก็ได้ องค์กรเอกชนเชื่อว่านโยบายนี้สามารถแก้ปัญหาสัญชาติของบุคคลไร้สัญชาติได้ อย่างไรก็ดี นโยบายดังกล่าวไม่มีกฎหมายสนับสนุน และเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอก็ไม่ได้บังคับใช้นโยบายนี้
หมวดที่ 3 การเคารพสิทธิทางการเมือง: สิทธิของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
หลังรัฐประหารเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 หัวหน้าคณะรัฐประหารได้ประกาศให้รัฐธรรมนูญเป็นโมฆะ ยุบสภาทั้งสองสภา ปลดนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง ยกเลิกการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในเดือนตุลาคม และประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจพลเมืองในการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างสันติ แต่กำหนดกระบวนการที่ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการทำประชามติรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงในการทำประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม ให้สิทธิพลเมืองในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างสันติผ่านการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม บนพื้นฐานของสิทธิในการเลือกตั้งที่เป็นสากล รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 480 คน และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 76 คนจากจำนวนทั้งหมด 150 คน ส่วน ส.ว. ที่เหลือ 74 คนจะมาจากการแต่งตั้งโดยหน่วยงานตุลาการและหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ
การเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมทางการเมือง
โดยทั่วๆ ไป การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ถือว่าเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียงในวงกว้าง มีการกระทำผิดขั้นตอนการเลือกตั้งเล็กๆ น้อยๆ และมีรายงานที่ไม่ได้รับการยืนยันเกี่ยวกับการข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่ทหารและข้าราชการท้องถิ่น ผู้สังเกตการณ์นานาชาติระบุว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ของประเทศในช่วงการเลือกตั้งขัดต่อบรรทัดฐานสากล ในวันที่ 25 ธันวาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เปิดเผยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งชี้ว่าพรรคพลังประชาชนนำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดและได้ที่นั่ง 233 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมี 480 ที่นั่ง ในวันที่ 30 ธันวาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสิทธิการเป็น ส.ส. ของสมาชิกพรรคพลังประชาชน 3 คนในข้อหาซื้อเสียง เมื่อถึงปลายปี คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้ง 2 เขตซึ่งมี ส.ส. 6 คนและในเวลาเดียวกันก็ไต่สวนคดีฝ่าฝืนกฎหมายหาเสียงเลือกตั้งที่อาจนำไปสู่การตัดสิทธิการเป็น ส.ส. มีรายงานว่ามีหัวคะแนนและข้าราชการท้องถิ่นอย่างน้อย 5 คนถูกสังหารหรือได้รับบาดเจ็บในช่วงเลือกตั้ง มีการคาดการณ์ว่าการสังหารเหล่านี้บางรายอาจมาจากสาเหตุทางการเมือง เมื่อถึงปลายปี สัดส่วนของ ส.ส. พรรคต่างๆ ในสภายังไม่แน่ชัด และคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังไม่ได้รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
ภายหลังรัฐประหารในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ผู้นำคณะรัฐประหารได้ประกาศแต่งตั้งอดีตนายพลเกษียณอายุราชการพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐบาลเฉพาะกาล และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งกำหนดให้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 250 คน สมาชิก สนช. ประชุมอย่างเป็นทางการแทนการประชุมสภาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติจนถึงปลายปี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้ยุบ สนช. เมื่อมีการประชุมอย่างเป็นทางการของรัฐสภา
ในการทำประชามติวันที่ 19 สิงหาคม ร้อยละ 57 ของผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งประกาศใช้ในวันที่ 24 สิงหาคม การทำประชามติครั้งนี้ได้รับการมองว่าเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม แม้จะมีรายงานการซื้อเสียงและการข่มขู่ผู้มีสิทธิออกเสียงในบางจังหวัดอยู่บ้างเล็กน้อย มีรายงานว่ามีคนสองคนได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดใกล้คูหาลงคะแนนประชามติแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส มีรายงานจากบางกลุ่มว่ารัฐบาลห้ามพวกตนรณรงค์คัดค้านรัฐธรรมนูญ ยังมีรายงานด้วยว่าเจ้าหน้าที่ทหารให้สิ่งตอบแทนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ระดมประชาชนมาลงคะแนนเสียงสนับสนุนรัฐธรรมนูญ
ในวันที่ 30 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าอดีตพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ฝ่าฝืนกฎหมายโดยการจ่ายเงินให้นักการเมืองที่ไม่ได้สังกัดพรรคตนจัดคนมาลงแข่งขันในการเลือกตั้งเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 ซึ่งถูกคว่ำบาตรโดยพรรคฝ่ายค้าน ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนเป็นเวลา 5 ปี โดยกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจะไม่สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง และลงเลือกตั้งได้ การพิจารณาคดียุบพรรคเริ่มขึ้นก่อนที่จะมีรัฐประหารเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 และเป็นการดำเนินคดีตามกฎหมายในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ซึ่งถูกคณะรัฐประหารประกาศเป็นโมฆะ บทลงโทษสำหรับคดีดังกล่าวเป็นไปตามประกาศคณะรัฐประหารที่ออกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 และเป็นโทษที่รุนแรงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในขณะที่มีการกระทำความผิด
แม้ว่าพรรคการเมืองจะระงับกิจกรรมอย่างเป็นทางการส่วนใหญ่จนถึงวันที่ 18 สิงหาคม แต่เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองและการจดทะเบียนพรรคการเมือง นักการเมืองแต่ละคนก็เริ่มดำเนินกิจกรรมอย่างแข็งขัน โดยเข้าร่วมการสัมมนาและการประชุม และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในช่วงดังกล่าว นอกจากนี้รัฐบาลก็ไม่ได้กักขังหรือจับกุมหัวหน้าพรรคการเมืองรายใดสำหรับการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในช่วงนี้
สมาชิกพรรคพลังประชาชนกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงบุกเข้าค้นที่จังหวัดเชียงรายในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน โดยมีจุดประสงค์เพื่อข่มขู่ผู้สมัครของพรรค แต่ฝ่ายทหารปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ในวันที่ 16 พฤศจิกายน คณะกรรมการการเลือกตั้งได้แจ้งให้อดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองทราบว่าไม่สามารถช่วยหาเสียง ถ่ายภาพร่วมและให้คำแนะนำผู้สมัครที่จะลงเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมได้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้อ้างถึงกฎหมายเลือกตั้ง ในวันที่ 28 พฤศจิกายน คณะอนุกรรมการของคณะกรรมการการเลือกตั้งพบว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ปฏิบัติหน้าที่โดยลำเอียงเมื่อ คมช. ถูกกล่าวหาว่าร่างเอกสารที่ชี้ว่า คมช. มีแผนการสะกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ในวันที่ 12 ธันวาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสินว่า คมช. ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะรัฐธรรมนูญได้ให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่คมช. และไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงว่า คมช. ได้ปฏิบัติตามแผนการดังกล่าว
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)มีสมาชิกที่เป็นสตรี 21 คน จากจำนวนสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งหมด 250 คน และในรัฐบาลเฉพาะกาล มีรัฐมนตรีหญิง 2 คน
มีสมาชิกจากชนกลุ่มน้อยไม่กี่คนที่มีตำแหน่งสูงในการเมืองระดับประเทศ ชาวมุสลิมจากภาคใต้ดำรงตำแหน่งสำคัญที่มาจากการเลือกตั้ง แม้ว่าชาวมุสลิมที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และระดับจังหวัดยังมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีสมาชิกที่นับถือศาสนาอิสลาม 10 คนและนับถือศาสนาคริสต์ พลเอกสนธิ บุณยะรัตกลิน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน คมช.จนถึงเกษียณอายุราชการทหารในวันที่ 1 ตุลาคม และได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งลาออกจากคณะรัฐบาลในวันที่ 26 กันยายน เป็นชาวมุสลิมด้วย
การทุจริตและความโปร่งใสของรัฐบาล
กฎหมายกำหนดโทษทางอาญาสำหรับการทุจริตในวงราชการ แม้ว่าการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวของรัฐบาลยังอ่อนแอและในบางครั้งข้าราชการก็เกี่ยวข้องในการทุจริตโดยไม่ต้องรับโทษ ดัชนีธรรมาภิบาลของประเทศทั่วโลกที่จัดทำโดยธนาคารโลกชี้ว่าไทยมีปัญหาการทุจริต
ในวันที่ 8 สิงหาคม ศาลอาญาออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกษียณอายุราชการรายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสองคนก่อนการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทยในวันที่ 30 พฤษภาคม เมื่อถึงปลายปี คดีดังกล่าวก็ยังไม่ถูกส่งฟ้องศาล
ในเดือนกันยายนและตุลาคม นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นางอรนุช โอสถานุเคราะห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายสวนิต คงศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ลาออกจากตำแหน่งหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ระบุว่าบุคคลดังกล่าวถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกินจำนวนที่กฎหมายอนุญาต อย่างไรก็ดี นายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายมงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้ลาออกหลังจากถูก ปปช. ระบุว่าถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดเช่นกัน
ในวันที่ 11 ธันวาคม ปปช. ตัดสินว่าอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 13 คน อดีตกรรมการการเลือกตั้ง 4 คน และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา 3 คนอนุมัติขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองโดยผิดกฎหมาย เมื่อถึงปลายปี อัยการก็ยังไม่ได้สั่งฟ้องบุคคลที่ถูกระบุชื่อเหล่านี้
ในวันที่ 13 ธันวาคม นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลาออกจากตำแหน่งภายหลังถูกศาลอาญาสั่งจำคุกเป็นเวลาสองปีในข้อหาทำให้เจ้าหน้าที่บริษัทไทยเดินเรือทะเลจำกัดเสื่อมเสียชื่อเสียง
ในช่วงปี พ.ศ. 2550 ปปช. คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้สอบสวนคดีทุจริตของรัฐบาลทักษิณ ในวันที่ 26 มีนาคม อัยการได้สั่งฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องในคดีขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นมูลค่าประมาณ 70,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2549 ในวันที่ 21 มิถุนายน อัยการสั่งฟ้องคดีซื้อขายที่ดินแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่กระทำโดยมิชอบ ศาลอาญาออกหมายจับ พ.ต.ท. ทักษิณ และภริยาในวันที่ 3 กันยายนหลังจาก พ.ต.ท. ทักษิณไม่ยอมมาให้ปากคำเกี่ยวกับคดีปกปิดทรัพย์สิน พ.ต.ท. ทักษิณให้คำมั่นว่าจะต่อสู้คดีในศาล อย่างไรก็ดี เมื่อถึงปลายปี ศาลก็ยังไม่สามารถพิจารณาคดีได้เนื่องจากต้องรอ พ.ต.ท. ทักษิณเดินทางกลับประเทศก่อน
ในวันที่ 11 มิถุนายน คณะกรรมการ คตส. สั่งอายัดทรัพย์สินของ พ.ต.ท. ทักษิณและครอบครัวมูลค่า 52,900 ล้านบาท และรอผลการตรวจสอบทรัพย์สินของ พ.ต.ท. ทักษิณเพิ่มเติมและคำตัดสินของศาลในคดีทุจริต ระหว่างวันที่ 18 มิถุนายนถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน คตส. ได้ออกคำสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท. ทักษิณและครอบครัวเพิ่มอีก 12 ครั้ง คิดเป็นมูลค่า 28,100 ล้านบาท
นอกจากนี้ ปปช. ยังส่งคดีฟ้องศาลอีกหลายคดี และรายงานว่าเมื่อถึงสิ้นปีงบประมาณในเดือนตุลาคม มีคดีอีก 5,619 คดีที่รอการสอบสวน
กฎหมายกำหนดให้ข้าราชการต้องแจ้งรายการทรัพย์สินของตน นอกจาก ปปช. คตส. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ศาลฎีกา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ศาลปกครอง และกระทรวงยุติธรรมก็มีบทบาทในการปราบปรามการทุจริต
หลังรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 กฎหมายที่ให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ไม่มีรายงานว่ามีหน่วยงานราชการใดปฏิเสธคำร้องขอข้อมูลจากประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สิทธิประชาชนในการเข้าถึงข่าวสารราชการ หากหน่วยงานราชการใดปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลแก่ประชาชนตามคำร้อง ประชาชนอาจยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และผู้ร้องทุกข์สามารถยื่นอุทธรณ์คำตัดสินเบื้องต้นของคณะกรรมการฯ ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการระบุว่าคำร้องทุกข์ส่วนใหญ่ได้รับการอนุมัติ คำร้องขอข้อมูลราชการบางส่วนอาจถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน
หมวดที่ 5 การเลือกปฏิบัติ การกระทำโดยมิชอบในสังคมและการค้ามนุษย์
รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ศาสนา ความพิการ ภาษา หรือสถานภาพทางสังคม แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยังมีการเลือกปฏิบัติอยู่บ้าง ทั้งยังมีความไม่เท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียมกันนี้ด้วย
สตรี
การข่มขืนกระทำชำเราถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้ว่ารัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายอาญาซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 กันยายน โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับสามีที่ข่มขืนภรรยาของตน ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2550 ตำรวจระบุว่าได้รับแจ้งความคดีข่มขืน 5,269 คดี ในจำนวนนี้มี 6 คดีที่เหยื่อถูกสังหารด้วย และมี 2,411 คดีที่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย ในจำนวนนี้มี 2 คดีที่เหยื่อเสียชีวิตด้วย ในช่วงปี ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัย 1,587 รายในคดีข่มขืนที่เกิดขึ้นในปีก่อนๆ ในจำนวนนี้มี 4 คดีที่เหยื่อที่ถูกข่มขืนเสียชีวิต
องค์กรเอกชนเชื่อว่าการข่มขืนเป็นปัญหาร้ายแรง นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีระบุว่ามีการแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราหรือการประทุษร้ายบุคคลในครัวเรือนน้อยกว่าความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเนื่องจากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่แก้ปัญหาไม่ได้รับเงินสนับสนุนเพียงพอ และหน่วยงานรักษากฎหมายก็ถูกมองว่าไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ฝ่ายตำรวจได้พยายามแก้ไขมุมมองดังกล่าว และสนับสนุนให้สตรีแจ้งความอาชญากรรมทางเพศด้วยการจัดหาเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงมาประจำตามสถานีตำรวจในเขตกรุงเทพมหานครและอีกสามจังหวัด
กฎหมายกำหนดบทลงโทษระดับต่างๆสำหรับคดีข่มขืน โดยพิจารณาจากอายุของเหยื่อ ระดับความรุนแรงของการกระทำ และสภาพทางกายและจิตใจของผู้ถูกข่มขืนหลังจากถูกทำร้าย บทลงโทษเริ่มตั้งแต่โทษจำคุก 4 ปีไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิตรวมทั้งโทษปรับ กฎหมายยังระบุด้วยว่าบุคคลใดที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดในคดีข่มขืนซ้ำเป็นครั้งที่สองภายในเวลา 2 ปีต้องได้รับโทษเพิ่ม ผู้ถูกข่มขืนมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐสูงสุดถึง 30,000 บาท
การใช้ความรุนแรงต่อสตรีในครัวเรือนเป็นปัญหาสำคัญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ออกกฎหมายที่มุ่งแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 พฤศจิกายน กฎหมายกำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 6,000 บาทหรือโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือนสำหรับผู้กระทำผิด และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการห้ามผู้กระทำความผิดอาศัยในบ้านต่อไป หรือติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลด้วย กฎหมายยังกำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการแจ้งความเหตุความรุนแรงในครอบครัว และการรอมชอมระหว่างผู้ถูกทำร้ายและผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามสื่อรายงานคดีความรุนแรงในครอบครัวในช่วงที่คดีอยู่ในระบบศาลแล้ว
มีการดำเนินคดีความรุนแรงในครอบครัว 2-3 คดีภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยการทำร้ายร่างกายผู้อื่น บ่อยครั้งที่ไม่มีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มักไม่กระตือรือร้นที่จะติดตามคดีประเภทนี้ องค์กรเอกชนให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ อาทิ บริการโทรศัพท์สายด่วน การจัดที่พักพิงชั่วคราว บริการให้คำปรึกษาแนะนำ และรายการโทรทัศน์ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อเอ็ชไอวีและโรคเอดส์ และปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับสตรี ศูนย์วิกฤติ "ครบวงจร" ของรัฐที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาลรัฐบางแห่ง ยังคงให้การดูแลบำบัดสตรีและเด็กที่ถูกทำร้าย แต่ศูนย์ฯ เหล่านี้ประสบปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ โรงพยาบาลของรัฐเหล่านี้จะส่งตัวคนเหล่านี้ไปองค์กรอื่นๆ ในกรณีที่โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้
แม้ว่าการค้าประเวณีจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็เป็นอาชีพที่ทำค่อนข้างเปิดเผยทั่วประเทศ และมักจะได้รับการปกป้องจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ได้ผลประโยชน์จากธุรกิจนี้ การค้าสตรีและเด็กเพื่อการค้าประเวณีเป็นปัญหาร้ายแรง จำนวนโสเภณีหญิงและเด็กที่รัฐบาลและองค์กรเอกชนได้ประมาณไว้แตกต่างกันอยู่มาก ผลการสำรวจของรัฐบาลในช่วงปีพ.ศ. 2550 ชี้ว่ามีโสเภณีผู้ใหญ่ 54,719 คนในสถานบันเทิงที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี องค์กรเอกชนเชื่อว่าน่าจะมีอยู่ประมาณ 200,000 – 300,000 คน การที่ธุรกิจค้าประเวณีเป็นสิ่งผิดกฎหมายและมีโสเภณีจำนวนมากที่ค้าประเวณีเพียงชั่วคราวทำให้เป็นการยากที่จะระบุตัวเลขที่แน่นอน
มีรายงานว่าสตรีที่อยู่ตามจังหวัดชายแดนถูกบังคับให้ค้าประเวณี แต่เป็นการยากที่จะยืนยันจำนวนที่แน่นอน โสเภณีส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกักขัง แต่มีจำนวนมากที่ต้องทำงานใช้หนี้เจ้าของซ่องโสเภณี กฎหมายระบุว่าการค้าประเวณีเด็กเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และผู้ใช้บริการโสเภณีเด็กจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย องค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐบาลยังคงให้ที่พักพิง ให้การฟื้นฟูบำบัด และจัดโครงการกลับสู่สังคมสำหรับเด็กและสตรีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทางเพศ
การท่องเที่ยวเพื่อจุดประสงค์ทางเพศยังคงเป็นปัญหาอยู่ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระบุว่าไม่มีกฎหมายในเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อจุดประสงค์ทางเพศเป็นการเฉพาะ แต่ประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการค้าประเวณี และกฎหมายว่าด้วยการค้ามนุษย์มีบทบัญญัติที่มุ่งแก้ปัญหาการท่องเที่ยวเพื่อจุดประสงค์ทางเพศ
กฎหมายระบุว่าการคุกคามทางเพศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่กฎหมายฉบับนี้มีอำนาจครอบคลุมเฉพาะผู้ที่ทำงานในภาคแรงงานอย่างเป็นทางการเท่านั้น กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับบุคคลที่ถูกศาลตัดสินว่าคุกคามทางเพศต่อพนักงานหญิงหรือพนักงานเด็ก กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงพนักงานของรัฐ แต่คนเหล่านี้สามารถร้องขอให้มีการสอบสวนได้ องค์กรเอกชนอ้างว่าคำจำกัดความของคำว่าการคุกคามทางเพศที่กฎหมายบัญญัติไว้มีความคลุมเครือและทำให้การดำเนินคดีประเภทนี้เป็นเรื่องลำบาก ระหว่างปี พ.ศ.2548 -2549 บริการโทรศัพท์สายด่วนของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการคุกคามและข่มขู่ทางเพศ 27 เรื่อง ส่วนในปี พ.ศ. 2550 ไม่ได้รับการร้องเรียนเลย มีการสอบสวนคำร้อง 14 คำร้อง แต่ไม่ค่อยมีความพยายามในการดำเนินคดีหรือลงโทษทางวินัย เนื่องจากผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่เพียงต้องการขอคำปรึกษาหรือไมได้ให้ข้อมูลเพียงพอแก่การสอบสวน บางเรื่องอาจมีการยอมความกันนอกศาล
รัฐธรรมนูญให้ความเท่าเทียมแก่พลเมืองทุกคน อย่างไรก็ดี ความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงและชายตามกฎหมายก็ยังคงมีอยู่ เช่น ชายสามารถฟ้องหย่าภรรยาของตนได้โดยอ้างว่าภรรยาคบชู้ แต่สตรีต้องพบกับภาระเพิ่มเติมทางกฎหมายที่ต้องพิสูจน์ว่าสามีของตนได้ยกย่องสตรีอื่นเป็นภรรยาอย่างเปิดเผย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระบุว่าหญิงต่างชาติที่สมรสกับชายไทยมีสิทธิขอสัญชาติไทยได้ แต่ชายต่างชาติที่สมรสกับหญิงไทยไม่มีสิทธิขอสัญชาติไทย
สถาบันการศึกษาของตำรวจและทหาร (ยกเว้นวิทยาลัยพยาบาล) ไม่รับสตรีเข้าศึกษาแม้ว่าสถาบันทางทหารเหล่านี้จะมีอาจารย์ที่เป็นสตรีอยู่จำนวนมาก กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระบุว่าในปี พ.ศ. 2549 แรงงานสตรีมีสัดส่วนร้อยละ 45 ของแรงงานนอกภาคเกษตรกรรม ในบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้บริหารที่เป็นสตรีร้อยละ 22 และในภาครัฐ มีสตรีที่อยู่ในตำแหน่งบริหารระดับสูงร้อยละ 22 เช่นกัน สตรีสามารถเป็นเจ้าของและบริหารกิจการได้อย่างเสรี ระเบียบข้อบังคับทางราชการกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าแรงและผลประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานเหมือนกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่คำนึงว่าเป็นหญิงหรือชาย อย่างไรก็ตาม การเลือกปฏิบัติในการว่าจ้างยังคงมีอยู่ทั่วไป และสตรีจำนวนมากมักประกอบอาชีพที่มีค่าจ้างต่ำ ในทางปฏิบัติ ผู้หญิงยังได้รับค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชายในงานประเภทเดียวกันในภาคเศรษฐกิจเกือบทุกภาค
ขบวนการผู้หญิงกับการปฏิรูปการเมือง (We Move) ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรสตรีกว่า 50แห่ง ส่งเสริมการปฏิรูปทางกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมต่อสตรี องค์กรดังกล่าวรณรงค์เพื่อให้มีการบรรจุข้อความว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศไว้ในกฎหมายและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสนับสนุนให้สตรีลงสมัครรับเลือกตั้งในองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น
เด็ก
รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองแก่เด็กอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย
องค์กรเอกชนระบุว่าในบางครั้งชาวเขาและบุคคลไร้สัญชาติอื่นๆ ไม่ได้จดทะเบียนใบเกิดกับทางการเพราะยากจนและถูกจำกัดการเดินทาง เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติและต้องแสดงหลักฐานว่าเกิดในประเทศเพื่อที่จะได้รับสัญชาติ ในฐานะที่ไม่มีสัญชาติไทย เด็กที่ไม่ได้จดทะเบียนใบเกิดเหล่านี้จึงไม่มีสิทธิในการรับบริการต่างๆ ของทางการ เช่น การรักษาพยาบาล และไม่มีสิทธิประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น
การศึกษาภาคบังคับกำหนดให้เด็กต้องเรียนหนังสือจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และสามารถเรียนโดยไม่เสียค่าเล่าเรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยทั่วไป มีเด็กหญิงและชายเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นจำนวนเท่าๆ กัน กระทรวงศึกษาธิการระบุว่าในช่วงปี พ.ศ. 2550 เด็กประมาณร้อยละ 91 จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 6 ร้อยละ 93 ของเด็กที่ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปี พ.ศ. 2547 จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และร้อยละ 85 ของเด็กที่ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในปี พ.ศ. 2547 จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ศาสนาห้ามเด็กหญิงเข้าศึกษาในโรงเรียนศาสนาที่จำกัดให้เฉพาะพระสงฆ์หรือสามเณร สถานการณ์รุนแรงในจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับครูโรงเรียนของรัฐ ทำให้โรงเรียนต้องปิดเป็นการชั่วคราวเป็นระยะๆ และทำให้การศึกษาในเขตจังหวัดเหล่านั้นต้องขาดช่วงไป
เด็กชายและเด็กหญิงมีสิทธิเท่ากันในการได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐ
กฎหมายมีบทบัญญัติคุ้มครองเด็กจากการกระทำทารุณ และกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเราและการทอดทิ้งได้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก ในช่วงปี พ.ศ. 2550 มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดโทษจำคุกระหว่าง 7 ปีถึงตลอดชีวิตสำหรับคดีที่ผู้ถูกข่มขืนอายุต่ำกว่า 15 ปี ในปี พ.ศ. 2549 การสำรวจความเห็นจากนักเรียนระดับมัธยมปลายทั่วประเทศพบว่าร้อยละ 5 ของนักเรียนชายและร้อยละ 3 ของนักเรียนหญิงเคยถูกคุกคามทางเพศ เจ้าหน้าที่ตำรวจมักไม่เต็มใจสอบสวนคดีคุกคามทางเพศต่อเด็ก และกฎว่าด้วยพยานหลักฐานก็ทำให้การดำเนินคดีประเภทนี้ยากขึ้น กฎหมายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองพยาน ผู้เสียหายและผู้กระทำความผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้บันทึกคำให้การของเด็กลงเทปวีดิทัศน์เป็นการส่วนตัว โดยมีนักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือนักสังคมสงเคราะห์อื่นๆ ร่วมฟัง ทั้งนี้ต้องได้รับความยินยอมจากศาล อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาหลายคนปฏิเสธไม่รับคำเบิกความของพยานที่บันทึกเทปวีดิทัศน์ โดยอ้างปัญหาทางเทคนิคและการที่ไม่สามารถซักค้านโจทก์และจำเลยได้โดยตรงในศาล ผู้ต้องหาคดีอนาจารเด็กจะถูกฟ้องตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องการบรรลุนิติภาวะและกฎหมายว่าด้วยการค้าประเวณี การเบิกความของผู้เสียหายจะดำเนินการตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการสืบพยานเด็ก
การค้าเด็ก รวมทั้งการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กเพื่อการค้ายังเป็นปัญหาร้ายแรง คดีอนาจารเด็กยังคงมีอยู่ ซึ่งมีผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทยเพื่อบริการทางเพศ ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาล นักวิจัยของมหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนคาดว่ามีโสเภณีอายุต่ำกว่า 18 ปีมากถึง 30,000 -40,000 คน ทั้งนี้ไม่รวมถึงคนต่างด้าว พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีถือว่าการค้าประเวณีเด็กเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และยังกำหนดว่าผู้ที่ไปใช้บริการโสเภณีอายุต่ำกว่า 18 ปีจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย บิดามารดาที่ยอมให้บุตรเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณีก็มีโทษตามกฎหมายเช่นกัน เจ้าหน้าที่ทางการระบุว่าในปี พ.ศ. 2550 ไม่มีการจับกุมหรือการดำเนินคดีกับบิดามารดาที่ยอมให้บุตรเข้าสู่ธุรกิจค้าประเวณี ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยทำให้เด็กไม่ค่อยกล่าวหาบิดามารดาในการพิจารณาความในศาล
ในวันที่ 13 พฤศจิกายน ศาลฎีกาพิพากษายืนโทษจำคุก 36 ปีสำหรับนายเฉลิม พรหมเลิศ อดีตรองประธานวุฒิสภา ซึ่งถูกตัดสินในเดือนมกราคมว่ามีความผิดในคดีข่มขืนเด็กหญิง 4 คนอายุระหว่าง 13 -16 ปี ซึ่งถูกนำมาค้าที่จังหวัดปทุมธานี
ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ศาลอาญาสั่งจำคุก 50 ปีอดีตครูโรงเรียนประถมศึกษาในกรุงเทพฯ 2 คน ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กอายุ 6-8 ปีอย่างน้อย 5 คนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549
ผลการสำรวจในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งองค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐมักนำมากล่าวอ้างอย่างกว้างขวาง ระบุว่ามีเด็กที่อาศัยอยู่ตามข้างถนนในเขตใจกลางเมืองใหญ่ๆ ประมาณ 20,000 คน เด็กเหล่านี้จะถูกส่งไปที่บ้านพักที่รัฐบาลจัดให้ แต่มีรายงานว่าเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว ไม่ต้องการอาศัยอยู่ในที่พักพิงเหล่านั้นเนื่องจากกลัวว่าจะถูกกักตัวและเนรเทศออกนอกประเทศ รัฐบาลระบุว่าเด็กที่เป็นคนไทยจะถูกส่งตัวไปที่ศูนย์ฝึกอาชีพในจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาเดิม
รายงานของรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กมักไม่กล่าวถึงเด็กที่อาศัยตามข้างถนนและยอดตัวเลขของเด็กเหล่านี้ทั่วประเทศมักมีเฉพาะเด็กไทยเท่านั้น
เด็กข้างถนนมักถูกแสวงประโยชน์จากกลุ่มมิจฉาชีพที่บังคับให้เด็กเหล่านี้ขอทาน ขายดอกไม้หรือของอื่นๆ และมีเด็กจำนวนมากที่ถูกบังคับให้นำเงินที่หาได้ในแต่ละวันมาให้กลุ่มมิฉาชีพเหล่านี้ โดยจะได้รับค่าตอบแทนน้อยมาก ซึ่งบ่อยครั้งมักจะน้อยกว่า 34 บาทต่อวัน มีรายงานว่าเด็กบางคนถูกซื้อ ถูกเช่า หรือ “ขอยืมแกมบังคับ” จากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อให้มานั่งขอทานข้างๆ ผู้หญิงบนทางเท้าและสะพานข้ามถนน โดยเฉพาะในย่านนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เด็กเหล่านี้มีสภาพการทำงานที่เลวร้าย ต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ และเปิดโอกาสให้ถูกแสวงประโยชน์มากขึ้น
ในบางภาคของประเทศ เด็กต้องขึ้นศาลเดียวกับผู้ใหญ่และถูกคุมขังในเรือนจำเดียวกัน ไทยมีศูนย์สังเกตการณ์และคุ้มครองสำหรับเยาวชนที่กระทำความผิดทั้งหมด 95 แห่ง โดยแต่ละ 76 จังหวัดทั่วประเทศจะมีศูนย์ดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
มีองค์กรเอกชนท้องถิ่นหลายแห่งที่ช่วยส่งเสริมสิทธิเด็ก องค์กรนายจ้างต่างๆ เช่น สภาองค์กรนายจ้างแห่งประเทศไทย มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาแรงงานเด็กด้วยเช่นกัน และได้รับการสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาล
การค้ามนุษย์
กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันห้ามการค้ามนุษย์ในรูปแบบที่เกี่ยวข้องการการแสวงประโยชน์ทางเพศ อย่างไรก็ดี กฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ฉบับใหม่ซึ่งสภาให้ความเห็นชอบในวันที่ 28 พฤศจิกายนและมีเนื้อหาครอบคลุม ได้ขยายคำจำกัดความของการค้ามนุษย์ให้ครอบคลุมถึงการค้าเพื่อแสวงประโยชน์ด้านแรงงานด้วย กฎหมายฉบับใหม่มีกำหนดประกาศใช้ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2551 และจะเป็นครั้งแรกที่ผู้ชายอายุมากกว่า 18 ปี สามารถถูกระบุว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ได้ ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผู้ชายอายุเกิน 18 ปีไม่สามารถถูกระบุว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ได้
ตลอดปี พ.ศ. 2550 มีรายงานว่าประเทศไทยเป็นทั้งแหล่ง ทางผ่าน และจุดหมายปลายทางสำหรับการค้ามนุษย์เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ผู้หญิงและเด็ก (โดยเฉพาะเด็กหญิง) มักเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศบ่อยกว่า อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาและหลักฐานที่เชื่อถือได้ที่รวบรวมจากคดีจำนวนหนึ่งชี้ว่าการค้าผู้ชายเพื่อใช้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว มีอยู่ทั่วไปแม้ว่าอาจจะน้อยกว่าผู้หญิง มีการค้าผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กจำนวนมากให้ธุรกิจต่างๆ เช่น การประมงเพื่อการพาณิชย์และการผลิตอาหารทะเลในเขตจังหวัดสมุทรสาคร บางส่วน (ซึ่งสหประชาชาติ องค์กรเอกชน และรัฐบาลคิดว่าเป็นส่วนน้อย) ของคนงานในธุรกิจค้าประเวณีทั้งหมดประมาณ 200,000 – 300,000 คนทั่วประเทศอายุต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่ก็ทำงานเพื่อหักล้างหนี้ มีการพบหญิงและเด็กต่างด้าวโดยเฉพาะจากประเทศลาวที่ถูกบังคับให้ทำงานตามสัญญาผูกมัด
ภายในประเทศนั้น มีการนำผู้หญิงที่ยากจนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมาค้าให้ธุรกิจทางเพศที่กรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม การค้าผู้หญิงไทยในประเทศดูเหมือนจะลดลง เนื่องจากโครงการป้องกันและปราบปรามและโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการค้าหญิงไทยไปญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ บาห์เรน ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ แต่มีบางส่วนถูกค้าเป็นแรงงานในโรงงานเถื่อนด้วย ผู้ชาย โดยเฉพาะแรงงานพม่า ถูกนำมาค้าแรงงานในธุรกิจประมงเชิงพาณิชย์ โรงงานผลิตอาหารทะเล ไร่นา โรงงานอุตสาหกรรม และงานก่อสร้าง การดำเนินคดีกับผู้ทำธุรกิจค้าผู้ชายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเนื่องจากกฎหมายไม่ได้ครอบคลุมเรื่องนี้
มีการนำผู้หญิงและผู้ชายจากพม่า กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน ลาว รัสเซีย อุซเบกิสถาน และประเทศยุโรปตะวันออกมาค้าแรงงานและธุรกิจทางเพศ
มีบางครั้งที่มีการนำสมาชิกทั้งครอบครัวเข้ามาใช้แรงงานในโรงงานเถื่อน เด็กชายและเด็กหญิงที่ถูกนำมาค้าส่วนใหญ่มาจากพม่าและกัมพูชา และถูกนำมาค้าให้ธุรกิจทางเพศและทำงานกับแก๊งขอทานเป็นหลัก มีรายงานว่าเด็กชายอายุต่ำกว่าเกณฑ์ถูกลักลอบนำเข้าประเทศเพื่อทำงานที่ต้องการคนรูปร่างเล็ก องค์กรเอกชนของไทยระบุว่า ยังมีการค้าเด็กหญิงวัย 12-18 ปีจากพม่า ภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน และลาวเพื่อป้อนธุรกิจทางเพศอยู่ นักสังคมสงเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าเด็กหญิงที่มีอายุน้อยจะมีราคาสูงเนื่องจากลูกค้าเชื่อว่าเด็กเหล่านี้ปลอดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชาวจีนที่ถูกนำมาค้ามักต้องเดินทางผ่านไทยต่อไปยังประเทศอื่น แต่สตรีและเด็กจากมณฑลยูนนานนั้นมักถูกส่งไปทำงานในซ่องโสเภณีในภาคเหนือของไทย เหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกล่อลวงเข้ามาค้าในไทยหรือผ่านไทยไปยังประเทศอื่นๆ มักได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้ทำงานในร้านอาหารหรือทำงานตามบ้าน แต่แล้วก็จะถูกกดดันหรือใช้กำลังบังคับให้ค้าประเวณี
การที่สตรีและเด็กชาวเขาบางรายไม่ได้รับสัญชาติไทยคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้คนเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ แม้คนกลุ่มนี้จะไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ แต่ก็มีสัดส่วนสูงในกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในรูปแบบที่เลวร้าย
การค้ามนุษย์ภายในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้านมักดำเนินการโดยกลุ่มย่อยที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ และมักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชนที่เป็นแหล่งสินค้า ชาวพม่า ลาว กัมพูชาและไทยมีส่วนพัวพันในการค้าแรงงานตามชายแดน นักค้ามนุษย์มักใช้คนที่รู้จักกันเป็นผู้ช่วยหาเหยื่อ ในบางกรณี ผู้ค้ามนุษย์ก็เคยตกเป็นเหยื่อมาก่อน โดยเฉพาะในธุรกิจทางเพศ
โสเภณีส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่มีจำนวนมากที่ต้องทำงานใช้หนี้ มีรายงานว่าผู้จัดหาสตรีส่งซ่องโสเภณีมักจ่ายเงินล่วงหน้าก้อนใหญ่แก่บิดามารดาของเด็กซึ่งจะหักจากรายได้ของเด็กในภายหลัง ทำให้เด็กต้องทำงานในซ่องโสเภณีเพื่อหาเงินมาใช้หนี้
เนื่องจากสตรีต่างชาติมักพูดภาษาไทยไม่ได้และถือว่าเป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย จึงตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายร่างกายและแสวงประโยชน์ได้ง่าย มีรายงานการค้ามนุษย์เพื่อใช้แรงงานจากแรงงานชาวพม่าซึ่งถูกหลอกว่าจะให้ทำงานในโรงงานผลิตอาหาร แต่ภายหลังกลับถูกล่อลวงหรือถูกส่งตัวไปทำงานบนเรือประมง ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ตำรวจได้บุกเข้าค้นโรงงานผลิตอาหารจากกุ้งแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร และพบแรงงานต่างด้าวชาวพม่าหลายร้อยคนที่ถูกกักขังตัวไว้ในโรงงานโดยไม่สมัครใจ เมื่อถึงปลายปี ยังไม่มีการฟ้องความผิดทางอาญาในคดีนี้ แม้ว่าในเดือนพฤศจิกายน ศาลจะตัดสินให้หญิงชาวพม่า 66 คนที่รัฐบาลพิจารณาว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ชนะในคดีแพ่ง
และได้รับเงินชดเชย เงินเดือนย้อนหลัง และเงินค่าล่วงเวลาที่ยังไม่ได้รับ รวมทั้งหมดเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือน 9 เดือน เหยื่อการค้ามนุษย์ที่เป็นชายถูกส่งตัวกลับพม่าหรือไม่ก็ทำงานในโรงงานต่อไป
บทลงโทษสำหรับคดีค้ามนุษย์แตกต่างกันไปแล้วแต่อายุของผู้เสียหายและวิธีที่นักค้ามนุษย์นำมาใช้ โดยทั่วๆ ไป กฎหมายกำหนดโทษจำคุก 1 ปีถึงตลอดชีวิตและปรับ 2,000 ถึง 40,000 บาท สำหรับคดีที่ผู้เสียหายอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี ผู้กระทำความผิดต้องถูกจำคุก 3 ถึง 15 ปีและปรับ 6,000 ถึง 40,000 บาท และสำหรับความผิดที่ผู้เสียหายอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้กระทำผิดต้องถูกจำคุก 5 ถึง 20 ปีและปรับ 10,000 ถึง 40,000 บาท หากความผิดนั้นกระทำด้วยการใช้วิธีการหลอกลวง การข่มขู่ การทำร้ายร่างกาย การใช้อิทธิพลที่ขัดต่อศีลธรรม หรือการบีบบังคับจิตใจ โทษจำและปรับอาจเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วนสาม
ศูนย์พิทักษ์เด็กและสตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่นำกฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์มาบังคับใช้ ในขณะที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือและจัดหาที่พักพิงให้ผู้เสียหาย ตำรวจรายงานว่าในช่วงปี พ.ศ. 2549 มีการส่งฟ้องคดีค้ามนุษย์ 152 คดี ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 146 คดีในปี พ.ศ. 2548 องค์กรเอกชนช่วยผู้เสียหายบางคนให้ได้รับค่าจ้างย้อนหลังจากนายจ้างที่เอาเปรียบ อย่างไรก็ดี ไม่ค่อยมีการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิด ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2549 กฎหมาย
ต่อต้านการใช้แรงงานทาส พ.ศ. 2494 ส่งผลให้นายจ้างที่ทารุณคนรับใช้ที่บ้านถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาใช้แรงงานทาสเป็นครั้งแรก และเมื่อถึงปลายปี คดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นอุทธรณ์
ผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายไม่มีสิทธิปรึกษาทนายหรือได้รับการรักษาพยาบาลในกรณีที่ถูกจับ บันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานรัฐบาลด้วยกันและระหว่างรัฐบาลกับองค์กรเอกชนของไทยได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการของตำรวจโดยละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกนำมาค้าและถูกเจ้าหน้าที่คุมขังไว้ บันทึกดังกล่าวระบุว่าการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าวในฐานะผู้ที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และแทนที่จะถูกเนรเทศกลับประเทศ คนเหล่านี้จะได้รับการดูแลจากกรมประชาสงเคราะห์ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจยังขาดความแน่นอนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายได้รับการฝึกอบรมไม่เพียงพอและเจ้าหน้าที่ฯ ไม่คุ้นเคยกับกฎหมายฉบับดังกล่าว
โดยทั่วไป รัฐบาลให้ความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ รวมทั้งการค้ามนุษย์ ประเทศไทยลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์กับกัมพูชาและลาว โดยทั่วๆ ไป ประเทศที่เหยื่อถูกนำไปค้าจะเป็นผู้เริ่มกระบวนการสืบสวนก่อน รัฐบาลยังคงสืบสวนขบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำผู้หญิงไทยไปต่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศช่วยผู้หญิงและเด็กหญิงชาวไทยจำนวน 258 คนซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำไปแสวงประโยชน์ทางเพศในต่างประเทศ ให้สามารถเดินทางกลับไทยในปี พ.ศ. 2549 (ลดลงจากจำนวน 270 คนในปี พ.ศ. 2548)
กฎหมายไทยอนุญาตให้ส่งผู้กระทำผิดสัญชาติไทยไปรับการพิจารณาคดีในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่มีคนไทยถูกส่งข้ามแดนในข้อหาที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในช่วงปี พ.ศ. 2550 บุคคลสัญชาติญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมันและสหรัฐฯ ที่ถูกตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมทั้งคดีอนาจารเด็ก ได้ถูกส่งกลับประเทศตามคำขอของประเทศนั้นๆ
มีรายงานเกี่ยวกับการรับสินบนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับล่างหรือระดับกลางแลกกับการอำนวยความสะดวกให้กับการค้ามนุษย์รูปแบบที่เลวร้ายที่สุดไม่มีหลักฐานว่าตำรวจระดับสูงได้รับผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์หรือช่วยปกป้องการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นที่ทุจริตช่วยปกป้องซ่องโสเภณีและสถานบริการทางเพศอื่นๆ จากการถูกบุกเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ที่ถูกพบว่าสมรู้ร่วมคิดในธุรกิจผิดกฎหมายนี้มักไม่ค่อยถูกดำเนินคดี แต่จะถูกสั่งย้ายไปตำแหน่งอื่นที่คิดว่าจะมีโอกาสทุจริตน้อยลงในอนาคต
องค์กรเอกชนของไทยและระหว่างประเทศหลายแห่งรวมทั้งหน่วยงานของรัฐยังคงทำงานร่วมกับผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ต่อไป รัฐบาลร่วมมือกับโครงการกำจัดการใช้แรงงานเด็กขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ในการดำเนินโครงการเพื่อลดการนำเด็กมาค้าเพื่อใช้แรงงานและเพื่อธุรกิจทางเพศ อย่างไรก็ดี งบประมาณในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อยังมีอย่างจำกัด
โดยทั่วไป เหยื่อการค้ามนุษย์ที่รอการส่งตัวกลับประเทศจะได้เข้าพักพิงในที่พักของรัฐบาลหรือถ้าเป็นบุคคลสัญชาติอื่น จะถูกส่งตัวเข้าบ้านพักขององค์กรเอกชน กระบวนการส่งกลับประเทศเดิมใช้เวลาสูงสุด 6 เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 –เดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 สถานที่พักพิงหลักที่รัฐบาลจัดหาให้ในกรุงเทพฯ รองรับสตรีและเด็กจากประเทศเพื่อนบ้าน 476 คน และคนไทย 205 คนซึ่งรวมถึงสตรีที่สมัครใจเป็นโสเภณีและสตรีที่โดนสามีทำร้าย ไม่มีสถิติที่น่าเชื่อถือได้ว่าในจำนวนนี้มีกี่คนที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ รัฐบาลไทยจัดหาอาหาร การรักษาพยาบาล และคำปรึกษาด้านจิตวิทยาให้อย่างจำกัด
รัฐบาลคัดกรองเหยื่อการค้ามนุษย์จากกัมพูชาและพม่า โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายระบุชี้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และส่งตัวคนเหล่านี้ไปยังสถานที่พักพิงของรัฐที่มีอยู่หกแห่งในภูมิภาค
เหยื่อการค้ามนุษย์ได้รับความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากองค์กรเอกชนและเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ในระดับหนึ่ง และโดยทั่วๆ ไป คนเหล่านี้จะได้รับแจ้งถึงสิทธิในการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม มีผู้เสียหายไม่กี่รายที่เลือกใช้สิทธิดังกล่าวเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษา การไม่รู้หนังสือ ความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ทางการ กระบวนการทางกฎหมายที่ใช้เวลานาน และความหวาดกลัวผู้ค้ามนุษย์ เหยื่อการค้ามนุษย์ที่อยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศขณะรอการส่งตัวกลับประเทศเดิม แม้คนเหล่านี้จะมีส่วนในการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ค้ามนุษย์ก็ตาม
รัฐบาลยังคงร่วมมือกับองค์กรเอกชนและอุตสาหกรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการโรงแรม เพื่อสนับสนุนเยาวชน (โดยเฉพาะเด็กหญิง) ให้หางานประเภทอื่นนอกเหนือจากบริการทางเพศหรืองานที่ถูกแสวงประโยชน์อื่นๆ โครงการฝึกอบรมวิชาชีพที่มีเป้าหมายให้การศึกษาแก่นักเรียนระดับมัธยมปลายก็ได้รับเงินสนับสนุนเช่นกัน แม้ว่าการฝึกอบรมวิชาชีพไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์อย่างชัดแจ้ง แต่ผลที่ได้รับคือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่นักเรียนมัธยมที่เพิ่งเรียนจบ
บุคคลพิการ
รัฐธรรมนูญชั่วคราวมีกฎหมายที่กำหนดให้อำนวยความสะดวกในการใช้สถานที่สาธารณะแก่ผู้พิการ แต่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้อย่างคงเส้นคงวา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ห้ามการเลือกปฏิบัติในเรื่องการศึกษาต่อผู้พิการทางร่างกายและจิตใจและให้คนเหล่านี้มีสิทธิได้รับบริการด้านสุขภาพและบริการอื่นๆ ของรัฐ นักเคลื่อนไหวยังคงพยายามแก้กฎหมายที่อนุญาตให้มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการในการว่าจ้างเข้าทำงาน
ในเดือนสิงหาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านร่างกฎหมายแก้ไขหลายฉบับซึ่งห้ามการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการในการว่าจ้างงานในภาครัฐ ในวันที่ 28 กันยายน กฎหมายฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ กฎหมายฉบับนี้เพิ่มประเภทของความพิการที่ได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมาย และจัดหาที่ปรึกษาด้านกฎหมายสำหรับผู้พิการที่ต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ กฎหมายยังยกระดับสถานภาพของหน่วยงานหนึ่งในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของผู้พิการ ในช่วงปี พ.ศ.2550 รัฐบาลเริ่มโครงการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม และให้ทุนองค์กรเอกชนที่พยายามแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการ
ผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทางราชการมีสิทธิได้รับบริการตรวจโรค รถเข็น และไม้ยันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รัฐบาลให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยห้าปีแก่ผู้พิการที่ดำเนินธุรกิจขนาดย่อม
รัฐบาลมีโรงเรียนพิเศษสำหรับเด็กพิการ 43 แห่ง กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่าทั่วประเทศมีศูนย์การศึกษาพิเศษสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน 76 แห่ง และมีศูนย์ฝึกอบรมสำหรับผู้พิการที่ดำเนินการโดยรัฐบาล 9 แห่ง และดำเนินการโดยเอกชน 15 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีสมาคมเอกชนอีก 8 แห่งที่ให้การฝึกอบรมแก่ผู้พิการเป็นครั้งคราว มีรายงานว่าโรงเรียนบางแห่งไม่ยอมรับเด็กพิการเข้าศึกษา แต่รัฐบาลให้เหตุผลว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะโรงเรียนไม่มีสถานที่และอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกสำหรับเด็กพิการ
คนพิการจำนวนมากที่มีงานทำต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติด้านค่าจ้างแรงงาน องค์กรเอกชนระบุว่ากฎหมายกำหนดให้บริษัทเอกชนว่าจ้างผู้พิการ 1 คนต่อพนักงาน 200 คน หรือไม่ก็บริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อประโยชน์ต่อผู้พิการ แต่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทางการประมาณตัวเลขว่าบริษัทห้างร้านถึงร้อยละ 40 เพิกเฉยกฎหมายนี้ แต่องค์กรเอกชนเชื่อว่ามีมากถึงร้อยละ 70 รัฐวิสาหกิจบางแห่งก็มีนโยบายการจ้างงานที่เลือกปฏิบัติ
ชนกลุ่มน้อยทางสัญชาติ/เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์
อดีตทหารในสงครามกลางเมืองของจีนและลูกหลานที่เข้ามาอาศัยอยู่ในไทยตั้งแต่สงครามสิ้นสุดลง และลูกของผู้อพยพชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ใน 5 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ภายใต้กฎหมายและกฎข้อบังคับที่จำกัดการเคลื่อนไหว ที่อยู่อาศัย การศึกษาและอาชีพของคนเหล่านี้ กระทรวงมหาดไทยระบุว่าในช่วงปี พ.ศ. 2550 ชาวจีนประมาณ 300 คนและลูกหลานจำนวนหนึ่ง และชาวเวียดนาม 30 คนและลูกหลานได้รับสัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์
คนพื้นเมือง
ชาวเขาที่ไม่มีเอกสารที่ถูกต้องยังคงถูกจำกัดการเดินทาง ไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานซึ่งรวมถึงข้อกำหนดอัตราแรงงานขั้นต่ำ
ในช่วงหลายปีที่เพิ่งผ่านมา มีการออกระเบียบข้อบังคับที่ช่วยผ่อนผันข้อกำหนดในการขอสัญชาติไทย โดยยอมรับหลักฐานหลายอย่างมากขึ้น รวมทั้งคำให้การ
จากบุคคลอ้างอิงและให้อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการพิจารณาตัดสินใจ กระทรวง มหาดไทยระบุว่าในจำนวนผู้มีสิทธิได้รับสัญชาติไทย มีผู้ได้รับสัญชาติไทยภายใต้ระเบียบข้อบังคับใหม่นี้แล้วอย่างน้อยร้อยละ 82 ในขณะที่รัฐบาลสนับสนุนความพยายามที่จะอนุมัติสัญชาติและให้ความรู้แก่ชาวเขาเกี่ยวกับสิทธิที่มีอยู่ นักเคลื่อนไหวได้รายงานว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวางและการปฏิบัติงานที่ไร้ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ รวมถึงผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้คำร้องขอสัญชาติต้องคั่งค้าง
ชาวเขายังคงเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติทางสังคม เนื่องมาจากความเชื่อโดยทั่วไปที่ว่าชาวเขามักจะเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการที่สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม
การประพฤติโดยมิชอบและการเลือกปฏิบัติทางสังคมอื่นๆ
ผู้ป่วยโรคเอดส์ยังคงถูกเลือกปฏิบัติทางสังคมอยู่ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของความรู้สึกว่าตนเองถูกปฏิเสธจากครอบครัว มิตรสหาย และชุมชน แม้ว่าการรณรงค์ให้ความรู้ในเรื่องนี้แก่ชุมชนอาจช่วยบรรเทาความรู้สึกดังกล่าวได้บ้างในบางชุมชน มีรายงานว่านายจ้างบางรายปฏิเสธที่จะจ้างพนักงานที่ตรวจพบว่ามีเชื้อเอ็ชไอวีระหว่างการตรวจเลือดก่อนเข้าทำงานตามที่นายจ้างกำหนด
องค์กรเอกชนระบุว่านายจ้างเลือกปฏิบัติต่อชายที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศหลังจากพิจารณาเอกสารทางทหารที่ระบุอย่างถาวรว่าคนเหล่านี้มีความปกติทางจิต กองทัพระบุว่าในแต่ละปีมีคนจำนวนมากถึง 500 คนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัตินี้ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวได้ยุติลงในเดือนเมษายน องค์กรเอกชนคาดว่ามีคนอย่างน้อย 10,000 คนทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากระเบียบข้อบังคับดังกล่าวของกองทัพ กฎหมายไม่อนุญาตให้คนที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้วเปลี่ยนการระบุเพศของตนในเอกสารประจำตัว
หมวดที่ 6 สิทธิของคนงาน
ก. สิทธิในการตั้งสมาคม
กฎหมายอนุญาตให้คนงานภาคเอกชนทุกคนก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพการค้าใดๆ ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากทางการล่วงหน้า อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไม่ได้ให้ความคุ้มครองเพียงพอแก่ลูกจ้างที่เข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงาน และมีรายงานเกี่ยวกับพนักงานหลายรายที่ถูกไล่ออกจากงานเนื่องจากเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพ ในบางกรณี ศาลสั่งให้นายจ้างรับพนักงานเข้าทำงานตามเดิมถ้าพิสูจน์แล้วว่าเหตุผลในการไล่ออกไม่ถูกต้อง
กฎหมายห้ามข้าราชการ รวมทั้งครูประจำโรงเรียนของรัฐจัดตั้งหรือจดทะเบียนสหภาพแรงงาน แต่สามารถจัดตั้งและจดทะเบียนในรูปของสมาคม ซึ่งไม่มีอำนาจในการต่อรองแบบกลุ่มแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่จดทะเบียนแล้วหรืออาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายไม่มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนแล้วอาจเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานที่จัดตั้งและบริหารโดยคนไทย กระทรวงแรงงานกำหนดให้แรงงานต่างด้าวต้องต่ออายุใบอนุญาตทำงานชั่วคราวทุกปี มีแรงงานต่าวด้าวจดทะเบียนไม่กี่คนที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรืออาจไม่มีเลย มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากทำงานในโรงงานใกล้กับจุดผ่านแดน ซึ่งมีการละเมิดกฎหมายแรงงานอยู่เป็นประจำ และไม่ค่อยมีการตรวจสอบว่าโรงงานเหล่านั้นปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่
น้อยกว่าร้อยละ 4 ของแรงงานทั่วประเทศ แต่เกือบร้อยละ 11 ของคนงานภาคอุตสาหกรรมและกว่าร้อยละ 50 ของคนงานรัฐวิสาหกิจเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ในปี พ.ศ. 2549 มีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 45 แห่งประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 180,500คน และมีสหภาพแรงงานของเอกชน 1,313 แห่งประกอบด้วยสมาชิก 335,600 คน ประเพณีวัฒนธรรม ความไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องอุตสาหกรรมสัมพันธ์ ความพยายามของรัฐบาลในการลดการรวมตัวกันของสหภาพ และภาคเกษตรกรรมและภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีขนาดใหญ่ (ซึ่งไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน) มักถูกยกเป็นเหตุผลที่องค์กรด้านแรงงานมีจำนวนน้อย
ผู้นำสหภาพแรงงานและผู้สังเกตการณ์ฝ่ายวิชาการรายงานว่า นายจ้างมักเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างที่พยายามก่อตั้งสหภาพฯ กฎหมายไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างจากการถูกนายจ้างแก้แค้นถ้าลูกจ้างเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงานก่อนจะมีการจดทะเบียนสหภาพฯ และนายจ้างอาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายนี้สะกัดกั้นความพยายามในการจัดตั้งสหภาพฯ นายจ้างใช้ช่องโหว่ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์เพื่อไล่ผู้นำสหภาพออกจากงานก่อนที่รัฐบาลจะให้การรับรองสหภาพ
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์รัฐวิสาหกิจจำกัดการเกี่ยวข้องระหว่างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกับสหภาพแรงงานภาคเอกชน อย่างไรก็ดี สมาพันธ์ของสหภาพสามารถเกี่ยวข้องกันได้ ข้อจำกัดนี้เป็นการแบ่งแยกการเคลื่อนไหวของสหภาพระหว่างรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ยังมีการติดต่อกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างพนักงานของรัฐและเอกชนในระดับสหภาพแรงงานอยู่ และรัฐบาลก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ โดยทั่วไปสหภาพแรงงานของรัฐวิสาหกิจจะดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลและองค์กรอื่น ๆ ข้อขัดแย้งภายใน การทุจริตและการขาดผู้นำยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวด้านแรงงานอ่อนแอลง
กฎหมายห้ามนายจ้างใช้มาตรการต่อต้านสหภาพแรงงาน แต่กำหนดว่าสมาชิกสหภาพแรงงานต้องเป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทำให้ลูกจ้างอาจถูกรังแกโดยนายจ้างที่จ้องจะลงโทษลูกจ้างที่มีตำแหน่งในสหภาพฯ หรือพยายามก่อตั้งสหภาพฯ ข้อจำกัดดังกล่าวเป็นการจำกัดเจ้าหน้าที่ประจำของสหภาพในการจัดกิจกรรมหรือมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างขันแข็ง นอกจากนี้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ยังอนุญาตให้สหภาพแรงงานมีที่ปรึกษาที่เป็นบุคคลนอกองค์กรและได้รับอนุญาตจากรัฐเพียง 2 คน และกระทรวงแรงงานก็มักกีดกันบุคคลที่เห็นว่าชอบเคลื่อนไหวมากเกินไปไม่ให้จดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาด้านแรงงาน ผู้นำสหภาพฯ และผู้สังเกตการณ์ภายนอกร้องทุกข์ว่าข้อจำกัดนี้ขัดขวางความสามารถในการฝึกเจ้าหน้าที่สหภาพฯ และการพัฒนาความเชี่ยวชาญในการร่วมเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนตัวผู้นำสหภาพฯ กันบ่อยๆ
ผู้นำสหภาพแรงงานอาจถูกไล่ออกด้วยเหตุผลใดก็ได้ แต่ต้องมีการจ่ายเงินชดเชยเมื่อเลิกจ้าง ในสถานการณ์ดังกล่าว กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องรับพนักงานดังกล่าวเข้าทำงานตามเดิม และนายจ้างก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎเกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้างเสมอไป ในบางกรณี ศาลแรงงานได้สั่งให้นายจ้างบรรจุลูกจ้างเข้าทำงานตามเดิมเมื่อพบว่าพนักงานถูกไล่ออกเนื่องจากร่วมกิจกรรมสหภาพแรงงานซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการบรรจุพนักงานเข้าทำงานใหม่ใช้เวลานานและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสำหรับนายจ้าง กรณีส่วนใหญ่จึงมักตกลงกันได้นอกศาลและลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชย โดยนายจ้างไม่ต้องถูกมาตรการลงโทษใดๆ
ในวันที่ 12 กรกฎาคม พนักงาน 18 คนในบริษัทแห่งหนึ่งถูกไล่ออกหนึ่งวันก่อนหน้าการประชุมใหญ่ของสหภาพพนักงานที่คนเหล่านี้เป็นผู้จัด พนักงานที่ถูกไล่ออกได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกรมแรงงานในเดือนสิงหาคม และยื่นหนังสือร้องเรียนต่อบริษัทในเดือนกันยายน โดยเรียกร้องให้ทางบริษัทรับพวกตนเข้าทำงานตามเดิม พนักงานเหล่านี้ได้รับการบรรจุเข้าทำงานใหม่ในวันที่ 8 ตุลาคม
ข. สิทธิในการจัดตั้งองค์กรและการร่วมเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน
กฎหมายรับรองสิทธิของพนักงานภาคเอกชนในการจัดตั้งองค์กรและดำเนินการร่วมเจรจาต่อรอง อย่างไรก็ตาม ความพยายามของรัฐบาลที่จะคุ้มครองสิทธิดังกล่าวยังมีน้อย กฎหมายกำหนดกลไกสำหรับการร่วมเจรจาต่อรองดังกล่าว รวมทั้งขั้นตอนการไกล่เกลี่ยและตัดสินกรณีพิพาทที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ ในทางปฏิบัติ มีการร่วมเจรจาต่อรองอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในสถานที่ทำงานเพียงไม่กี่แห่ง และส่วนใหญ่ก็ดำเนินไปในลักษณะที่กลุ่มลูกจ้างขาดทักษะความเชี่ยวชาญในการต่อรอง ส่วนนายจ้างก็ยึดถือทัศนคติที่ว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่า การขึ้นค่าจ้างแรงงานส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำมากกว่าจะเป็นผลของการร่วมเจรจาต่อรอง กระบวนการกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำในระดับท้องถิ่นโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีประจำจังหวัดอาจจำกัดอำนาจของสหภาพแรงงานยิ่งขึ้น เนื่องจากคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีในหลายจังหวัดให้ผู้จัดการโรงงานเข้าไปเป็นกรรมการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำในฐานะตัวแทนผลประโยชน์ฝ่ายผู้ใช้แรงงานแต่กลับกีดกันตัวแทนของกลุ่มผู้ใช้แรงงานไม่ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปีพ.ศ. 2550 ตามไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์รัฐวิสาหกิจ รัฐบาลเป็นผู้กำหนดอัตราค่าจ้างสำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจ และกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนดอัตราค่าจ้างสำหรับข้าราชการพลเรือน
รัฐบาลมีอำนาจที่จะห้ามภาคเอกชนก่อการประท้วงในกรณีที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนโดยรวม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใช้ข้อบังคับนี้น้อยมาก และไม่ได้นำมาใช้เลยในช่วงปีพ.ศ. 2550 กฎหมายแรงงานยังห้ามกลุ่มที่ให้ “บริการที่จำเป็นแก่ประชาชน” ก่อการประท้วง โดยรัฐบาลให้คำจำกัดความกลุ่มดังกล่าวกว้างกว่าเกณฑ์ที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) กำหนดไว้ และรวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โทรคมนาคม การไฟฟ้า การประปา และการขนส่งมวลชน กฎหมายยังห้ามการเลิกจ้างผู้ที่ทำการประท้วงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีนายจ้างบางคนที่แกล้งมอบหมายงานที่ไม่ดี ลดชั่วโมงการทำงานและลดโบนัสเพื่อเป็นการลงโทษผู้ประท้วง กฎหมายอนุญาตให้นายจ้างมีสิทธิจ้างคนมาทำงานแทนผู้ประท้วง กฎหมายแรงงานสัมพันธ์รัฐวิสาหกิจให้สิทธิลูกจ้างรัฐวิสาหกิจในการจัดตั้งองค์กรเช่นเดียวกับในภาคเอกชน กฎหมายดังกล่าวห้ามนายจ้างปิดกิจการชั่วคราวเพื่อต่อรองกับลูกจ้างที่ประท้วงอยู่และห้ามลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจประท้วง การประท้วงของภาคเอกชนถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดทางกฎหมายที่ให้มีการเรียกประชุมทั่วไปของสมาชิกสหภาพแรงงานและการประท้วงจะต้องได้รับการเห็นชอบจากสมาชิกร้อยละ 50
ในช่วงปีพ.ศ. 2550 มีการประท้วงที่กระทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 2 ครั้ง และมีพนักงานร่วมประท้วงกว่า 900 คน ไม่มีรายงานเกี่ยวกับการปิดกิจการชั่วคราวโดยนายจ้าง มีการประท้วงหลังจากมีพนักงานจำนวนมากถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับเงินชดเชยและมีการปิดโรงงาน โดยเฉพาะโรงงานผลิตเสื้อผ้า ในวันที่ 11 กรกฎาคม คนงานที่ถูกเลิกจ้างประมาณ 4,000 คนของโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการที่ผลิตเพื่อการส่งออกก่อการประท้วงจากการที่โรงงานปิดกิจการโดยกะทันหัน หลังการเจรจาของคณะกรรมการไตรภาคี โรงงานก็เปิดกิจการใหม่ และรับคนงานเข้าทำงานตามเดิม ในเดือนสิงหาคม มีรายงานว่าโรงงานแห่งนี้ปิดกิจการโดยไม่มีกำหนด โดยคนงานที่ถูกเลิกจ้างได้รับเงินชดเชยร้อยละ 61 ของเงินชดเชยที่พวกเขามีสิทธิได้รับจากการจำหน่ายสินทรัพย์ของโรงงาน คนงานได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อขอให้มีการจ่ายเงินชดเชยที่เหลือจนครบ โดยศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสิน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้นำเงินจากงบสวัสดิการมาใช้เพื่อจ่ายเงินชดเชยบางส่วนจำนวน 21 ล้านบาทแก่คนงานในขณะที่เรื่องนี้อยู่ในชั้นศาล
ในเดือนกันยายน คนงานโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 300 คนได้รวมตัวประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลหลังจากรัฐบาลประสบความล้มเหลวในการยุติข้อพิพาทในเรื่องเงินชดเชยหลังโรงงานปิดกิจการ ในเดือนตุลาคม สหภาพแรงงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้หยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลาสองวันเพื่อประท้วงกรณีที่รัฐบาลให้เอกชนเช่าที่ดินของ รฟท. ซึ่งเป็นข่าวอื้อฉาวและแผนการแปรรูป รฟท. การหยุดงานประท้วงยุติลงเมื่อ รฟท. ตกลงที่จะทบทวนการให้เช่าที่ดินดังกล่าว เมื่อถึงปลายปี คณะกรรมการกฤษฎีกา กรมที่ดิน และสำนักงานอัยการสูงสุด ยังร่วมทบทวนการให้เช่าที่ดินของ รฟท. ด้วยก่อนที่จะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจในขั้นสุดท้าย
ระบบศาลแรงงานทำหน้าที่พิจารณาคดีแรงงานในภาคเอกชนเกือบทุกเรื่องที่กฎหมายแรงงานครอบคลุม อย่างไรก็ดี มีรายงานของการฉ้อฉลภายในระบบ และมีหลักฐานว่าลูกจ้างไม่ได้รับเงินชดเชยตามที่ศาลตัดสินหรือไม่ก็ได้รับเงินไม่ครบ ปัญหาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านแรงงานโดยส่วนรวมได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีและจะมีศาลแรงงานเป็นผู้ทบทวน คนงานอาจร้องทุกข์ได้โดยผ่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กฎหมายให้อำนาจกระทรวงแรงงานในการส่งเรื่องกรณีพิพาทด้านแรงงานของภาคเอกชนไปให้กลุ่มที่รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยนอกเหนือจากคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ แม้จะไม่ค่อยมีการใช้อำนาจทางกฎหมายนี้เท่าใดนัก แต่องค์การแรงงานระหว่างประเทศก็พิจารณาว่าระเบียบนี้เป็นที่ยอมรับได้เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับงานบริการสำคัญที่กำหนดไว้เท่านั้น คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์รัฐวิสาหกิจมีหน้าที่แก้ไขปัญหาที่พนักงานรัฐวิสาหกิจร้องทุกข์ โดยทั่วไปแล้ว ผู้นำแรงงานพอใจกับการแก้ปัญหาโดยองค์กรเหล่านี้ แม้จะมีคำอุทธรณ์ว่าผู้นำสหภาพแรงงานที่ถูกไล่ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรมได้รับเพียงเงินเดือนย้อนหลัง แต่นายจ้างไม่ได้ถูกลงโทษแต่อย่างใด เรื่องนี้ทำให้นายจ้างไม่ค่อยยับยั้งชั่งใจที่จะไล่ผู้จัดตั้งสหภาพและนักเคลื่อนไหวออก
ยังไม่มีกฎหมายพิเศษหรือข้อยกเว้นจากกฎหมายแรงงานปกติสำหรับเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ซึ่งมักจะให้อัตราค่าจ้างและมีสภาพการทำงานที่ดีกว่าเกณฑ์ปกติของประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหภาพแรงงานกล่าวหาว่าสมาคมนายจ้างจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยกันกีดกันไม่ให้มีการก่อตั้งสหภาพแรงงาน มีสหภาพแรงงานในโรงงานผลิตรถยนต์และโรงงานปิโตรเลียมที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก
บริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานได้ใช้ “ระบบการทำสัญญาแรงงาน” โดยคนงานจะเซ็นสัญญาเป็นรายปี คนงานที่ทำสัญญารายปีจะไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน คนงานเหล่านี้ไม่สามารถต่อรองร่วมกันเพื่อเรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการพิเศษอื่นๆ แม้ว่าคนเหล่านี้จะทำงานประเภทเดียวกันกับคนงานที่ได้รับการว่าจ้างโดยตรง แต่กลับได้รับค่าจ้างน้อยกว่าและได้รับสวัสดิการพิเศษอื่นๆ เพียงเล็กน้อยหรืออาจไม่ได้เลย
พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ห้ามบุคคลที่ไม่ใช่สัญชาติไทยเข้าร่วมจัดตั้งหรือจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และห้ามบุคคลดังกล่าวเป็นผู้นำของคณะกรรมการสหภาพ ดังนั้น จึงเท่ากับว่าแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายจำนวนถึง 700,000 คน (จากจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งหมดกว่า 2 ล้านคน) ไม่มีสิทธิจัดตั้งสหภาพ การพยายามหยุดงานของแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนแล้วเพื่อเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำหรือค่าแรงย้อนหลังและสภาพการทำงานที่ดีขึ้นมักทำให้คนเหล่านี้ถูกส่งกลับประเทศ โดยเห็นได้ชัดว่าการส่งตัวกลับเป็นผลของความร่วมมือระหว่างเจ้าของโรงงานและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในท้องถิ่น
ค. การห้ามการบังคับใช้แรงงาน
รัฐธรรมนูญห้ามการบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งแรงงานเด็ก ยกเว้นในกรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เกิดสงคราม หรือมีการประกาศกฎอัยการศึก อย่างไรก็ดี รัฐบาลไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิผลในภาคธุรกิจที่ไม่เป็นทางการขนาดใหญ่
ตามปกติ นายจ้างมักเก็บเอกสารการจดทะเบียนและเอกสารเดินทางของแรงงานต่างด้าวไว้ ซึ่งเป็นการจำกัดการเดินทางออกนอกสถานที่ทำงานของแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ ไม่มีการประมาณตัวเลขว่ามีโรงงานหรือโรงงงานเถื่อนประเภทนี้อยู่เท่าใด แต่แรงงานต่างด้าวชาวพม่า กัมพูชา และลาวที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเปิดโอกาสให้มีการละเมิดสิทธิเช่นนี้ได้ง่าย
แม้จะมีการตีพิมพ์ผลการศึกษาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศเกี่ยวกับสภาพการทำงานที่ถูกกดขี่ของแรงงานต่างด้าว และมีแรงกดดันจากนานาชาติเพื่อให้เกิดความคืบหน้าในคดีโรงงานผลิตอาหารจากกุ้งที่จังหวัดสมุทรสาครซึ่งเป็นข่าวสำคัญ แต่ยังคงมีรายงานต่างๆ เกี่ยวกับโรงงานเถื่อนหรือการปฏิบัติที่กดขี่ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เรือประมง โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และโรงงานผลิตอาหารทะเล ซึ่งนายจ้างห้ามคนงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวออกนอกสถานที่ทำงาน ในวันที่ 8 มิถุนายน มีรายงานว่าแรงงานต่างด้าวชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งถูกสังหารหลังพยายามหลบหนีออกจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกนายจ้างบังคับใช้แรงงานและทารุณทางร่างกายอย่างรุนแรงในเดือนมิถุนายน มีผู้ถูกจับกุมสี่คน และมีรายงานว่าเมื่อถึงปลายปี คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานอัยการ
ปัญหาที่คนไทยซึ่งทำงานในต่างประเทศต้องประสบอยู่เน้นถึงปัญหาของการเรียกเก็บค่าหัวคิวอย่างผิดกฎหมายจากบริษัทจัดหาแรงงานซึ่งคิดค่าหัวคิวเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กับรายได้ในปีแรกและปีที่สองของคนงานรวมกัน มีหลายกรณีที่คนงานไม่ได้รับเงินค่าจ้างตามที่สัญญาระบุไว้ และทำให้เกิดหนี้สินจำนวนมาก ธนาคารในประเทศมีส่วนอำนวยความสะดวกให้การปฏิบัติดังกล่าว โดยการเสนอเงินกู้จำนวนมากให้คนงานเพื่อจะได้มีเงินจ่ายค่าหัวคิว โดยค่าหัวคิวดังกล่าวมีจำนวนตั้งแต่ 300,000 – 1 ล้านบาทสำหรับคนที่ต้องการไปทำงานในต่างประเทศ
ง. การใช้แรงงานเด็กและเกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงาน
โดยทั่วไป เด็กในภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเพียงพอ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายหลักที่กำกับดูแลการจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี กฎหมายห้ามการจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และห้ามการว่าจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ทำงานที่อันตราย ซึ่งรวมถึงงานใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลหะ สารเคมีอันตราย วัสดุมีพิษ รังสี และอุณหภูมิหรือระดับเสียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การสัมผัสกับจุลินทรีย์ที่มีพิษ การใช้อุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมาก การทำงานใต้ดินหรือใต้น้ำ การทำงานในสถานที่ที่มีการจำหน่ายแอลกอฮอล์ หรืองานในโรงแรมหรือสถานอาบอบนวด โทษสูงสุดสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวคือโทษจำคุกหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมภาคเกษตรกรรมและภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ รวมทั้งงานเด็กรับใช้ตามบ้าน ซึ่งใช้แรงงานส่วนใหญ่จากตลาดแรงงาน และมีเด็กทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก กฎหมายอนุญาตให้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อใช้กับภาคเศรษฐกิจที่กฎหมายครอบคลุมไม่ถึง และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา กฎกระทรวงก็ได้ขยายความคุ้มครองสำหรับเด็กที่ทำงานตามบ้านและภาคเกษตรกรรม เกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงานสอดคล้องกับการศึกษาภาคบังคับของประเทศ
แรงงานเด็กยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม การประมง งานบ้าน อุตสาหกรรมบันเทิง และการขอทาน ผลการสำรวจที่ขัดแย้งกันของหน่วยงานราชการต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มองข้ามเด็กต่างชาติและเด็กที่ทำงานในอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ทำให้การประเมินขอบเขตของปัญหาเป็นไปได้ยาก จากการศึกษาที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงแรงงานและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ การใช้แรงงานเด็กมีจำนวนลดลง และเด็กที่อยู่ในกลุ่มแรงงานนั้นมีน้อยกว่าร้อยละ 1 อย่างไรก็ตาม การใช้แรงงานเด็กต่างด้าว โดยเฉพาะจากพม่า ยังมีอยู่ทั่วไปและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
องค์กรเอกชนรายงานว่าร้อยละ 2-4 ของเด็กอายุระหว่าง 6 - 14 ปีทำงานอยู่ในเมืองอย่างผิดกฎหมาย และเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิด้านอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายแรงงาน เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทำงานอยู่ในเมืองส่วนใหญ่จะทำงานในภาคบริการ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ตามปั๊มน้ำมัน อุตสาหกรรมขนาดย่อมและร้านอาหาร แต่การใช้แรงงานเด็กในโรงงานที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกนั้นเห็นชัดน้อยกว่า องค์กรเอกชนยังรายงานว่ามีการใช้แรงงานเด็กในโรงงานผลิตเสื้อผ้าหลายแห่งที่ตั้งอยู่ตามชายแดนพม่าด้านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อย่างไรก็ดี ไม่มีการสำรวจการใช้แรงงานเด็กทั่วประเทศอย่างถ้วนทั่วเนื่องจากองค์กรเอกชนไม่มีสิทธิ์เข้าไปตรวจตามโรงงานที่ตั้งอยู่ในห้องแถว องค์กรเอกชนรายงานว่าเด็กที่ทำงานเป็นคนรับใช้ตามบ้านส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวจากพม่า กัมพูชาและลาว และส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้โอกาสที่จะถูกแสวงประโยชน์มีมากขึ้น บทบัญญัติเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำและอายุขั้นต่ำในการจ้างงานของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไม่ได้ครอบคลุมถึงเด็กรับใช้ตามบ้าน ซึ่งเชื่อกันว่าบางคนมีอายุต่ำกว่า 15 ปี อย่างไรก็ตาม ระเบียบข้อบังคับที่เพิ่งออกเมื่อไม่นานมานี้ได้ขยายความคุ้มครองถึงเด็กรับใช้ตามบ้านและเด็กที่ทำงานในภาคเกษตรกรรม แต่ยังไม่เคยมีการประเมินผลจากการบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าว
ไทยยังมีรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด เด็ก (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ) ถูกแสวงประโยชน์โดยให้ขายสินค้าตามถนน ขอทานและทำงานเป็นโสเภณีในเขตตัวเมือง ซึ่งบางครั้งก็เป็นการทำงานล้างหนี้ เด็กบางคนถูกพ่อแม่หรือญาตินำมาขาย รัฐบาลได้ร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ในการนำแนวปฏิบัติใหม่มาใช้เพื่อปรับปรุงวิธีการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ชาวกัมพูชาและพม่าที่ถูกนำมาทำงานเป็นเด็กขอทานและเด็กขายของตามถนน ผลการศึกษาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2547 ตั้งข้อสังเกตว่า พ่อค้ายาเสพติดในกรุงเทพฯ ใช้เด็กผู้ชายทำหน้าที่ส่งสินค้า ผู้ค้ายาเสพติดชอบใช้เด็กเพราะเด็กมักไม่เรียกร้องอะไรมากและไม่ถูกพิจารณาโทษเหมือนผู้ใหญ่ในกรณีที่ถูกจับ แต่จะถูกส่งไปฝากขังที่สถานพินิจที่ดำเนินการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น
กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวกับแรงงานเด็ก ในปีพ.ศ. 2549 มีการตรวจสุขอนามัยและความปลอดภัย 22,111 ครั้ง ในสถานประกอบการจำนวน 20,026 แห่ง ในจำนวนนี้ มีสถานประกอบการ 2,681 แห่งที่พบว่าไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ในปีเดียวกัน กระทรวงแรงงานยังตรวจสถานประกอบการ 656 แห่งที่มีเด็ก (อายุต่ำกว่า 18 ปี) ทำงานจำนวน 8,806 คน ในจำนวนนี้มี 7 แห่งที่มีเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ (ส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 15 ปี) 558 คนทำงานอยู่ โดยทั่วไป ผู้ตรวจการจะดำเนินการต่อเมื่อมีการร้องทุกข์ เมื่อได้รับรายงานจากครูว่ามีเด็กนักเรียนหายตัวไป หรือเมื่อเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์เท่านั้น และเมื่อมีผู้ละเมิดในกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่มักจะขอให้ผู้ละเมิดให้สัญญาว่าจะปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีขึ้นแทนที่จะดำเนินคดีและลงโทษ การที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องมีหมายค้นคืออุปสรรคในการเข้าตรวจตามบ้านเรือนเพื่อดูแลสวัสดิภาพของเด็กรับใช้ตามบ้าน ในปีพ.ศ. 2549 มีการตรวจสอบและการสอบสวนการใช้แรงงานเด็กในบริษัท 482 แห่ง ในจำนวนนี้ พบการฝ่าผืนอย่างร้ายแรงในบริษัท 9 แห่ง ตัวอย่างของการฝ่าฝืน เช่น การจ้างคนงานที่มีอายุต่ำกว่าที่กฎหมายอนุญาต
จ. สภาพการทำงานที่ยอมรับได้
อัตราค่าแรงขั้นต่ำกำหนดไว้ที่ 143 ถึง 191 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับระดับค่าครองชีพในแต่ละจังหวัด คณะกรรมการจังหวัดเป็นผู้กำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งในบางครั้งคณะกรรมการดังกล่าวประกอบไปด้วยผู้แทนของนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว ค่าจ้างดังกล่าวไม่เพียงพอสำหรับมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสมสำหรับคนงานและครอบครัว ระดับฐานะที่ถือว่ายากจนคือ ผู้มีรายได้วันละ 31 บาท ซึ่งพออยู่ได้ในบางพื้นที่ที่ทำการเกษตรเลี้ยงชีพ กระทรวงแรงงานมีหน้าที่ดูแลให้นายจ้างปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ (ใช้กับภาคแรงงานที่เป็นทางการ) อย่างไรก็ตาม นักวิชาการคาดว่าหนึ่งในสามของแรงงานในภาคที่เป็นทางการทั่วประเทศได้รับค่าแรงต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำโดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัด แม้ลูกจ้างจะได้รับการสนับสนุนให้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการด้านแรงงานเมื่อตนถูกละเมิดสิทธิ์ แต่การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำก็ยังมีความสับสนอยู่ กฎหมายแรงงานหลายฉบับ รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ครอบคลุมถึงแรงงานที่ไม่มีเอกสารประจำตัว ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ ชาวเขาและคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ประมาณว่ามีแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือหรือกึ่งไร้ฝีมือประมาณ 1 ถึง 2 ล้านคนได้ค่าแรงประมาณครึ่งหนึ่งของค่าแรงขั้นต่ำ
รัฐบาลได้กำหนดเวลาทำงานตายตัวขึ้น คือ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามกฎหมายแล้ว ลูกจ้างที่ต้องทำงาน “เสี่ยงอันตราย” เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี เหมืองแร่หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก ห้ามทำงานเกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และห้ามทำงานล่วงเวลา อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับการยกเว้นจากกฎข้อบังคับเหล่านี้ มีรายงานว่าลูกจ้างบางรายถูกบังคับให้ทำงานล่วงเวลา ผู้ใดปฏิเสธก็จะถูกลงโทษและถูกไล่ออก โดยปกติ แรงงานต่างด้าวทำงานวันละ 12 ชั่วโมง และได้หยุดงานเดือนละหนึ่งวัน
สภาพการทำงานของสถานที่ต่าง ๆ จะแตกต่างกันค่อนข้างมาก ในปี พ.ศ. 2549 อัตราการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุในอุตสาหกรรมคือ 25.5 คนต่อคนงาน 1,000 คน ในจำนวนนี้มีอัตราการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเล็กน้อย (ซึ่งทำให้ต้องลาป่วยไม่เกินสามวัน) 18.5 คนต่อ 1,000 คน และบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยมาก (ต้องลาป่วยเกินสามวัน รวมทั้งการพิการอย่างถาวรและการเสียชีวิต) 7 คนต่อ 1,000 คน มีรายงานการเสียชีวิตของคนงานในภาคอุตสาหกรรม 808 คนจากรายงานการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บหรือรุนแรงกว่านั้น 204,257 ครั้ง อย่างไรก็ดี อัตราดังกล่าวเป็นอัตราการเกิดอุบัติเหตุในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น อัตราอุบัติเหตุในภาคแรงงานนอกระบบและภาคเกษตรกรรมซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าคาดว่าน่าจะสูงกว่า ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยอันมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับงานอาชีพมักไม่ค่อยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์หรือได้รับเงินชดเชย และไม่ค่อยมีแพทย์หรือคลีนิคเฉพาะทางสำหรับโรคเหล่านี้ สตรีต่างด้าวอายุน้อยที่ทำงานในโรงงานทอผ้าตามชายแดนพม่าในอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก ซึ่งประมาณว่ามีจำนวน 50,000 คนได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างจำกัดและต่ำกว่ามาตรฐาน และมีหลายคนที่เป็นโรคที่เกิดจากความเครียดและอาการแทรกซ้อนจากการทำแท้ง ในโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ มักมีการนำมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยที่ทางการกำหนดไว้มาใช้ แต่การบังคับใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยยังไม่เข้มงวด ในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีขนาดใหญ่ การให้ความคุ้มครองสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยจะต่ำกว่ามาตรฐาน
บทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานได้ขยายความคุ้มครองสำหรับพนักงานมีครรภ์ โดยกำหนดมิให้ทำงานกะกลางคืน ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด ใช้เครื่องจักรที่มีอันตรายหรือทำงานในเรือ นายจ้างของแรงงานสตรีต่างด้าวมักไล่คนงานที่ตั้งครรภ์ออก แม้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานจะห้ามไล่คนงานที่ตั้งครรภ์ออก ไม่ว่าคนงานจะมีสัญชาติใด
กระทรวงแรงงานประกาศกฎระเบียบด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพการทำงาน แต่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณ ไม่มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ขอย้ายหน้าที่จากสภาพการทำงานที่มีอันตราย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ระบุว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การผลิตสินค้าผู้บริโภค และอุตสาหกรรมก่อสร้างฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของคนงานมากที่สุด
การจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมมักล่าช้าหรือไม่เพียงพอ มีไม่กี่ครั้งที่ศาลตัดสินลงโทษผู้บริหารหรือเจ้าของสถานที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
แม้จะมีขั้นตอนใหม่ในการขึ้นทะเบียน แต่แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวพม่ายังคงเสี่ยงต่อการมีสภาพการทำงานที่เลวร้ายเนื่องจากไม่ได้รับสิทธิด้านแรงงาน องค์การนิรโทษกรรมสากลระบุว่าคนงานเหล่านี้มักได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมาก ต้องทำงานหลายชั่วโมงในสภาพการทำงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและการส่งตัวกลับประเทศโดยปราศจากเหตุผล นอกจากนี้ ยังมีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากที่ถูกหักเงินเดือนอย่างไม่สมควรเพื่อใช้เป็นค่าจดทะเบียน ค่ารักษาพยาบาล ชดเชยวันลาป่วย และการทำงานผิดพลาด
แรงงานต่างด้าวในสี่จังหวัดถูกจำกัดสิทธิในการร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติของนายจ้างที่เป็นการละเมิดสิทธิ เมื่อกระทรวงมหาดไทยออกระเบียบในเดือนมิถุนายนห้ามแรงงานต่างด้าวเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือหรือขี่จักรยานยนต์ ห้ามออกจากสถานที่ทำงานระหว่าง 20.00 – 6.00 น. หรือชุมนุมกันมากกว่าห้าคนขึ้นไป แม้จะไม่มีการบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวอย่างเข้มงวดก็ตาม มีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวที่ถูกเจ้าหน้าที่กักขังและเรียกร้องเงินสินบนแลกกับการถูกส่งตัวกลับประเทศ นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่น่าเชื่อถือต่อไปเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่องค์กรเอกชนที่ถูกทำร้ายหรือถูกข่มขู่ในขณะที่พยายามช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว
การบังคับใช้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับในสถานที่ทำงานเป็นหน้าที่ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจการที่ทำงานเต็มเวลาน้อยกว่า 700 คนที่ต้องตรวจตราสถานที่ทำงานกว่า 350,000 แห่ง แม้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะมีเจ้าหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นผู้ตรวจการแรงงานจำนวน 1,336 คน แต่ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่ในฝ่ายบริหารหรือปกครอง กระทรวงแรงงานรายงานว่าในจำนวนเจ้าหน้าที่เหล่านี้ มีเพียง 650 คนที่ตรวจการด้านแรงงานเป็นงานประจำ แม้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ดำเนินมาตรการในการว่าจ้างผู้ตรวจการเพิ่มขึ้นและแต่งตั้งข้าราชการท้องถิ่นเป็นผู้ช่วย แต่การขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากรอื่นๆ ยังเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ