บทนำ
รายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ประจำปี พ.ศ. 2549
จัดทำโดยสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและแรงงาน
6 มีนาคม 2550
มนุษย์ทุกคนในโลกทั้งหญิงและชายกำลังแสวงหาเสรีภาพสำหรับตนเองและเสรีภาพทางการเมืองมากขึ้น และต่างต้องการมีสถาบันประชาธิปไตย พวกเขากำลังให้ได้มาในสิ่งที่ประธานาธิบดีบุชเรียกว่า “ข้อเรียกร้องถึงศักดิ์ศรีของมนุษย์ที่มิอาจต่อรองได้”
แม้จะต้องเผชิญกับภัยอันตรายและอุปสรรคต่างๆ แต่ผู้กล้าหาญและองค์กรเอกชนได้ช่วยกันเปิดโปงการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน พวกเขาพยายามปกป้องสิทธิของชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติและศาสนา แรงงาน และสตรี และหยุดยั้งการค้ามนุษย์ พวกเขาทำงานเพื่อสร้างประชาสังคมที่กระฉับกระเฉง รับประกันการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม และสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สามารถตรวจสอบและอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย
ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนที่กำลังจะหมดความอดทนเหล่านี้กำลังให้คำจำกัดของสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ ความจริงแล้ว ในช่วงสองสามชั่วอายุคนที่ผ่านมา เสรีภาพได้แผ่ขยายไปยังประเทศกำลังพัฒนา เผด็จการคอมมิวนิสต์ได้ล่มสลายลง และมีประเทศประชาธิปไตยใหม่ๆ เกิดขึ้น สิทธิที่ได้รับการเทิดทูนไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่มากกว่าที่เป็นมาโดยประเทศจำนวนมากขึ้น
ภารกิจดังกล่าวเป็นภารกิจที่สูงส่ง กระนั้นก็ตาม ภารกิจนี้ยังไม่เสร็จสิ้นและยังเผชิญกับศัตรูที่มุ่งมั่น ไม่น่าแปลกใจเลยว่าผู้ที่รู้สึกว่าตนถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยจะต่อต้านผู้ที่สนับสนุนการปฏิรูปและดำนินการปฏิรูป ในขวบปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความพยายามที่จะรังแกและข่มขู่นักสิทธิมนุษยชนและองค์กรประชาสังคม และความพยายามที่จะจำกัดหรือระงับกิจกรรมของคนเหล่านี้ กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อต่อต้านผู้ที่มีมุมมองเป็นอิสระ นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่จะปิดปากผู้มีความเห็นแตกต่างไปจากรัฐบาลโดยใช้วิธีการนอกกฎหมาย
เมื่อใดก็ตามที่องค์กรเอกชนและนักสิทธิมนุษยชนถูกล้อมกรอบ เสรีภาพและประชาธิปไตยจะถูกบ่อนทำลาย ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายต้องช่วยกันปกป้องผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน นี่คือภารกิจหลักอย่างหนึ่งของนโยบายการทูตของเราในปัจจุบัน และเราก็หวังว่ารายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประจำปี พ.ศ. 2549 จะมีส่วนช่วยผลักดันความพยายามนี้ ข้าพเจ้าถือโอกาสนี้ส่งมอบรายงานดังกล่าวแก่
สภากองเกรส ณ บัดนี้
คอนโดลีซซา ไรซ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
คำแปล
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
รายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ. ศ. 2549
ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย
ประเทศไทย
ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มีประชากรกว่า 65 ล้านคน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนและทรงใช้พระบารมีของพระองค์อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ผู้นำทางทหารทำการรัฐประหารซึ่งไม่เสียเลือดเนื้อล้มล้างรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับการมองว่าดำเนินไปอย่างเสรีและยุติธรรม แต่ก็ยังด่างพร้อยจากการซื้อเสียงอย่างกว้างขวาง ผู้นำรัฐประหารประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา ประกาศกฎอัยการศึกและออกประกาศหลายฉบับที่จำกัดเสรีภาพของพลเมือง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ผู้นำรัฐประหารทางทหารซึ่งใช้ชื่อว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและจัดตั้งรัฐบาลรักษาการ
หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้กำหนดข้อจำกัดบางประการทางเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพของสื่อและเสรีภาพในการชุมนุม ก่อนการรัฐประหาร โดยทั่วๆ ไป รัฐบาลเคารพในสิทธิมนุษยชนของประชาชน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัญหาที่สำคัญในบางด้าน โดยที่บางปัญหายังคงต่อเนื่องถึงรัฐบาลรักษาการ ในช่วงปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงใช้กำลังเกินกว่าเหตุและรุนแรงต่อผู้ต้องสงสัยคดีอาญา และกระทำหรือเกี่ยวข้องกับคดีการฆ่าตัดตอนและการสังหารตามอำเภอใจและการสังหารที่ผิดกฎหมายหลายคดี ยังคงมีรายงานคนหายสาบสูญในจังหวัดภาคใต้ โดยกรณีส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้หายสาบสูญถูกเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงเรียกตัวไปสอบสวน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนทรมาน ซ้อมและทารุณผู้ต้องขังและผู้ต้องหาโดยไม่ต้องถูกลงโทษ การใช้คดีหมิ่นประมาทและในบางกรณีก็ใช้ข้อหาปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจปกครองทำให้สื่อและองค์กรเอกชนต้องการตรวจพิจารณาข่าวสารของตนเอง เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านการหายสาบสูญและความรุนแรงในภาคใต้ประสบปัญหาถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ทางการ ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่ง ทางผ่าน และจุดหมายปลายทางสำหรับการค้าสตรีและเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ รวมทั้งการใช้แรงงานเพื่อหักล้างหนี้ การบังคับใช้แรงงาน และการค้าประเวณี ชาวเขาที่ไม่มีหลักฐานอย่างถูกต้องยังคงเผชิญปัญหาการเดินทางโยกย้ายถิ่นฐาน ไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ดิน และไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน
การก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายมาเลย์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยซึ่งเป็นการกระทำต่อสัญลักษณ์และตัวแทนทางการ รวมทั้งต่อพลเรือนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยรายในจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานีและสงขลา รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดเหล่านั้นในเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2548 ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการและมอบอำนาจการรักษาความมั่นคงภายในให้แก่ทหารและตำรวจ พระราชกำหนดฉุกเฉินนี้ยังให้ เจ้าหน้าที่ทางการสามารถปฏิบัติงานโดยการไม่ต้องถูกลงโทษดำเนินคดี เมื่อเดือนกันยายนหลังการรัฐประหาร มีการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ทหารโดยเฉพาะ
การเคารพในสิทธิมนุษยชน
หมวดที่ 1 การเคารพบูรณภาพแห่งบุคคล อันรวมถึงการปลอดจาก:
ก. การสังหารตามอำเภอใจหรือการสังหารที่ผิดกฎหมาย
ไม่มีรายงานยืนยันว่ามีการสังหารที่เกี่ยวพันกับการเมืองโดยรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงใช้กำลังเกินกว่าเหตุและรุนแรงต่อผู้ต้องสงสัย และกระทำหรือเกี่ยวข้องกับคดีการฆ่าตัดตอนและการสังหารตามอำเภอใจและการสังหารที่ผิดกฎหมายหลายคดี ซึ่งรวมถึงการสังหารที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกระทำในเรื่องส่วนตัวด้วย
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม มีมือปืนในรถบรรทุกเล็กยิงนายสหรัฐ สุรมิตรเสียชีวิต นายสหรัฐเป็นนักเคลื่อนไหวจากศรีสะเกษด้านสิทธิในที่ดินและการบุกรุกป่าสงวน ไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยและสำนวนการสอบสวนก็ยังไม่มีการสรุป
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม สมาชิกพรรคไทยรักไทยและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กอบกุล นพภมรบดีถูกมือปืนลอบยิงเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจอารักขาซึ่งอยู่ในรถกับนางกอบกุลรอดชีวิตจากการลอบสังหาร เจ้าหน้าที่จับมือปืนผู้ต้องสงสัยได้ห้าราย รวมทั้งกำนันจากจังหวัดเพชรบุรี ผู้ต้องสงสัยคนที่ 6 คือนายสงัด พุ่มเพ็งฆ่าตัวตายก่อนถูกจับกุม อดีตวุฒิสมาชิก นภินทร ศรีสรรพางค์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางแผนลอบทำร้าย นายนภินทรเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้รับการประกันตัว ข้อกล่าวหาต่อนายจำรณ อ่วมทองและนายศุภฤกษ์ อ่วมทอง ถูกยกเลิก นายอานนท์ พันธรักษ์ นายวิญญู รัตนวรรณีและนายอนันต์ศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ถูกตั้งข้อหาและเมื่อถึงปลายปี คดีเหล่านี้ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา อัยการกำลังพิจารณาว่าจะยื่นฟ้องนายนภินทรหรือไม่
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายจรัญ เอี่ยมไพบูลย์ นักเคลื่อนไหวระดับแนวหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดปราจีนบุรีถูกยิงเสียชีวิตขณะนอนหลับอยู่ในบ้าน ไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด เมื่อถึงปลายปี ยังมีการสืบสวนคดีนี้อยู่
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นายมูฮามัด ดูไน ตันยีโน ถูกบุคคลไม่ทราบชื่อลอบยิงเสียชีวิต นายมูฮามัดเป็นผู้ใหญ่บ้านและนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนในจังหวัดนราธิวาส นายมูฮามัดได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องหาคดีตากใบปี 2547 บางคนจากทั้งหมด 58 คน ในกรณีตากใบนี้ มีผู้ถูกจับกุมชาวมุสลิม 78 คนเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ (ดูหมวด 1.จ และ 1.ช) เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายมูฮามัดช่วยจัดการประชุมระหว่างกลุ่มที่เรียกว่า เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับผู้บัญชาการกองทัพภาคคนใหม่ ไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยใด เมื่อถึงปลายปี ยังมีการสืบสวนคดีนี้อยู่
ในวันที่ 31 ธันวาคม กลุ่มบุคคลไม่ทราบชื่อลอบวางระเบิด 8 แห่งในกรุงเทพฯ และนนทบุรี มีผู้เสียชีวิต 3 รายและบาดเจ็บ 32 ราย
การวางระเบิดและลอบทำร้ายมีขึ้นเกือบทุกวันในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ความรุนแรงจากความพยายามแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นตลอดปี เป้าหมายคือ เจ้าหน้าที่รัฐและผู้แทนศาสนา ซึ่งได้แก่ ครู พระสงฆ์ และเจ้าหน้าที่อำเภอและเทศบาล (ดูหมวด 1.ช)
ไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ต้องขังชาวกะเหรี่ยงสามคนถูกสรุปว่าฆ่าตัวตาย
ไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการฆาตกรรมนายสะโตปา ยูโซะ เมื่อเดือนสิงหาคมพ.ศ. 2548 หรือการสังหารที่มัสยิดในกรือแซะเมื่อปี 2547 มีความคืบหน้าบ้างเกี่ยวกับคดีที่นาวิกโยธินสองนายถูกฝูงชนรุมสังหารเมื่อเดือนกันยายน 2548 และการฆาตกรรมนายอิลมีน นาและ (ดูหมวด 1.ช)
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีรัฐบาลรักษาการกล่าวเสียใจต่อการเสียชีวิตของชาวมุสลิม 85 คนในปี 2547 หลังเกิดการประท้วงที่ตากใบ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน รัฐบาลรักษาการประกาศยกฟ้องผู้เข้าร่วมชุมนุมประท้วง
หนังสือปกขาวของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ที่ออกเมื่อเดือนพฤศจิกายนกล่าวถึงการวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด 1,300 รายในปี 2546 ในช่วงที่รัฐบาลของทักษิณทำ “สงครามกับยาเสพติด” ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมเริ่มดำเนินการสืบสวนคดีการวิสามัญฆาตกรรม 4 คดีที่เกี่ยวเนื่องกับสงครามยาเสพติดปี 2546
ในกระบวนการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตอย่างน่าสงสัย รวมทั้งการเสียชีวิตระหว่างถูกตำรวจควบคุมตัว มีข้อกำหนดข้อหนึ่งให้อัยการ แพทย์นิติเวช และเจ้าหน้าที่ทางการท้องถิ่นเข้าร่วมการสอบสวน และให้สมาชิกครอบครัวของผู้เสียชีวิตแต่งตั้งทนายเข้าร่วมการพิจารณาคดีด้วย อย่างไรก็ตาม มักไม่ค่อยมีการปฏิบัติตามกระบวนการนี้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตไม่ค่อยใช้สิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิดทางอาญาในระหว่างการจับกุมได้
ตัวเลขจากกองการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทยระบุว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหรือระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวทั้งสิ้น 534 ราย ในจำนวนนี้ 20 รายเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดปีพ.ศ. 2548 มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหรือระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวทั้งสิ้น 1,139 ราย ในจำนวนนี้ 63 รายเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทางการแจ้งว่าส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตจากโรคภัยตามธรรมชาติ หลังการสอบสวนผู้ต้องขังรายหนึ่งเสียชีวิตที่สถานีตำรวจในจังหวัดกาญจนบุรีเมื่อปีพ.ศ. 2546 อัยการจังหวัดได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมกับสิบตำรวจนายหนึ่ง ในปีพ.ศ. 2548 ศาลจังหวัดสั่งยกฟ้องเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ไม่มีการยื่นอุทธรณ์
มือปืนสองคนที่ถูกตั้งข้อหาฆ่านายเจริญ วัดอักษร นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมให้การสารภาพว่าเป็นผู้ยิงแต่ไม่ได้ให้การซัดทอดผู้วางแผนฆาตกรรมอีกสามราย ในระหว่างปีนั้น มือปืนทั้งสองเสียชีวิตในเรือนจำ เจ้าหน้าที่เรือนจำแจ้งว่าเป็นการเสียชีวิตจากโรคภัยตามธรรมชาติ กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มขอให้มีการชันสูตรศพโดยทีมแพทย์นิติเวชอิสระแต่ไม่ได้รับอนุญาต เมื่อถึงปลายปี การพิจารณาคดีผู้ต้องสงสัยอีกสามรายนั้นยังคงดำเนินการอยู่
มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการสังหารหัวคะแนนพรรคการเมืองในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปีพ.ศ. 2548 มือปืนห้าคนและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางแผนซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคมหาชนถูกจับในข้อหาฆาตกรรม ทิวา ภาคบุปผา หัวคะแนนพรรคไทยรักไทยในจังหวัดอยุธยา หลังจากนั้น ก็มีการยกฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคมหาชน การพิจารณาคดีมือปืนผู้ต้องหาห้าคนยังคงดำเนินต่อไปเมื่อถึงช่วงปลายปี มีการจับกุมผู้ต้องหาว่าเป็นผู้วางแผนและเป็นมือปืนฆ่านายวรยุทธ วุฒพานิชย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานองค์การบริหารส่วนตำบลหนองรี มือปืนสารภาพแต่ผู้จ้างวานยังยืนยันว่าบริสุทธิ์ เมื่อถึงช่วงปลายปี การพิจารณาคดียังคงดำเนินต่อไป ไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการสังหารอื่นๆ ในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปีพ.ศ. 2548
ไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการสังหารและยิงผู้สื่อข่าว นายพฤฒิพงศ์ มโรหบัด ในเดือนกุมภาพันธ์ นายเกียรติ แซ่ตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์เช่นกัน นายมานพ รัตนจรุงพรในเดือนมิถุนายน และนายสันติ ลามณีนิล ในเดือนพฤศจิกายน (ดูหมวด 2.ก)
ในการสืบสวนคดีสังหารนายระพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีเมื่อปีพ.ศ. 2547 มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยหนึ่งราย ชื่อ อับดุลเลาะห์ ปาซี เมื่อถึงช่วงปลายปี การพิจารณาคดีนายอับดุลเลาะห์ยังคงดำเนินอยู่ และผู้ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดคือ อับดุลย์ กามา, บือราเฮง มามะ และอันนุงวะ การ์ซอ ยังลอยนวลอยู่
ในเดือนกันยายนพ.ศ. 2548 อดีตผู้ใหญ่บ้านพร้อมลูกน้องอีกสี่คนถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมคนงานชาวพม่า 6 คนที่อ. แม่สอด จำเลยยื่นร้องอุทธรณ์ เมื่อถึงช่วงปลายปี คดียังคงอยู่ที่ศาลชั้นอุทธรณ์
ข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติระบุว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 11 เดือนสิงหาคม มีผู้บาดเจ็บ 4 คนจากทุ่นระเบิด เหตุการณ์นี้กล่าวว่ามีสาเหตุมาจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนพม่า
ข. การหายสาบสูญ
องค์กรเอกชนหลายแห่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับการหายสาบสูญของบุคคลในจังหวัดภาคใต้ มีหลายกรณีที่บุคคลหายตัวไปหลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเรียกตัวไปสอบสวน ตัวเลขประเมินจำนวนบุคคลสูญหายมีความต่างกันมาก แต่ น่าจะมากกว่า 50 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชายชาวมุสลิม (ดูหมวด 1.ช) ในวันที่ 2 พฤศจิกายน เมื่อนายกรัฐมนตรีรัฐบาลรักษาการกล่าวเสียใจต่อการเสียชีวิตที่ตากใบ (ดูหมวด 1.ก) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จะทำการสืบสวนคดีที่รัฐบาลถูกสงสัยว่ามีส่วนในการหายตัวของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการแบ่งแยกดินแดน
เมื่อวันที่ 12 มกราคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 ใน 5 นายที่ถูกตั้งข้อหาในคดีปล้นและลักพาตัวนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมเมื่อปีพ.ศ. 2547 แต่ได้รับการตัดสินปล่อยตัวให้พ้นจากข้อกล่าวหาเนื่องจากขาดหลักฐาน ผู้ต้องหารายที่ 5 คือ พันตำรวจตรีเงิน ทองสุข ถูกพิพากษาลงโทษฐานบังคับขืนใจให้นายสมชายขึ้นรถ พันตำรวจตรีเงิน ทองสุขได้รับการประกันตัวระหว่างรอการอุทธรณ์ มีการกล่าวหาว่าพยานในคดีนี้ถูกข่มขู่ ภรรยาของนายสมชายและเจ้าหน้าที่จากองค์กรเอกชนที่ติดตามคดีนี้ได้รับคำขู่ องค์กรสิทธิมนุษยชนและกลุ่มนักกฎหมายแสดงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการสืบสวนที่หละหลวมและไม่ถูกต้อง การให้ความคุ้มครองพยานไม่พอเพียง และความผิดปกติในการดำเนินคดี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม หัวหน้าคมช. และผู้บัญชาการทหารบก พล.อ. สนธิ บุญรัตกลิน กล่าวว่าคนสนิทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณอาจมีส่วนพัวพันกับการหายสาบสูญของนายสมชาย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน สำนักงานอัยการสูงสุดประกาศว่า ได้รับหลักฐานยืนยันการเสียชีวิตของนายสมชาย และยังประกาศว่ากำลังเตรียมออกหมายจับผู้ต้องสงสัยหลายคน นักเคลื่อนไหวในคดีนี้แสดงความกังวลว่าอาจไม่มีการออกหมายจับจนกว่าอัยการจะมีมูลคดีเหมาะสมพอที่จะนำขึ้นศาลได้
หลังจากมรการสืบสวนคดีการลักพาตัวนายซูกิฟลี อา แซ ที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อพ.ศ. 2547 ซึ่งกล่าวว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาลจังหวัดนราธิวาสระบุว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูลและยกฟ้องข้อกล่าวหาทั้งหมดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้น
ค. การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่นๆ
ก่อนรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญามีบทบัญญัติห้ามการทรมานและการปฎิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรมหรือทำลายศักดิ์ศรี อย่างไรก็ตาม องค์กรเอกชนและองค์กรทางด้านกฎหมายยังคงรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนทรมานและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อบังคับให้รับสารภาพ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ผู้นำรัฐประหารทางทหารยกเลิกรัฐธรรมนูญและประกาศกฎอัยการศึก ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายยืนยันให้รัฐบาลรักษาการนำข้อกำหนดที่ให้ความคุ้มครองทั้งหมดที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2540 และกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวกับการห้ามการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่นๆ ให้ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ในช่วงประกาศกฎอัยการศึก ไม่มีรายงานยืนยันว่ามีการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่นๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ได้รายงานหลายคดีที่ประชาชนกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรง ข่มขู่ว่าจะยัดเยียดข้อหาและเรียกร้องเงินสินบน คดีเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการสอบสวนรวมทั้งหลายคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ถูกกล่าวหาถูกพักราชการระหว่างที่มีการสอบสวนภายใน
เมื่อวันที่ 17 เมษายน สาคร คำโต ถูกตำรวจกักขังด้วยข้อหาลักพาตัวเด็กแรกเกิดจากโรงพยาบาลลพบุรี ในขณะอยู่ในการคุมขังของตำรวจ สาครให้การสารภาพลักพาตัวเด็ก อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 เมษายน หลังจากที่พยานไม่สามารถชี้ตัวเธอได้ สาครก็ได้รับการปล่อยตัว เธอถอนคำสารภาพทันทีและยื่นฟ้องตำรวจโดยอ้างว่าเธอถูกทุบตีและบังคับให้สารภาพ เมื่อวันที่ 22 เมษายน บุคคลอื่นซึ่งอยู่ส่วนอื่นของประเทศถูกจับพร้อมกับเด็กที่ถูกลักพาตัว สาครยื่นฟ้องตำรวจและขอความช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำการช่วยสอบสวนเรื่องดังกล่าวแต่สาครก็ไม่สามารถชี้ตัวเจ้าหน้าที่ที่ทำร้ายเธอได้
มีการสอบสวนตามคำร้องทุกข์ว่าในเดือนตุลาคมพ.ศ. 2548 เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งในจังหวัดตากบุกรุกบ้านหลังหนึ่ง ข่มขู่และทุบตีสตรีสูงวัย และพยายามจะข่มขืนคนงานอายุ 18 ชาวพม่า เมื่อถึงปลายปี ก็ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด
บุคคล 5 คนที่นายสมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายให้ (ดูหมวด 1.ข) ในคดีกล่าวหาว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทรมานในปี 2547 ถอนฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเหล่านั้น
เมื่อถึงปลายปี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กำลังดำเนินการสอบสวน พ.ต.ต. เกรียงศักดิ์ ทิพย์จ้อย ในข้อหาใช้อำนาจในทางมิชอบ ซึ่ง พ.ต.ต. เกรียงศักดิ์ ถูกพักราชการเนื่องจากเกี่ยวข้องกับคดีร้องทุกข์ในปีพ.ศ. 2547 ที่สามีภรรยาอ้างว่าถูกซ้อมและปล้นทรัพย์ขณะอยู่ภายใต้การกักกันเป็นเวลา 102 วันโดยไม่ได้รับการแจ้งข้อหาที่สถานีตำรวจลุมพินี กรุงเทพมหานคร
สภาพของเรือนจำและสถานกักกัน
เรือนจำมีสภาพแย่และแออัดมาก จำนวนนักโทษทั้งหมดประมาณ 149,000 คนถูกคุมขังในเรือนจำและสถานกักกัน 135 แห่งซึ่งออกแบบให้สามารถจุคนได้เพียง 110,000 คน สถานที่นอนมีไม่เพียงพอ การรักษาพยาบาลก็ไม่ดีพอ ในเรือนจำบางแห่งมีโรคติดต่อระบาด กรมราชทัณฑ์จ้างแพทย์ที่ทำงานเต็มเวลา 17 คน พยาบาลทำงานเต็มเวลา 306 คน และทันตแพทย์ทำงานเต็มเวลา 8 คน นอกจากนี้ ยังมีแพทย์ที่ทำงานไม่เต็มเวลาอีกจำนวนหนึ่งสำหรับช่วยเสริมเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเต็มเวลา ปัจจุบัน นักโทษที่ป่วยหนักจะได้รับการส่งตัวไปโรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลของรัฐ
บางครั้ง เจ้าหน้าที่เรือนจำใช้การขังเดี่ยวนานไม่เกิน 3 เดือนเพื่อทำโทษนักโทษชายที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบของเรือนจำเป็นประจำ และยังตีตรวนขนาดใหญ่เพื่อควบคุมนักโทษที่มีแนวโน้มว่าจะแหกคุกและนักโทษที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิต
เมื่อวันที่ 14 กันยายน นักโทษในเรือนจำประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชก่อจลาจลและยึดเรือนจำได้ชั่วคราว นักโทษเหล่านั้นเรียกร้องให้ปลดและทำการสอบสวนผู้คุม 5 นายด้วยข้อหาทารุณร่างกายและขโมยทรัพย์สินของนักโทษ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ตกลงปลดและทำการสอบสวนผู้คุม 5 นายนั้น การประท้วงยุติลงอย่างสงบหลังดำเนินไปได้ประมาณ 8 ชั่วโมง
ประมาณร้อยละ 27 ของนักโทษทั้งหมดเป็นนักโทษที่รอการพิจารณาคดีซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังแยกจากนักโทษทั่วไป ผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กมักถูกคุมขังรวมกันในห้องขังของสถานีตำรวจเพื่อรอคำสั่งฟ้อง ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลเปิดสถานพิทักษ์เยาวชนใหม่ 12 แห่ง และเมื่อถึงปลายปี ผู้ต้องโทษที่เป็นผู้เยาว์จะถูกกักกันแยกออกไปตามสถานพิทักษ์เยาวชนใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ แต่ในบางพื้นที่ ผู้ต้องโทษที่เป็นผู้เยาว์ก็ยังถูกกักกันรวมกับผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
ศูนย์กักกันซอยสวนพลูของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพฯ มีสภาพตามมาตรฐานสากลขั้นต่ำ แต่สภาพของศูนย์กักกัน 9 แห่งในต่างจังหวัดยังต่ำกว่ามาตรฐานอยู่เช่นเดิม สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอยู่ในความดูแลของสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองซึ่งขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีและไม่ต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบหลายอย่างที่ใช้กับระบบเรือนจำโดยทั่วไป รายงานที่เชื่อถือได้กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ของศูนย์กักกันบางแห่งทำร้ายร่างกายผู้ต้องขัง สภาพแออัดและการขาดบริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานยังเป็นปัญหาร้ายแรง
ไม่มีการจำกัดการเข้าเยี่ยมนักโทษ และรัฐบาลอนุญาตให้นักสิทธิมนุษยชนอิสระและองค์การกาชาดสากลเข้าเยี่ยมนักโทษได้
ง. การจับกุมหรือการกักกันตามอำเภอใจ
ก่อนรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญห้ามการจับกุมและกักกันตามอำเภอใจ แต่บางครั้ง เจ้าหน้าที่ของทางการบางส่วนยังคงจับกุมและกักกันตามอำเภอใจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ผู้นำรัฐประหารทางทหารประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญและ ประกาศกฎอัยการศึก ในช่วงกฎอัยการศึก ข้าราชการระดับสูง 4 นายถูกกักกันโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ ทั้งสี่นายได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อวันที่ 28 พฤศจิการยน รัฐบาลประกาศว่าจะประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกใน 41 จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ และบางอำเภอในจังหวัดที่เหลือ ทว่า เมื่อถึงช่วงปลายปี รัฐบาลก็ยังไม่ทูลเกล้าประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งจำเป็นต่อการมีผลบังคับใช้ของประกาศดังกล่าว
พระราชกำหนดฉุกเฉินที่ใช้ในจังหวัดภาคใต้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้นาน 30 วันโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา ตลอดทั้งสามารถเข้าตรวจค้นและจับกุมโดยไม่ต้องมีหมายศาล
บทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานรักษาความมั่นคง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อยู่ภายใต้ความดูแลโดยตรงของนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการตำรวจซึ่งมี 20 คน สตช. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 213,000 นาย ใน 10 ภูมิภาคของประเทศ ผู้บัญชาการ สตช.ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตำรวจตระเวนชายแดนมีอำนาจและความรับผิดชอบพิเศษบริเวณชายแดนทั้งนี้เพื่อต่อสู้กับผู้ก่อความไม่สงบและขบวนการแบ่งแยกดินแดน หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ผู้นำรัฐประหารประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งทำให้ข้าราชการทหารมีอำนาจเหนือสถาบันพลเรือนรวมทั้งตำรวจในการรักษาคงามสงบเรียบร้อยของประชาชน
ปัญหาทุจริตในหมู่ข้าราชการตำรวจยังมีอยู่ทั่วไป ตำรวจอ้างว่าได้เงินเดือนน้อยจึงทำให้ถูกแรงยั่วยวนจากสินบน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทรมาน ซ้อมและทารุณผู้ต้องขังและนักโทษโดยทั่วไปไม่ถูกลงโทษ ผู้ต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทรมานผู้ต้องขังสามารถร้องเรียนโดยตรงต่อผู้บังคับบัญชาของตำรวจที่ถูกกล่าวหา จเรตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และสำนักนายกรัฐมนตรีก็รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานผู้ต้องขังและการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกับสำนักงานผู้ตรวจการของรัฐสภา เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับคำร้องเรียน คณะกรรมการไต่สวนภายในจะเป็นผู้เริ่มการสอบสวนก่อนและอาจสั่งพักราชการเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกกล่าวหาเป็นการชั่วคราวระหว่างที่ดำเนินการสอบสวน บทลงโทษทางวินัยสำหรับความผิดเหล่านี้มีอยู่หลายอย่าง และคดีที่เป็นความผิดร้ายแรงจะถูกส่งไปให้ศาลอาญาพิจารณาคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า จนถึงเดือนสิงหาคม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกฟ้องคดีอาญารวม 255 นาย ในจำนวนนี้ มี 97 นายที่ต้องข้อหาฆาตกรรมหรือพยายามฆ่า จนถึงเดือนสิงหาคม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับตำรวจที่ทรมานผู้ต้องขัง 68 เรื่อง เมื่อเทียบกับ 132 เรื่องที่ได้รับในปีพ.ศ. 2548
เจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายเกี่ยวพันกับการเอื้อการค้าประเวณีและการค้าสตรีและเด็ก (ดูหมวด 5 ) เมื่อวันที่ 25 เดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโทจากสถานีตำรวจดอยหลวง จังหวัดเชียงรายถูกจับและตั้งข้อกล่าวหาว่าค้าแรงงานพม่า 9 คน
การจับกุมและการกักขัง
ในทางปฏิบัติ ระบบการออกหมายจับอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจนำหลักฐานเท็จมาขอให้ศาลออกหมายจับให้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลต้องได้รับแจ้งข้อหาทันทีที่ถูกจับกุมและต้องได้รับอนุญาตให้สามารถแจ้งแก่ผู้ใดผู้หนึ่งถึงการถูกจับกุมได้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกคุมขังติดต่อทนาย แต่นักกฎหมายและกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนอ้างว่า ตำรวจมักเพิกเฉยต่อสิทธินี้และทำการสอบสวนโดยผู้ถูกคุมขังโดยไม่ให้มีทนายอยู่ด้วย นักกฎหมายที่ทำงานในจังหวัดภาคใต้รายงานว่า ภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉิน นักกฎหมายถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบลูกความที่ถูกคุมขัง
ในกรณีปกติทั่วไป กฎหมายกำหนดให้ตำรวจต้องส่งสำนวนคดีอาญาไปให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องภายใน 48 ชั่วโมงหลังการจับกุม โดยกฎหมายอนุญาตให้ยืดเวลาดังกล่าวออกไปได้จนถึงไม่เกิน 3 วัน ตำรวจสามารถขออำนาจศาลขยายระยะเวลาควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้เพื่อดำเนินการสอบสวนคดี (นานสูงสุดไม่เกิน 6 เดือนสำหรับคดีร้ายแรงที่สุด) นอกจากนี้ กฎหมายและระเบียบข้อบังคับกำหนดให้ความผิดที่มีระวางโทษสูงสุดไม่เกิน 3 ปีอยู่ในความรับผิดชอบของศาลแขวง ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินคดีแตกต่างออกไป ในคดีเหล่านี้ ตำรวจต้องส่งสำนวนคดีไปให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องภายใน 72 ชั่วโมงหลังการจับกุม ทนายความรายงานว่าตำรวจไม่ค่อยส่งสำนวนต่อศาลภายใน 48 ชั่วโมง จากรายงานของสภาทนายความแห่งประเทศไทย การคุมขังผู้ต้องหาคดีอาญาเพื่อรอการพิจารณาคดีนานถึง 60 วันถือเป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับในปีก่อนๆ มีนักเคลื่อนไหวชาวพม่าหลายคนถูกจับกุมและกักกันตัวในข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเป็นส่วนใหญ่
ภายใต้กฎอัยการศึก ทหารมีอำนาจกักกันบุคคลโดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหาเป็นเวลา 7 วัน หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ผู้นำรัฐประหารกักกันข้าราชการและผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ถูกควบคุมตัวไม่กี่ชั่วโมงก็ได้รับการปล่อยตัว อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูง 4 คน ได้แก่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายเนวิน ชิดชอบ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี น.พ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดชและอดีตรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายยงยุทธ ติยะไพรัช ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 19 กันยายนและได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม
รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาในการขอประกันตัว และโดยทั่วๆ ไป รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ดี กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มรายงานว่ามีบ่อยครั้งที่ตำรวจไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าว หรือไม่ก็ปฏิเสธที่จะเสนอให้มีการประกันตัวหลังจากผู้ต้องหาได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาล
มีการประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดยะลา นราธิวาสและปัตตานี และบางพื้นที่ของจังหวัดสงขลา ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการในการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้นาน 30 วันโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา หลังจากระยะเวลา 30 วันนั้น เจ้าหน้าที่ทางการสามารถเริ่มควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ภายใต้กฎหมายอาญาตามปกติ สิ่งที่แตกต่างจากกฎอัยการศึกคือ การควบคุมตัวนี้ต้องได้รับอนุมัติจากศาล จากรายงานของรัฐบาล จนถึงเดือนเมษายน มีผู้ถูกจับภายใต้บทบัญญัตินี้ 454 คน ในจำนวนนี้ มี 66 รายที่ถูกฟ้อง ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีบุคคลใดที่ถูกควบคุมตัวในภาคใต้ภายใต้กฎอัยการศึกเพียงประการเดียว
นิรโทษกรรม
ในเดือนมิถุนายน เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี รัฐบาลดำเนินการปล่อยตัวนักโทษประมาณ 25,000 ราย นักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวเป็นนักโทษที่ไม่มีความผิดร้ายแรง
จ. การปฏิเสธการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม
ก่อนรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ระบบศาลมีความเป็นอิสระ หลังรัฐประหาร ผู้นำรัฐประหารประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญและออกประกาศให้ทุกศาล ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการตามปกติ แม้จะถือกันโดยทั่วไปว่าฝ่ายตุลาการมีความเป็นอิสระ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริตและการใช้อิทธิพลจากภายนอก ตามรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน การที่คดีดังๆ หลายคดีที่เกี่ยวกับการที่ตำรวจและทหารถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบไม่มีความคืบหน้าใดๆ นั้น ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือในระบบตุลาการและเลิกสนับสนุนเหยื่อการทารุณทางสิทธิมนุษยชน (หรือครอบครัวของเหยื่อ) ให้เรียกร้องความยุติธรรม
ระบบศาลพลเรือนแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ก่อนรัฐประหาร มีศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ผู้นำรัฐประหารประกาศยุบศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ได้จัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วยตุลาการจากศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกา ส่วนศาลทหารซึ่งแยกออกมาต่างหากจะพิจารณาเฉพาะคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการทหารรวมทั้งคดีที่เกิดขึ้นระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึก ส่วนศาลศาสนาอิสลาม (Shari'a) จะรับพิจารณาเฉพาะคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมเท่านั้น กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องต่อศาลหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ ได้ และรัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว
ขั้นตอนการพิจารณาคดี
การพิจารณาคดีของศาลไทยไม่ใช้ระบบลูกขุน การพิจารณาความผิดลหุโทษใช้ผู้พิพากษานายเดียว ส่วนคดีความผิดที่ร้ายแรงกว่านั้นต้องใช้ผู้พิพากษาสองนายหรือมากกว่านั้น ขั้นตอนใหม่ในการพิจารณาคดีของศาลที่ประกาศใช้เมื่อเดือนมกราคมพ.ศ. 2547 ช่วยลดความล่าช้าต่างๆ บ้างพอควร อย่างไรก็ตาม ยังมีคดีที่ค้างคาอยู่ที่ศาลเป็นจำนวนมาก ทำให้คดีส่วนใหญ่ต้องรอการพิจารณาคดีไปอีกหลายเดือนหรือหลายปี แม้ว่าการพิจารณาคดีส่วนใหญ่จะเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่ศาลอาจสั่งให้มีการพิจารณาลับได้ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ราชวงศ์ การทารุณเด็กและการล่วงละเมิดทางเพศ ภายใต้รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ผู้พิพากษาซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ประจำศาลปกครองสูงสุดต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภา ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กระบวนการต่างๆ ยังไม่กำหนดชัดเจน ผู้พิพากษาศาลอื่นๆ ทุกระดับเป็นข้าราชการพลเรือนโดยอาชีพซึ่งการแต่งตั้งไม่ต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภา
กฎหมายกำหนดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ จำเลยที่ถูกพิจารณาคดีในศาลอาญาธรรมดาจะได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายหลายประการ ซึ่งรวมทั้งสิทธิ์ในการเลือกทนายด้วยตนเอง รัฐบาลมีโครงการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่คนยากจนโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่รัฐไม่ได้จัดหาทนายให้แก่จำเลยที่ยากจนโดยอัตโนมัติ ศาลต้องแต่งตั้งทนายให้ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้เยาว์และในกรณีที่บทลงโทษอาจเป็นการจำคุก การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่มาจากกลุ่มองค์กรเอกชน เช่น สภาทนายความแห่งประเทศไทยและสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย ไม่มีกระบวนการให้แสดงเอกสารเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจ ดังนั้น ทนายและจำเลยไม่สามารถเข้าถึงหลักฐานปรักปรำตนได้ก่อนมีการพิจารณาคดี
องค์กรเอกชนหลายแห่งแสดงความกังวลที่ไม่มีการคุ้มครองพยานที่พอเพียง โดยเฉพาะในคดีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ในปีพ.ศ. 2546 รัฐบาลได้จัดตั้งสำนักงานคุ้มครองพยาน กระทรวงยุติธรรม สำนักงานฯ มีทรัพยากรจำกัดและโดยส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่ประสานงาน ในหลายคดี ตำรวจเป็นผู้ให้การคุ้มครองพยาน พยาน ทนายและนักเคลื่อนไหวในคดีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบรายงานว่าการคุ้มครองพยานไม่พอเพียงและถูกข่มขู่โดยตำรวจที่ถูกส่งไปให้การคุ้มครอง
แม้ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายต่อตำรวจหรือทหารคนใดในการเสียชีวิตของชาวมุสลิม 78 รายซึ่งกำลังถูกนำตัวไปควบคุมหลังเหตุการณ์ประท้วงอย่างรุนแรงที่ อ. ตากใบเมื่อปีพ.ศ. 2547 (ดูหมวด 1.ช) แต่รัฐบาลได้ตั้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ประท้วง 99 คนในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ชุมนุมกันก่อความไม่สงบ และไม่ยอมสลายตัวเมื่อได้รับคำสั่ง การพิจารณาคดีผู้ต้องหา 57 รายเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน กระบวนการพิจารณาคดีล่าช้าเพราะพยานโจทก์ที่สำคัญไม่มาให้ปากคำที่ศาล (ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารระดับสูง) รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใดกับพยานเหล่านี้ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน รัฐบาลประกาศว่า รัฐบาลยกฟ้องผู้ประท้วงทุกคนเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ
นักโทษการเมือง
ไม่มีรายงานว่ามีนักโทษการเมือง
วิธีพิจารณาความแพ่งและการชดใช้สินไหมทดแทน (ความเสียหาย)
กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องต่อศาลหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ ได้ในคดีแพ่ง และรัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว
ฉ. การล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้าน หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการ
ก่อนรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญห้ามการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้าน หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการ ยกเว้นในบางกรณี และในทางปฏิบัติ รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าว รัฐธรรมนูญกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องได้รับหมายค้นจากศาลก่อนเข้าทำการตรวจค้น หลังรัฐประหาร ผู้นำรัฐประหารประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญและประกาศกฎอัยการศึก ในช่วงกฎอัยการศึก ทหารมีอำนาจตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายศาล อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่ามีการใช้อำนาจดังกล่าว
พระราชกำหนดฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในจังหวัดภาคใต้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการในการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องสงสัยโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา สภาทนายความแห่งประเทศไทยได้รับคำร้องเรียนจำนวนมากจากประชาชนในภาคใต้อ้างว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ อย่างไรก็ดี พระราชกำหนดฉุกเฉินให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงสามารถปฏิบัติงานโดยการไม่ต้องถูกลงโทษดำเนินคดี เมื่อถึงช่วงปลายปี ทั้งพระราชกำหนดฉุกเฉินและกฎอัยการศึกยังบังคับใช้ในจังหวัดภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจำต้องคงไว้เพราะพระราชกำหนดฉุกเฉินเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ทางการฝ่ายตำรวจและพลเรือน ส่วนกฎอัยการศึกเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
มีรายงานว่า ตำรวจตรวจค้นยาเสพติดตามหมู่บ้านชาวเขาในจังหวัดทางภาคเหนือลดน้อยลง การตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นได้รับอนุญาตในกรณีที่มีข้อสงสัยที่สมเหตุสมผลและมีความจำเป็นต้องทำการค้นหาอย่างเร่งด่วน
หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลที่มีแนวความคิดสุดกู่หรือแนวความคิดเป็นที่ขัดแย้งรุนแรง ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศที่มีแนวความคิดลักษณะดังกล่าว
เมื่อปลายเดือนมิถุนายน นายวสันต์ พานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รายงานว่าตนและครอบครัวถูกรัฐบาลจับตาอย่างเข้มงวด นายวสันต์ ติดตามคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้อย่างใกล้ชิดและทำคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน (ดูหมวด 1.ข) ระหว่างวันที่ 27 – 28 มิถุนายน นายวสันต์รายงานว่าถูกสะกดรอยตามและได้รับโทรศัพท์จากบุคคลนิรนามหลายครั้ง นายวสันต์อ้างว่า ลักษณะที่เขาถูกจับตามองนี้คล้ายกับที่นายสมชายประสบก่อนหายตัวไปในปีพ.ศ. 2547 ข่าวความกังวลว่านายวสันต์กำลังตกเป็นเป้าหมายการลักพาตัวถูกแพร่ไปอย่างกว้างขวาง และจากนั้น นายวสันต์ก็รายงานว่า เขาเลิกถูกสะกดรอยตามแล้ว
ในช่วงปีที่ผ่านมา นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร รายงานว่าได้รับคำขู่หลายครั้ง อังคณาเป็นโจทก์ร่วมในคดีตำรวจลักพาตัวนายสมชายสามีเธอและเป็นผู้วิจารณ์โจมตีอย่างรุนแรงต่อกรณีการหายสาบสูญโดยการลักพา อังคณารายงานว่าได้รับโทรศัพท์ขู่และถูกสะกดรอยตามเป็นประจำ เมื่อวันที่ 12 มกราคม อังคณารายงานว่ารถถูกงัดและรื้อค้นขณะที่จอดอยู่ที่อาคารศาลอาญา ซึ่งเธอไปฟังการอ่านคำพิพากษาคดีตำรวจลักพาตัวนายสมชาย (ดูหมวด 1.ข) เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน อังคณารายงานว่าถูกสะกดรอยและได้รับโทรศัพท์ขู่มากขึ้นหลังจากที่รัฐบาลและคมช. แถลงว่ามีหลักฐานการหายสาบสูญของนายสมชายโยงไปถึงคนสนิทของทักษิณ
ชาวเขายังคงเผชิญปัญหาการขับไล่และการย้ายที่พำนักไปยังที่แห่งใหม่ เนื่องจากชาวเขาไม่มีหลักฐานแสดงสัญชาติและกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ดิน ชาวเขาเหล่านี้จึงถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ที่ตนทำการเพาะปลูกเลี้ยงชีพมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่ที่ชาวเขาเหล่านี้อาศัยอยู่ถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวน คดีการบุกค้นหมู่บ้านปางแดงของชาวเขาเผ่าปะหล่องเมื่อพ.ศ. 2547 และการจับกุมชาวบ้าน 48 คน ศาลมีกำหนดเริ่มการพิจารณาคดีต้นปีพ.ศ. 2550
ในปีพ.ศ. 2547 รัฐบาลเริ่มโครงการ “หมู่บ้านป่าไม้แนวใหม่” ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10,866 หมู่บ้านใน 70 จังหวัด ภายใต้โครงการนี้ ที่ดินที่ชาวเขาเหล่านี้ทำการเพาะปลูกมากว่า 100 ปีถูกประกาศว่าเป็นที่ดินของรัฐ ชาวเขาจึงกลายเป็นผู้บุกรุกที่ดินผิดกฎหมายและต้องถูกขับไล่และได้รับโทษอื่นๆ อีก ในช่วงปีที่ผ่านมา โครงการถูกละทิ้งเนื่องจากประชาชนไม่พอใจและขาดงบประมาณ
มีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลที่ดินภายใต้โครงการลดความยากจนแห่งชาติเพื่อจัดการปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์สึนามิปีพ.ศ. 2547 เมื่อถึงเดือนมิถุนายน กลุ่มความร่วมมือแห่งเอเชียเพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัยรายงานว่า มี 13 ชุมชนที่ได้แก้ไขข้อพิพาทตลอดทั้งได้รับสิทธิถือครองระยะยาว
ในปีพ.ศ. 2548 รัฐบาลได้อ้างเอกสารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติสั่งผู้อพยพชาวพม่าที่ทำงานในเมืองใหญ่ (ชาวพม่าในเมือง) ให้ย้ายไปอยู่ที่ค่ายอพยพที่ชายแดนไทย-พม่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติรายงานว่า มีผู้อพยพที่ขึ้นทะเบียนกว่า 1,800 คนย้ายไปอยู่ที่ค่ายอพยพในช่วงปีที่ผ่านมา มี 340 คนที่ไม่ได้รายงานตัว ผู้ที่ยังคงทำงานอยู่ในเมืองเสี่ยงต่อการถูกจับและเนรเทศ (ดูหมวด 2 ง.)
ช. การใช้กำลังเกินกว่าเหตุและการใช้อำนาจในทางมิชอบอื่นๆ ในการจัดการปัญหาขัดแย้งภายในประเทศ
ความขัดแย้งภายในประเทศในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมยังคงมีอยู่ตลอดปีที่ผ่านมา พระราชกำหนดฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในจังหวัดเหล่านั้น (นราธิวาส ปัตตานี ยะลาและบางพื้นที่ของสงขลา) ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการทั้งฝ่ายตำรวจและพลเรือนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการและมอบอำนาจการรักษาความมั่นคงภายในให้แก่ทหารและตำรวจ กฎอัยการศึกที่ประกาศเมื่อเดือนกันยายนให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ทหารโดยเฉพาะ มีรายงานเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงใช้อำนาจในทางมิชอบ อย่างไรก็ตาม พระราชกำหนดฉุกเฉินนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงสามารถปฏิบัติงานโดยการไม่ต้องถูกลงโทษดำเนินคดี ผู้ก่อการวางระเบิดและทำร้ายประชาชนเกือบทุกวัน มีผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
รัฐบาลรักษาการได้แสดงทีท่าประนีประนอมกับชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ในภาคใต้หลายครั้ง รวมทั้งแถลงย้ำหลายครั้งว่า พร้อมเจรจากับ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนและยินดีที่จะประกาศเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินในเดือนมกราคม 2550 และได้กล่าวขอโทษต่อการสังหารที่อำเภอตากใบ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของทางการถูกกล่าวโทษเรื่องการหายสาบสูญของประชาชนกว่า 50 คนในภาคใต้
เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 สะโตปา ยูโซ๊ะ อิหม่ามคนหนึ่งในจังหวัดนราธิวาสถูกลอบยิงเสียชีวิต มีรายงานว่า ก่อนตาย อิหม่ามบอกว่าตนถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิง เมื่อถึงช่วงปลายปี คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
ในปีพ.ศ. 2547 กองกำลังตำรวจและทหารได้สังหารคนกว่า 100 คนในความพยายามที่จะสกัดกั้นการโจมตีของกลุ่มแยกดินแดนชาวมุสลิมไม่ทราบชื่อหลายครั้งที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดนี้ มี 32 รายที่ถูกสังหารที่มัสยิดกรือเซะ จ. ปัตตานี เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบุกเข้าไปในมัสยิดหลังจากการเจรจาเป็นเวลา 9 ชั่วโมงแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ รายงานอย่างเป็นทางการของคณะกรรมาธิการอิสระฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะระบุว่า ผู้บัญชาการฝ่ายความมั่นคงซึ่งอยู่ ณ ที่เกิดเหตุได้สั่งให้เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปในมัสยิดหลังการเจรจาไม่เป็นผลและมีทหารเสียชีวิตสามนาย อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่กรุงเทพฯ รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงอ้างว่าการบุกมัสยิดไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายตน คณะกรรมาธิการจึงสรุปว่ามีการใช้กำลังในขณะที่การเจรจาน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า และการใช้กำลังนั้นก็เป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
ในปีพ.ศ. 2547 มีรายงานว่า อิลมีน นาและ ถูกยิงเสียชีวิตในขณะอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารพราน ทหารพรานห้านายถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม เมื่อถึงปลายปี ศาลจังหวัดยะลาทำการพิจารณาคดีดังกล่าว และจำเลยทั้งห้าได้รับการประกันตัว
ในปีพ.ศ. 2547 เช่นกัน ชาวมุสลิม 78 รายซึ่งกำลังถูกนำตัวไปควบคุมที่ค่ายทหารหลังเหตุการณ์ประท้วงอย่างรุนแรงที่ อ. ตากใบ จ. นราธิวาส เสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ ผู้ประท้วงเหล่านี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสั่งให้นอนซ้อนกันบนรถบรรทุกเพื่อเคลื่อนย้าย คณะกรรมาธิการอิสระชุดหนึ่งได้สรุปว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านความมั่นคงสามราย รวมทั้งแม่ทัพภาคสี่บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่และขาดความรับผิดชอบในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำการเคลื่อนย้ายผู้ประท้วงอย่างมีมนุษยธรรม คณะกรรมาธิการระบุว่ามีผู้ประท้วงอีก 7 รายที่ยังสูญหายอยู่ รัฐบาลมีคำสั่งให้กระทรวงกลาโหมสอบสวนทางวินัยเจ้าหน้าที่อาวุโสสามคนที่ระบุชื่อไว้ในรายงานและสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอบสวนคดีนี้ด้วย มีนายพลสามนายถูกย้ายไปประจำกรมโดยไม่มีตำแหน่งสำคัญ แต่ไม่มีนายทหารหรือนายตำรวจคนใดถูกดำเนินการคดีในการกระทำดังกล่าวข้างต้น แม้รัฐบาลได้จ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียหาย แต่สภาทนายความแห่งประเทศไทยในฐานะตัวแทนครอบครัวผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องศาลเรียกร้องเงินชดเชยประมาณ 3.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (127 ล้านบาท) จากหน่วยงานหลายหน่วยทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงทหารและตำรวจด้วย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีรักษาการได้เดินทางไปภาคใต้และกล่าวขอโทษต่อประชาชนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกระทำมิชอบ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน รัฐบาลเสนอจ่ายเงินชดเชยให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (42 ล้านบาท) เพื่อขอให้ถอนฟ้องคดีแพ่งซึ่งยังอยู่ในศาล
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีทักษิณได้แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 50 คน เพื่อสร้าง “สันติสุขและความสมานฉันท์” ในภาคใต้ ในเดือนเมษายนพ.ศ. 2548 กอส. ได้ออกรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ อ. ตากใบ ซึ่งมีผลสรุปคล้ายกับคณะกรรมาธิการอิสระ ในเดือนเมษายนพ.ศ. 2548 กอส. ได้ออกรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ กรรมการส่วนใหญ่มีความเห็นว่าฝ่ายทหารจัดการกับสถานการณ์ไม่เหมาะสมและมิได้ลองใช้สันติวิธีอื่นๆ ที่อาจกระทำได้ก่อนจะเข้ายึดมัสยิด กรรมการบางคนเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะระบุว่าทหารใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
ในเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2548 กอส. ได้ออกรายงานฉบับสุดท้ายพร้อมข้อแนะนำต่างๆ กอส. ได้ระบุว่า ความรุนแรงในภาคใต้มีสาเหตุมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม นอกเหนือจาก “การใช้อำนาจในการปกครองโดยมิชอบโดยไม่ยับยั้ง” และ “ความอยุติธรรมอันเกิดจากกระบวนการทางศาลและระบบการบริหารการปกครองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” กอส. ได้ระบุต่ออีกว่า ศาสนาไม่ใช่สาเหตุของความรุนแรง แต่ศาสนาถูกผู้ก่อการบางคนใช้เป็นข้ออ้างเพื่อ “ทำให้วิธีการรุนแรงที่ตนใช้เป็นสิ่งถูกต้องตามควร” รายงานของกอส. ได้ให้ข้อแนะนำอย่างกว้างขวางแก่รัฐบาลในการจัดการกับปัญหาในภาคใต้ตลอดทั้งส่งเสริมความสมานฉันท์ อาทิเช่น การผ่านพระราชบัญญัติที่จะสร้างกลไกการปกครองที่สร้างเอกภาพแก่ยุทธศาสตร์การปกครองและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาสังคม การจัดตั้งกองกำลังรักษาความมั่นคงของชุมชนที่ไม่ติดอาวุธซึ่งจะประกอบด้วยพลเรือน ทหารและตำรวจ การเจรจากับผู้ก่อการร้าย การกระตุ้นให้รัฐบาล “จัดการอย่างเด็ดขาดกับข้าราชการที่ถูกร้องเรียนว่าใช้อำนาจโดยมิชอบ” รัฐบาลทักษิณรับทราบการส่งรายงานแต่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ เป็นพิเศษในอันที่จะพิจารณาข้อแนะนำของกอส. เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน รัฐบาลรักษาการได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต) ขึ้นมาใหม่ ซึ่งศูนย์ฯ นี้ถูกยุบไปในสมัยรัฐบาลทักษิณ โดยศูนย์ฯ มีหน้าที่ประสานงานการดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาลในภาคใต้และทำหน้าที่เป็นกลไกที่ประชาชนในท้องถิ่นจะสามารถยื่นเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับการประพฤติมิชอบในหน้าที่ของข้าราชการ นายกรัฐมนตรีรักษาการยังได้ยืนยันว่าจะนำรายงานของกอส. มาเป็นพื้นฐานในการดำเนินงานของรัฐบาลในภาคใต้
การก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนยังคงดำเนินอยู่ตลอดปี โดยมีเป้าหมายคือ เจ้าหน้าที่ทางการและผู้แทนศาสนา ซึ่งได้แก่ ครู พระสงฆ์ และเจ้าหน้าที่อำเภอและเทศบาล เหตุการณ์ที่สำคัญมากที่สุดได้แก่ มีการวางระเบิดในที่ต่างๆ 40 จุดซึ่งรวมถึงสถานที่ราชการและสถานีตำรวจเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เหตุการณ์รุนแรงกว่า 100 เหตุการณ์ทั่วภูมิภาคในช่วงกลางคืนและเช้ามืดของวันที่ 1-2 สิงหาคมซึ่งรวมถึงการระเบิดทางรถไฟอย่างรุนแรง ทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 3 นาย และการระเบิดธนาคาร 22 แห่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม การก่อเหตุรุนแรงต่อครูอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งการวางเพลิงโรงเรียนกว่า 10 แห่งในต้นเดือนพฤศจิกายนทำให้โรงเรียนในภาคใต้ 944 โรงต้องประกาศปิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน (ดูหมวด 5) โรงเรียนเปิดสอนใหม่เมื่อต้นเดือนธันวาคม เหตุการณ์ที่เป็นที่โจษจันมากที่สุดคือ การสังหารข้าราชการครูโรงเรียนประถมขณะที่ครูกำลังสอนนักเรียนเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน และการยิงและเผาครูอีกหนึ่งคนต่อหน้านักเรียนเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน การวางระเบิดและการตั้งเป้าสังหารซึ่งบางครั้งก็กระทำในที่สาธารณะ เป็นผลให้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บเกือบทุกวัน
ในขณะที่ กลุ่มก่อการร้ายมักมีเป้าหมายต่อเจ้าหน้าที่ทางการ แต่ก็มีการทำร้ายพลเรือนมากขึ้น เมื่อวันที่ 16 กันยายน เหตุระเบิดในย่านการค้าของเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คนและบาดเจ็บ 59 คน กลางเดือนพฤศจิกายน มีพลเรือนถูกยิงเสียชีวิตกว่า 30 คน
ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลเริ่มสนับสนุนให้มีอาสาสมัครป้องกันภัยที่เป็นพลเรือนจากหมู่บ้านต่างๆ ในภาคใต้ อาสาสมัครจะได้รับการฝึกขั้นพื้นฐานและบางคนจะได้รับอาวุธ ตลอดปีที่ผ่านมา กลุ่มก่อการร้ายเริ่มโจมตีอาสาสมัครพลเรือนเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม อาสาสมัครในสุไหงปะดี จังหวัดนราธิวาสถูกยิงหลายครั้ง ศีรษะถูกตัดเกือบขาดและหูถูกตัดขาด
เมื่อเดือนกันยายนพ.ศ. 2548 ชาวบ้านเชื้อสายมาเลย์ในจังหวัดนราธิวาสทรมานและฆ่านายทหารนาวิกโยธินสองนายซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารชาวบ้านสองคน ในชั้นแรก มีผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 34 คนในข้อหาว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารนี้แม้ภายหลังหลายคนได้รับการปล่อยตัว อัยการเตรียมยื่นฟ้องต่อผู้ต้องสงสัย 30 คน โดบบางคนยังอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจ ยังไม่มีการพิจารณาคดีนี้
เมื่อถึงเดือนกันยายน มี 24 ครอบครัวจากจังหวัดภาคใต้ยื่นเรื่องร้องทุกข์อย่างเป็นทางการว่าสมาชิกในครอบครัวถูกลักพาตัว (ทั้งหมดเป็นเด็กหนุ่มอายุระหว่าง 20 – 22 ปี) อย่างน้อยมี 23 ครอบครัวที่รับเงินชดเชยจากรัฐบาลเป็นมูลค่าประมาณ 2,700 เหรียญสหรัฐฯ (100,000 บาท) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้อำนาจจากศาลให้ดำเนินการขุดศพนิรนามประมาณ 400 ศพจากสุสานในภาคใต้ รัฐบาลได้รวบรวมตัวอย่างดีเอ็นเอจากสมาชิกของครอบครัวที่ยื่นเรื่องร้องทุกข์ เนื่องจากงบประมาณจำกัดและผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เต็มใจให้มีการเคลื่อนย้ายศพข้ามเขตจังหวัดไปยังที่ทำการของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ การพิสูจน์ศพจึงยังไม่ได้เริ่ม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่นๆ แสดงความมั่นใจว่า ถ้าความพยายามดังกล่าวมีการเดินหน้ามากขึ้น ครอบครัวในจังหวัดภาคใต้จะมีการรายงานการหายสาบสูญเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม แวฮาเล็ม กูแวกามะ ถูกลักพาตัวจากอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านแจ้งว่า ทหารมักมาคุกคามนายแวฮาเล็มบ่อยๆ และเตือนเขาว่า เขามีชื่อเป็นผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย หลายสัปดาห์ก่อนที่นายแวฮาเล็มจะหายตัวไป เขาและชาวบ้านคนอื่นๆ อีกหลายคนถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 12 วันที่ศูนย์สอบสวนทหารบกในอำเภอบ่อทอง จังหวัดปัตตานี ไม่มีผู้ใดถูกตั้งข้อกล่าวหา หลังจากนายแวฮาเล็มหายตัวไป ครอบครัวของเขาได้แจ้งความกับทางตำรวจ นอกจากนี้ ยังได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์กับคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อถึงปลายปี ก็ยังไม่ทราบว่านายแวฮาเล็มอยู่ที่ใด
เมื่อถึงปลายปี ยังไม่มีการฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรณีชายมุสลิม 4 คนที่ได้รับการปล่อยตัวให้พ้นผิดจากข้อกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้ายอ้างว่าถูกตำรวจซ้อมขณะถูกควบคุมตัว
ในปีพ.ศ. 2547 ผู้ต้องสงสัย 5 คนในคดีปล้นปืนที่ค่ายทหาร จังหวัดนราธิวาสกล่าวหาว่าถูกตำรวจซ้อมและถูกจี้ด้วยไฟฟ้าเพื่อบังคับให้สารภาพ ผู้ต้องสงสัยทำหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อกระทรวงยุติธรรมผ่านทนายความของตนคือนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งภายหลังหายตัวไปและคาดว่าน่าจะเสียชีวิตแล้ว (ดูหมวด 1.ข.) ตำรวจเริ่มการสอบสวนเป็นการภายใน แต่บุคคลทั้งห้าถอนฟ้อง
หมวดที่ 2 การเคารพสิทธิเสรีภาพของพลเมือง อันประกอบด้วย
ก. เสรีภาพในการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชน
ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพด้านการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชนโดยมีการยกเว้นบางกรณี และขณะที่ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทั้งอย่างเปิดเผยและลับๆ โดยไม่มีการตอบโต้อย่างเป็นทางการ ก็มีเหตุการณ์ที่รัฐบาลจำกัดเสรีภาพด้านการพูด รัฐบาลกดดันสื่ออยู่เสมอโดยเฉพาะสื่อกระจายเสียงโดยให้จำกัดการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาลโดยการขู่ฟ้องศาลข้อหาหมิ่นประมาทและวิธีการอื่นๆ รัฐบาลและพันธมิตรของรัฐบาลเป็นเจ้าของสื่อกระจายเสียงที่สำคัญๆ ทั้งหมด รวมทั้งถือหุ้นใหญ่ของสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย รัฐบาลสั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนและเว็บไซต์ที่วิพากษ์วิจารณ์พรรครัฐบาล แม้ภายหลังจะได้ดำเนินการต่อ ทางด้านศาลนั้น ก็ยังคงมีคำพิพากษาที่สนับสนุนเสรีภาพของสื่อ หลังการรัฐประหาร บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเสรีภาพด้านการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชนถูกระงับ และในทางปฏิบัติ สิทธิเหล่านี้ก็ถูกจำกัด โดยเฉพาะภายหลังการรัฐประหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแสดงความคิดเห็นว่า ควรนำข้อกำหนดที่ให้ความคุ้มครองทั้งหมดที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2540 มารวมไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว
กฎหมายระบุว่า รัฐบาลอาจจำกัดสิทธิ์เสรีภาพด้านการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชนเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน คุ้มครองสิทธิ์ของผู้อื่น ปกป้องศีลธรรมอันดีของประชาชน ป้องกันการวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์หรือการลบหลู่พุทธศาสนา กฎหมายอนุญาตให้ตำรวจปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ในยามที่เกิดสงครามหรือเหตุวิกฤตระดับประเทศ แต่ต้องกระทำด้วยคำสั่งศาลเท่านั้น กฎหมายอนุญาตให้ตำรวจยึดสิ่งพิมพ์ด้วยเหตุผลที่ว่าสิ่งพิมพ์นั้นๆ จะรบกวนความสงบสุข เป็นภัยต่อความปลอดภัยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐบาลอาจตั้งข้อจำกัดสื่อสิ่งพิมพ์หรือวิทยุโทรทัศน์ ภายใต้กฎหมายพิเศษในกรณีเกิดเหตุวิกฤติ เช่น พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินซึ่งประกาศใช้ในปีพ.ศ. 2548 พระราชกำหนดนี้ให้อำนาจรัฐบาลในการ “ห้ามตีพิมพ์และแจกจ่ายข่าวและข้อมูลที่อาจทำให้ประชาชนเสียขวัญ หรือที่มีเจตนาบิดเบือนข้อมูล” พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินนี้ให้อำนาจรัฐบาลในการตรวจสอบหนังสือพิมพ์และประกาศห้ามสิ่งพิมพ์ แม้ว่าจะไม่มีการใช้อำนาจนี้ก็ตาม
เมื่อวันที่ 20 กันยายน รัฐบาลสั่งการให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร “ตรวจสอบ ป้องกัน ปิดและทำลาย” ข้อมูลที่แพร่ตามเครือข่ายโทรคมนาคมที่มี “บทความ ข้อความ คำพูดและวาทกรรมใดๆ” ที่ขัดแย้งกับผู้นำการรัฐประหาร ในวันเดียวกัน ผู้นำการรัฐประหารได้ออกประกาศขอ “ความร่วมมือจากสื่อสาธารณะ...ในความพยายามแพร่ข่าวและข้อมูลที่เป็นจริงและสร้างสรรค์” อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาตลอดปีหลังจากนั้น สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุโทรทัศน์ยังรายงานข่าววิจารณ์รัฐบาลรักษาการและคมช. และยังคงรายงานคำแถลงและกิจกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี
ก่อนวันที่ 19 กันยายน การที่สื่อสิ่งพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมือง บุคคลที่มีชื่อเสียงและรัฐบาลอย่างรุนแรงถือเป็นเรื่องปกติ นักหนังสือพิมพ์มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมของรัฐบาลโดยไม่ต้องเกรงว่าจะถูกตอบโต้ อย่างไรก็ตาม โดยปกติ สื่อสิ่งพิมพ์มีการพิจารณาตรวจสอบรายงานข่าวและบทความของตนก่อนนำเสนอ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของชาติ รัฐบาลและพันธมิตรของรัฐบาลกดดันสื่อสิ่งพิมพ์อย่างรุนแรง ตามรายงานขององค์กรเอกชนต่างๆ ซึ่งรวมถึงสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า รัฐบาลใช้วิธีการต่างๆ เพื่อควบคุมสื่อซึ่งได้แก่ การควบคุมด้วยการเข้าเป็นเจ้าของกิจการสื่อโดยตรง การขู่ว่าจะเลิกให้เงินสนับสนุนและค่าโฆษณา การกำหนดข้อบังคับจำกัดต่างๆ ในการส่งข้อมูล และการกดดันผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหว
มีการฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทเพื่อกระตุ้นให้สื่อสิ่งพิมพ์มีการพิจารณาตรวจสอบรายงานข่าวและบทความของตนก่อนนำเสนอ ในเดือนตุลาคมพ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรียื่นฟ้องหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการผู้วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง และคณะ เป็นจำเลยต่อศาลในข้อหาหมิ่นประมาท 6 ข้อหาทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง นายกฯ ได้ถอนฟ้องเมื่อเดือนธันวาคม หลังจากมีพระราชดำรัสติงจากของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในปีพ.ศ. 2547 บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวนายกรัฐมนตรีก็ได้ยื่นฟ้องน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ นักรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ เมื่อวันที่15 มีนาคม ศาลอาญาพิพากษาตัดสินยกฟ้อง น.ส.สุภิญญา และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ก็ถอนฟ้องคดีแพ่งต่อ น.ส. สุภิญญา
หน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของผู้ทำการโฆษณาขนาดใหญ่ที่สุด และ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายงานว่า กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ขู่จะเลิกสัญญาโฆษณาที่สร้างรายได้งามให้แก่หนังสือพิมพ์ หากบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ไม่ลดความรุนแรงในการวิจารณ์รัฐบาล
ผู้สื่อข่าวยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับเครื่องมือประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลที่นำเสนอต่อประชาชนว่าเป็นสื่อที่เป็นกลาง เมื่อวันที่ 4 กันยายน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์วิจารณ์สื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออินเทอร์เน็ต “จอมปลอม” ที่ไม่ระบุตนเองว่าอยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยอ้างว่า สื่อดังกล่าวตั้งขึ้นเพื่อทำให้ประชาชนเสื่อมความเชื่อถือในสื่อที่ยึดถือหลักการ
ก่อนรัฐประการเมื่อวันที่ 19 กันยายน รัฐบาลและพันธมิตรยังคงถือหุ้นจำนวนมากในธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่สำคัญหลายฉบับ
หน่วยงานของรัฐและพันธมิตของรัฐบาลเป็นผู้ควบคุมและเป็นเจ้าของสถานีวิทยุและโทรทัศน์เกือบทุกสถานี รัฐบาลเป็นเจ้าของและควบคุมสถานีวิทยุเอเอ็มและ
เอฟเอ็มที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการว่าเป็นคลื่นปกติรวม 524 สถานี ในขณะที่กองทัพและตำรวจยังคงถือกรรมสิทธิ์ในสถานีวิทยุ 230 สถานี โดยให้เหตุผลเรื่องความมั่นคง ส่วนหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของสื่อกระจายเสียงของรัฐได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ สถานีวิทยุและโทรทัศน์เกือบทั้งหมดให้บริษัทเอกชนเช่า
สถานีวิทยุกระจายเสียงต้องต่อใบอนุญาตทุกปี และต้องถ่ายทอดสัญญาณผ่านเครื่องส่งของรัฐบาล กฎหมายกำหนดให้สถานีวิทยุทุกแห่งต้องถ่ายทอดรายการข่าวที่รัฐบาลผลิตวันละ 2 ช่วงๆ ละ 30 นาที สถานีวิทยุชุมชนที่มีจำนวนประมาณ 2,000 – 3,000 สถานีทั่วประเทศดำเนินการภายใต้กฎระเบียบที่แตกต่างไป เนื่องจากระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการแพร่ภาพกระจายเสียงในปัจจุบันกำหนดให้หน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเท่านั้น โดยหลักแล้ว การดำเนินงานของสถานีวิทยุชุมชนเหล่านี้จึงถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่สถานีวิทยุชุมชนส่วนใหญ่ก็ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อไปได้หากลงทะเบียนกับรัฐบาลอย่างถูกต้อง ในช่วงสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลปิดสถานีวิทยุชุมชนไปแล้ว 17 แห่ง รวมทั้งเอฟเอ็ม 92.25 ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง การปิดสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 92.25 นั้น รัฐบาลอ้างว่า สถานีใช้เครื่องส่งและเสาอากาศผิดขนาดซึ่งผิดกฎหมาย แต่ในปีที่ผ่านมา สถานีวิทยุ 92.25 ก็ได้รับอนุญาตให้ส่งสัญญาณได้ด้วยเสาอากาศที่สั้นลง
จนถึงเดือนมกราคม บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี อันเป็นสถานีโทรทัศน์อิสระแห่งเดียวในประเทศที่รัฐบาลไม่ได้เป็นเจ้าของ
การจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติซึ่งมีหน้าที่จัดสรรคลื่นวิทยุและโทรทัศน์และกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงยังประสบความชะงักงัน ในช่วงปีที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหาได้เลือกคณะกรรมการใหม่ 14 คนอีกครั้งหนึ่ง และศาลก็ไม่ยอมรับผู้ที่ถูกเสนอชื่ออีก
สำหรับผู้สื่อข่าวโทรทัศน์และวิทยุ การตรวจพิจารณาตัวเองหรือการเซ็นเซอร์ตัวเองมีให้เห็นก่อนการรัฐประหาร ผู้ผลิตและผู้สื่อข่าวที่วิจารณ์รัฐบาลประสบผลกระทบทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ เช่น การโยกย้ายให้ไปทำหน้าที่อื่น การถูกยกเลิกรายการโทรทัศน์หรือวิทยุ การสูญเสียผู้อุปถัมภ์รายการ ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทอันมีเหตุมาจากการเมือง หรือการถูกปลดจากตำแหน่งผู้ผลิตหรือผู้เสนอรายการโทรทัศน์หรือวิทยุ มีรายงานที่น่าเชื่อถือว่า พรรคการเมืองฝ่ายค้านประสบปัญหาในการหาเวลาออกอากาศเนื่องจาก
สถานีฯ เกรงรัฐบาลจะไม่พอใจ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ผู้สื่อข่าววิทยุโทรทัศน์ที่เข้าร่วมสัมนาของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยยอมรับว่า ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อให้มั่นใจว่า ตนจะยังสามารถแพร่สัญญาณได้และเป็นการหลีกเลี่ยงการคุกคามจากรัฐบาล
ช่วงเวลาสองสามวันหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน สื่อวิทยุและโทรทัศน์ถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ คืนวันรัฐประหาร ทหารติดอาวุธเข้าควบคุมสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทั่วกรุงเทพ รายการโทรทัศน์ปกติหยุดแพร่ภาพ ทุกสถานีกระจายเสียงถ่ายทอดรายการจากสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ช่วงสายของวันที่ 20 กันยายน สถานีกระจายเสียงเหล่านี้กลับสู่รายการ “ปกติ” โดยส่วนใหญ่เป็นรายการบันเทิงเบาสมองและรายการแสดงที่มีสาระ ยังคงมีการถ่ายทอดข่าวตามเวลาปกติ และข่าวที่รายงานรวมถึงข่าวเกี่ยวกับรัฐประหารตามจริงแม้จะเอนเอียงไปทางบวกบ้าง มีรายงานว่า ทหารที่อยู่ที่สถานีกระจายเสียงเหล่านี้ขอร้องให้ผู้ผลิตรายการไม่ถ่ายทอดรายงานข่าวที่เกี่ยวกับรัฐประหารในทางลบ ทหารยังเฝ้าอยู่ที่สถานีกระจายเสียงเหล่านี้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ สถานีโทรทัศน์ตามสาย UBC ระงับการแพร่ภาพข่าว CNN และ BBC ในคืนวันรัฐประหาร ช่วงเวลาสองสามสัปดาห์หลังการรัฐประหาร UBC ยังคงระงับสัญญาณ CNN และ BBC เป็นครั้งคราวเมื่อทั้งสองสถานีแพร่ภาพอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสั่งระงับรายการวิทยุที่มีรูปแบบที่ผู้ชมโทรศัพท์เข้าร่วมรายการได้และสั่งให้สถานีโทรทัศน์ไม่แพร่ภาพข้อความที่ผู้ชมส่งมา ในช่วงสัปดาห์ต่อๆ มา รายการต่างๆ ค่อยๆ กลับสู่ปกติ
ทันทีที่มีรัฐประหาร สำนักงานสาขาของกรมประสัมพันธ์ได้สั่งให้สถานีวิทยุชุมชนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือหยุดถ่ายทอดเสียง ผู้แทนจากกองทัพบกอธิบายว่า เนื่องจากเป็นการลำบากที่จะคอยติดตามตรวจสอบสถานีเหล่านั้นว่าจะไม่ถ่ายทอดข้อมูลที่สนับสนุนทักษิณ ภายในสองสัปดาห์สถานีวิทยุเหล่านี้ก็ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามปกติได้
เมื่อถึงปลายปี ยังคงไม่มีการสรุปคดีผู้สื่อข่าวถูกยิงในปี 2548 ได้แก่ นายพฤฒิพงศ์ มโรหบัด ช่างภาพของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีและนายเกียรติ แซ่ตั้ง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์หาดใหญ่โพสต์ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่จังหวัดปัตตานีในเดือนกุมภาพันธ์ นายมานพ รัตนจรุงพร ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์มติชนที่ถูกยิงบาดเจ็บที่จังหวัดพังงาในเดือนมิถุนายน นายสันติ ลำมณีนิล เจ้าของหนังสือพิมพ์พัทยาโพสต์และผู้สื่อข่าวอิสระที่ถูกยิงตายในเดือนพฤศจิกายน เชื่อว่าคนเหล่านี้ถูกยิงเนื่องจากการรายงานข่าวที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ตำรวจสันติบาลส่งหนังสือถึงสื่อสิ่งพิมพ์ไม่ให้พิมพ์ซ้ำหรือพิมพ์บทคัดจากหนังสือเรื่อง The King Never Smiles ที่เขียนโดยพอล แฮนด์ลีย์และจัดพิมพ์ในต่างประเทศ มีการสั่งห้ามนำเข้าหนังสือดังกล่าวเข้าในประเทศด้วย
เสรีภาพทางอินเตอร์เน็ต
บุคคลและกลุ่มบุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นโดยสันติทางอินเตอร์เน็ตรวมถึงการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง กลุ่มงานตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีหน้าที่รับผิดชอบดูและสั่งระงับเว็บไซต์ ก่อนรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน เว็บไซต์ที่ถูกสั่งระงับส่วนใหญ่เผยแพร่ภาพลามกอนาจารหรือขายสินค้าผิดกฎหมาย รัฐบาลได้แจกจ่ายรายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกขึ้นบัญชีดำทั้งของไทยและต่างประเทศซึ่งมีจำนวนประมาณ 4,000 เว็บไซต์ให้แก่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตของรัฐและเอกชนและขอให้ผู้บริการระงับเว็บไซต์เหล่านั้น และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตต่างก็ปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว
หลังเกิดรัฐประหาร เว็บไซต์ยอดนิยมจำนวนมากประกาศห้ามวิจารณ์ประเด็นทางการเมืองในห้องสนทนา แต่บางเว็บไซต์ก็ยังมีข้อความต่อต้านรัฐประหาร กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระงับการเข้าถึงสองเว็บไซต์ที่วิจารณ์รัฐประหารอย่างโจ่งแจ้ง BBC รายงานว่า มีการระงับการเข้าถึงบางส่วนของเว็บไซต์ของ BBC ที่มีบทความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัฐบาลยังคงปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่พิจารณาเห็นว่าคุกคามความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งในการจัดการกับปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ ในปีพ.ศ. 2547 ทางการได้ระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ขององค์การปลดปล่อยรัฐปัตตานี (พูโล) ซึ่งสนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดนของชาวมุสลิมและการใช้ความรุนแรง ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบังคับการให้เป็นไปตามประกาศห้ามนี้ด้วยการแจ้งกับลูกค้าว่ามีการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว
เสรีภาพทางวิชาการและการแสดงทางวัฒนธรรม
รัฐบาลไม่ได้จำกัดเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังรัฐประหาร
การแสดงทางวัฒนธรรมอาจถูกห้าม โดยปกติด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความเหมาะสมทางด้านสังคม พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 กำหนดให้เจ้าของโรงภาพยนตร์และผู้แพร่ภาพกระจายเสียงส่งฟิล์มภาพยนตร์ที่ต้องการจะฉายให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ตรวจสอบก่อน คณะกรรมการฯ อาจสั่งระงับการฉายภาพยนตร์ได้ถ้าเจ้าของภาพยนตร์ไม่ยอมตัดบางส่วนของภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสมออกตามที่คณะกรรมการฯ สั่ง เหตุผลในการตัดหรือห้ามฉายมีอาทิ ละเมิดบรรทัดฐานด้านวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงาม และขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของชาติ มีอยู่บ่อยครั้งที่เจ้าของโรงภาพยนตร์และผู้แพร่ภาพกระจายเสียงจะตรวจพิจารณาตัดต่อภาพยนตร์ของตนก่อนส่งมอบฟิล์มภาพยนตร์ให้คณะกรรมการฯ คณะกรรมการฯ กล่าวว่า ไม่มีภาพยนตร์ถูกห้ามฉายอีกเลยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546
ข. เสรีภาพในการชุมนุมกันอย่างสงบและการจัดตั้งสมาคม
เสรีภาพในการชุมนุม
ก่อนรัฐประหาร รัฐธรรมนูญประกันสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและจัดตั้งสมาคมและโดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าว หลังรัฐประหาร ผู้นำรัฐประหารประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญและประกาศกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 20 กันยายน ผู้นำรัฐประหารประกาศห้ามการชุมนุมทางการเมืองมากกว่า 5 คนขึ้นไป เมื่อวันที่ 21 กันยายน ผู้นำรัฐประหารออกพระราชกำหนดห้ามการชุมนุมและกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง มีพระราชกำหนดที่คล้ายกันประกาศเมื่อวันที่ 24 กันยายนห้ามการชุมนุมและกิจกรรมทางการเมืองของข้าราชการทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น แม้จะไม่มีรายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการปฏิบัติตอบโต้ของทางการเมื่อมีการฝ่าฝืนพระราชกำหนดเหล่านี้ แต่องค์กรเอกชนและกลุ่มสนับสนุนเสรีภาพประชาชนได้แสดงความกังวลว่า รัฐบาลได้ห้ามมิให้ประชาชนใช้สิทธิในการชุมนุมกันอย่างสงบและการจัดตั้งสมาคม เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ลงมติยกเลิกพระราชกำหนดห้ามการชุมนุมทางการเมืองมากกว่า 5 คนขึ้นไป ข้อห้ามนี้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม
พระราชกำหนดฉุกเฉินสำหรับจังหวัดในภาคใต้ให้อำนาจรัฐบาลในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม แต่ไม่มีการใช้สิทธิดังกล่าวในช่วงปีที่ผ่านมา
ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มผสมขององค์กรเอกชนต่างๆ) มีการเดินขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาลขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด การเดินขบวนประท้วงซึ่งบางครั้งมีผู้เข้าร่วม 100,000 – 200,000 คนเป็นการประท้วงอย่างสงบ แม้ว่าการเดินขบวนประท้วงในกรุงเทพฯ บางครั้งก็ไม่ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องสำหรับการกระทำบางประการ ทางการก็มักอนุญาตให้ประท้วงต่อไปโดยไม่ขัดขวาง เมื่อวันที่ 23 เมษายน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องยกเลิกการจัดสัมนาในจังหวัดอุดรธานี หลังจากที่กลุ่มสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณหลายร้อยคนเริ่มขว้างปาก้อนหินและสิ่งของอื่นๆ ใส่ผู้ดำเนินรายการของกลุ่มฯ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม กลุ่มประท้วงกลุ่มเล็กๆ ที่ตะโกนขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณในขณะที่นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงาน ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ถูกควบคุม มีรายงานว่า บางคนถูกซ้อมโดยตำรวจนอกเครื่องแบบ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม กลุ่มประท้วงกลุ่มเล็กๆ ที่ตะโกนขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณนอกห้างสรรพสินค้าอีกแห่งหนึ่งถูกชายสองคนทุบตีโดยที่ตำรวจยืนดูอยู่ กล้องโทรทัศน์ที่ถ่ายภาพการประท้วงจับภาพการทำร้ายนั้นและการนิ่งเฉยของตำรวจ ผู้ประท้วงสามรายได้รับบาดเจ็บจากการทำร้าย ชายสองคนนั้นเข้ามอบตัวกับตำรวจในภายหลังและถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย
เสรีภาพในการจัดตั้งสมาคม
ทั้งก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญประกันสิทธิเสรีภาพในการจัดตั้งสมาคมและโดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าว เมื่อวันที่ 21 กันยายน ผู้นำรัฐประหารประกาศระงับการขึ้นทะเบียนและจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่
ค. เสรีภาพในการนับถือศาสนา
ก่อนรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และโดยทั่วๆ ไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้จำกัดกิจกรรมของกลุ่มศาสนาบางกลุ่ม รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพุทธศาสนิกชน ในทางปฏิบัติแล้ว ศาสนาประจำชาติคือพุทธศาสนานิกายเถรวาท แต่ไม่มีการกำหนดเช่นนั้นอย่างเป็นทางการ หลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ไม่มีรายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่า รัฐบาลกำหนดข้อจำกัดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนา
รัฐบาลแสดงบทบาทสำคัญในกิจการศาสนา พระราชบัญญัติองค์กรศาสนากำหนดว่า กรมการศาสนาจะให้การยอมรับศาสนาใหม่ถ้าสำมะโนประชากรบ่งชี้ว่ามีผู้นับถือศาสนาดังกล่าว 5,000 คนเป็นอย่างน้อย มีหลักการศาสนาที่มีลักษณะเฉพาะและได้รับการยอมรับ และไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ในการขอจดทะเบียน องค์กรศาสนานั้นๆ จะต้องได้รับการยอมรับจากกลุ่มศาสนาที่ทางการให้การยอมรับเสียก่อน กลุ่มที่ทางการให้การยอมรับมีอยู่ 5 กลุ่มซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มพุทธศาสนา กลุ่มมุสลิม แคธอลิก (ซึ่งรวมกลุ่มย่อยของโปรเตสแตนท์อีก 4 กลุ่ม) กลุ่มพราหมณ์-ฮินดู และซิกห์ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา รัฐบาลยังไม่ให้การยอมรับกลุ่มศาสนาใหม่ใดๆ การจดทะเบียนขององค์กรศาสนาทำให้ได้สิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น สิทธิในการได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ การยกเว้นภาษี และการพิจารณาออกวีซ่าพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่องค์กร องค์กรศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหล่านี้แต่ในทางปฏิบัติแล้วสามารถดำเนินกิจกรรมของตนได้อย่างเสรี
รัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2540 ที่ถูกยกเลิกกำหนดให้รัฐบาล "อุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนาและศาสนาอื่น" รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนกิจกรรมของกลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดทั้ง 3 กลุ่ม (กลุ่มศาสนาพุทธ อิสลามและคริสต์)
พระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ. 2505 ห้ามการหมิ่นประมาทหรือว่าร้ายศาสนาพุทธและพระสงฆ์ ประมวลกฎหมายอาญายังห้ามการดูหมิ่นหรือสร้างความวุ่นวายใน
สถานที่หรือพิธีทางศาสนาของทุกศาสนาที่ได้รับการยอมรับในประเทศ สมาชิกของกลุ่มสันติอโศกซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งในศาสนาพุทธไม่สามารถอ้างตนว่าเป็นชาวพุทธได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากมีความขัดแย้งกับมหาเถรสมาคมด้านหลักการศาสนา แต่พวกเขาก็สามารถสามารถดำเนินกิจกรรมตามความเชื่อของตนได้อย่างเสรี
รัฐบาลได้ส่งกองทหารไปประจำการในภาคใต้เพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติกิจทางศาสนาและสิ่งก่อสร้างทางศาสนาในชุมชนที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ และสั่งให้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธคอยคุ้มกันพระสงฆ์ในกรณีที่จำเป็น
ทางการกำหนดให้มีการสอนศาสนาในโรงเรียนรัฐบาลทั้งในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา
ในอดีต โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามหรือ “ปอเนาะ” ไม่ต้องจดทะเบียนกับ รัฐบาลและไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลและไม่ได้รับเงินสนับสนุน แต่หลังเกิดเหตุความรุนแรงทางภาคใต้ รัฐบาลกำหนดให้โรงเรียนเหล่านี้ต้องจดทะเบียน เมื่อถึงเดือนกรกฎาคม รัฐบาลได้จดทะเบียนโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามหรือ“ปอเนาะ” 327 แห่งในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เชื่อกันว่า มีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามหรือ“ปอเนาะ” ดำเนินการในภาคใต้กว่าพันแห่ง
ชาวมุสลิมซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5-10 ของประชาชนทั่วประเทศและเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสี่ในห้าจังหวัดทางใต้สุดของประเทศยังคงต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจอยู่บ้าง รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาโดยปฏิบัติตามนโยบายเดิมที่มีมาช้านาน คือพยายามดึงชุมชนมุสลิมเข้ามาสู่สังคมไทยด้วยการช่วยพัฒนาและขยายโอกาสทางการศึกษาของชุมชนเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวมักถูกต่อต้านท่ามกลางคำกล่าวหาว่าพวกเขาถูกบังคับให้กลมกลืนกับสังคมส่วนใหญ่ ชาวมุสลิมที่ไม่ได้อยู่ภาคใต้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ดีกว่ามาก
ยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐยังจับตาดูสมาชิกกลุ่มฟาหลุนกงต่อไป คำร้องขอจดทะเบียนสมาคมของกลุ่มฟาหลุนกงซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาเป็นเวลานานถูกปฏิเสธเมื่อเดือนตุลาคมปีพ.ศ. 2548 เมื่อถึงปลายปี คำร้องของกลุ่มฟาหลุนกงที่ยื่นขอใบอนุญาตจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการตีพิมพ์และแจกจ่ายนิตยสารรายสัปดาห์ก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เมื่อเดือนธันวาคมปีพ.ศ. 2548 ผู้ปฏิบัติกิจฟาหลุนกง 8 คนถูกจับกุมหลังจากการประท้วงอย่างสงบเป็นเวลา 1 สัปดาห์หน้าสถานเอกอัครราชทูตจีน ในจำนวน 8 คนนี้ ภายหลังมี3 คนได้รับการปล่อยตัวในเดือนเดียวกันนั้น และที่เหลืออีก 5 คนได้รับการปล่อยตัวในเดือนมกราคม
การกระทำทารุณและการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มใหญ่
การที่ผู้ต้องสงสัยชาวมุสลิมก่อการรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี สงขลาและยะลามีผลให้ชาวพุทธบางคนไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจตามประเพณีได้เต็มที่ในภูมิภาคที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม พระสงฆ์และวัดตกเป็นเป้าโจมตีของผู้ก่อการร้าย มีพระจำนวนหนึ่งรายงานว่า ไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระในชุมชนภาคใต้ได้อีกต่อไป พระอ้างว่า ฆราวาสก็ปฏิเสธไม่ช่วยเหลือพระสงฆ์ในกิจประจำวันเนื่องจากกลัวตกเป็นเป้าโจมตีของผู้ก่อการร้าย ในช่วงปีที่ผ่านมา ฆราวาสชาวพุทธหนึ่งคนและราษฎรชาวมุสลิมหนึ่งคนถูกฆ่าตัดศีรษะ ในปี พ.ศ. 2548 มีราษฎรถูกสังหารในลักษณะเดียวกัน
9 คน
หลายคนสันนิษฐานว่าการสังหารพระสงฆ์และราษฎรนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความตึงเครียดระหว่างศาสนา แม้ว่าความตึงเครียดระหว่างชุมชนพุทธและมุสลิมนี้จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้มีความขัดแย้งในชุมชนอย่างโจ่งแจ้ง (ดูหมวด 5) ในช่วงปีที่ผ่านมา มีครอบครัวชาวพุทธย้ายไปหลบภัยในวัดพุทธ (ดูหมวด 2.ง)
ผู้อพยพชาวม้งที่อยู่ในประเทศไทยร้องเรียนว่ามีการทำลายหลุมศพชาวม้ง เจ้าหน้าที่วัดรายงานว่า วัดถ้ำกระบอกให้พื้นที่สงฆ์ส่วนหนึ่งแก่ชาวม้งเพื่อใช้เป็นสุสาน สุสานนี้ขยายเกินเขตที่มอบให้และมีรายงานว่า ซากศพที่เปื่อยเน่าทำให้น้ำใต้ดินเน่าเสีย วัดได้จัดจ้างองค์กรพุทธมาขุดศพที่อยู่นอกบริเวณที่วัดกำหนดไว้และย้ายไปกลบฝังในที่อื่นที่เหมาะสม โดยชะลอการเผาศพไว้ ในช่วงก่อนปลายปี พ.ศ. 2548 มีศพถูกย้ายประมาณ 800 ศพ
ชุมชนชาวยิวมีขนาดเล็ก และไม่มีรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อต้านชาวยิว
ท่านที่ประสงค์จะทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูได้จากรายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติประจำปี พ.ศ. 2549
ง. เสรีภาพในการเดินทางภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศ การย้ายถิ่นฐาน และการส่งกลับประเทศ
ก่อนการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญให้สิทธิประชาชนในการโยกย้ายภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงาน และเจ้าหน้าที่ก็เคารพสิทธิ์ดังกล่าวในทางปฏิบัติ แต่ก็มีข้อยกเว้นในบางกรณี หลังการรัฐประหาร ไม่มีรายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการเพิ่มข้อจำกัดสำหรับเสรีภาพในการเดินทาง ข้อจำกัดที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรด้านการเดินทางและการตั้งถิ่นอาศัยของคนต่างด้าวเชื้อสายเวียดนามและเชื้อสายจีนที่บังคับใช้มานานยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ชาวจีนและเวียดนามจำนวนมากในกลุ่มนี้รวมทั้งลูกหลานได้รับสัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (ดูหมวดที่ 5)
สำหรับผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยมานานแต่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย รวมทั้งชาวไทยใหญ่หลายแสนคนและชาวเขาเผ่าต่างๆ หลายหมื่นคน จะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือกองทัพบกเมื่อต้องการเดินทางไปต่างประเทศและภายในประเทศ คนต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วเดินทางได้อย่างอิสระภายในประเทศ
ชาวเขาที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยได้รับบัตรประจำตัวสีซึ่งสะท้อนถึงการถูกจำกัดเสรีภาพในการเดินทางและการถูกจำกัดในด้านอื่นๆ บัตรดังกล่าวมักห้ามคนเหล่านี้เดินทางออกนอกจังหวัดหรืออำเภอโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายอำเภอก่อน ผู้ฝ่าฝืนจะปรับอย่างหนักและต้องโทษจำคุก ส่วนชาวเขาที่ไม่มีบัตรไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเลย (ดูหมวดที่ 5)
แรงงานต่างด้าวมีสิทธิ์ทำงานในบางจังหวัดเท่านั้น รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมาขึ้นทะเบียนได้ต่อไป และต้องต่ออายุใบอนุญาตทุกปี จนถึงเดือนสิงหาคม มีแรงงานต่างด้าวประมาณ 746,000 คนมาขึ้นทะเบียนแล้ว ในจำนวนนี้ สามในสี่เป็นชาวพม่า ในเดือนสิงหาคม รัฐบาลประกาศว่าได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลพม่าเพื่ออนุญาตให้แรงงานพม่าในไทยสามารถขอหนังสือเดินทางชั่วคราวได้ที่ด่านชายแดนไทย-พม่าที่กำหนดไว้ ชาวพม่าที่มีหนังสือเดินทางชั่วคราวดังกล่าวจะสามารถเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยและทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย แต่หนังสือเดินทางดังกล่าวไม่สามารถใช้สำหรับการเดินทางไปประเทศที่สามได้ ไทยได้ทำข้อตกลงแบบเดียวกันกับรัฐบาลลาวและกัมพูชาด้วย ในวันที่ 7 พฤศจิกายน รัฐบาลพม่าได้ประกาศเปิดสำนักงานที่มีหน้าที่ออกหนังสือเดินทางชั่วคราวเพิ่มอีกสามแห่งที่เมืองเมียววดี เกาะสอง และท่าขี้เหล็กซึ่งตั้งอยู่ชายแดนพม่า
กฎหมายห้ามการบังคับลี้ภัย และรัฐบาลก็มิได้ทำเช่นนั้น หลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน ไม่มีรายงานว่ามีการบังคับลี้ภัย อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรยังคงพำนักอยู่ในต่างประเทศ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติแถลงว่า พ.ต.ท. ทักษิณไม่ควรพิจารณาที่จะเดินทางกลับประเทศไทยก่อนที่จะมีการยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว
ในเดือนพฤศจิกายน การใช้ความรุนแรงโดยผู้ก่อความไม่สงบทำให้ครอบครัวชาวพุทธประมาณ 55 ครอบครัวจากสองหมู่บ้านในจังหวัดยะลาต้องหนีไปหลบภัยในวัด และเมื่อถึงปลายปี คนเหล่านี้ก็ยังคงอาศัยอยู่ที่วัด
การคุ้มครองผู้ลี้ภัย
ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 หรือพิธีสารของอนุสัญญาดังกล่าว พ.ศ. 2510 กฎหมายไทยไม่ได้ระบุว่าจะต้องให้ที่พักพิงหรือสถานภาพผู้ลี้ภัยแก่บุคคล อย่างไรก็ดี โดยทั่วๆ ไปแล้ว รัฐบาลให้ความร่วมมือแก่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และองค์กรมนุษยธรรมอื่นๆ ในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ในช่วงปลายปี ความร่วมมือที่ UNHCR ได้รับจากรัฐบาลไทยลดน้อยลงเมื่อเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมผู้แสวงที่พักพิงและผู้ลี้ภัยชาวม้ง ชาวเกาหลีเหนือ และชาวพม่ากลุ่มมุสลิมโรฮินจาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงปี พ.ศ. 2549 ผู้แสวงที่พักพิงเชื้อชาติต่างๆ ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่สุดเป็นชาวพม่า ได้รับการคุ้มครองชั่วคราวจากไทย รัฐบาลยังอนุญาตให้ UNHCR สอดส่องดูแลสภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยชาวพม่าประมาณ 150,000 คนในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งตามชายแดนที่ติดกับพม่า แต่ห้าม UNHCR ประจำการอย่างถาวรตามค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ องค์กรเอกชนให้ความช่วยเหลือพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัยในค่าย
ในปี พ.ศ. 2548 มีการตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้ลี้ภัยประจำจังหวัดขึ้น ทำหน้าที่พิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัยสำหรับชาวพม่าขึ้นแทน UNCHR แต่ UNHCR ยังมีส่วนร่วมกระบวนการพิจารณาด้วย อย่างไรก็ดี UNHCR ยังคงทำหน้าที่พิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัยสำหรับคนสัญชาติอื่นๆ ต่อไป ในปี พ.ศ. 2549 คณะกรรมการฯ รับผู้ลี้ภัยกว่า 26,000 คนเข้าค่ายผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ในจำนวนนี้ มีหลายคนที่เคยอาศัยอยู่ในค่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ รัฐบาลยินยอมให้ผู้ลี้ภัยในค่ายเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม และมีผู้ลี้ภัยบางส่วนที่ได้เดินทางไปประเทศที่สามในช่วงปี พ.ศ. 2549
รัฐบาลอนุญาตให้องค์กรเอกชนเป็นผู้จัดหาอาหาร บริการรักษาพยาบาล ที่พักอาศัย และบริการอื่นๆ แก่ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่มีเหตุผลเพียงพอในการอ้างสิทธิในการเป็นผู้ลี้ภัยแต่อาศัยอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัย เจ้าหน้าที่ทางการจับกุมชาวพม่าที่อยู่นอกค่ายในข้อหาคนต่างด้าวผิดกฎหมายอยู่เป็นระยะๆ ผู้ที่ถูกจับกุมจะถูกนำตัวไปปล่อยไว้ที่ชายแดน โดยไม่ได้ถูกส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ทางการของพม่า
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 เจ้าหน้าที่ไทยสั่งให้ชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในเขตตัวเมือง (ดูหมวดที่ 1 ฉ.) ย้ายไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยใกล้ชายแดน มิเช่นนั้น จะถูกจับกุมและส่งตัวกลับประเทศในข้อหาอาศัยอยู่ในประเทศโดยผิดกฎหมาย และจะหมดโอกาสที่จะได้ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม ตามข้อมูลของ UNHCR มีชาวพม่าในเขตตัวเมืองกว่า 1,800 คนที่ถูกย้ายไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในช่วงปี พ.ศ. 2549 และมี 340 คนที่ไม่ได้ถูกย้าย องค์กรเอกชนประท้วงว่าสภาพความเป็นอยู่ในค่ายยากลำบากอยู่แล้ว และจะยิ่งเลวร้ายลงถ้ามีผู้ลี้ภัยเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มขึ้น บางฝ่ายก็กล่าวว่าผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวชาวพม่าที่เคยทำงานอยู่ในตัวเมืองจะไม่สามารถทำงานต่อไป และจำนวนมากในกลุ่มนี้ได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามต่อมาภายหลัง
นอกจากกลุ่มผู้ลี้ภัยที่เป็นชาวพม่าในเขตตัวเมืองแล้ว UNHCR ยังรายงานว่าได้ขึ้นทะเบียนชาวพม่าที่แสวงหาที่พักพิงกว่า 11,000 คนที่อาศัยอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัยด้วย ตามนโยบายของรัฐบาล คนเหล่านี้ต้องถูกส่งตัวไปที่ศูนย์กักกันในค่ายผู้ลี้ภัยก่อนที่คณะกรรมการคัดเลือกผู้ลี้ภัยประจำจังหวัดจะพิจารณาสถานภาพของคนเหล่านี้ มีคนส่วนหนึ่งถูกย้ายไปที่ค่ายผู้ลี้ภัยแล้ว แต่ในจำนวนนี้มีไม่กี่คนที่ได้รับการพิจารณาสถานภาพโดยคณะกรรมการฯ
ในช่วงปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลอนุญาตให้องค์กรเอกชนขยายโครงการอบรมวิชาชีพและโครงการสร้างรายได้ในค่ายผู้ลี้ภัย
รัฐบาลใช้แนวทางที่เข้มงวดในการแก้ไขปัญหาชาวม้งประมาณ 7,500 คนที่รวมตัวกันอยู่ที่ห้วยน้ำขาว จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยส่วนหนึ่งของชาวม้งเหล่านี้ดูมีข้ออ้างที่มีเหตุผลในการได้รับสถานภาพผู้ลี้ภัย รัฐบาลสงวนสิทธิในการส่งชาวม้งเหล่านี้กลับประเทศลาวและไม่อนุญาตให้ UNHCR สัมภาษณ์ชาวม้งเพื่อพิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัย เนื่องจากเกรงว่าถ้าอนุญาตให้มีการพิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัยสำหรับคนเหล่านี้ จะยิ่งทำให้ชาวม้งเดินทางจากลาวมาแสวงที่พักพิงในไทยมากขึ้น ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ชาวม้ง 27 คนจากกลุ่มนี้ ซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วย 26 คน ถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นส่งตัวกลับลาว และเมื่อถึงปลายปี รัฐบาลลาวยังคงระบุว่าไม่ทราบว่าชาวม้งกลุ่มนี้พำนักอยู่ที่ใด
ในเดือนมิถุนายน ชาวม้งราว 230 คนหลบหนีจากลาวเพื่อเดินทางมาสมทบกับชาวม้งที่ห้วยน้ำขาว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมและกักกันตัวไว้ที่ศูนย์กักกันซึ่งมีอยู่หลายแห่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ ในวันที่ 15 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ทางการไทยได้ขนย้ายชาวม้งในกลุ่มนี้ 31 คนไปยังบริเวณไกลโพ้นแถบชายแดนลาวและทิ้งคนเหล่านั้นไว้ที่นั่นพร้อมกับเสบียงอาหารหลายวัน ในวันที่ 15 พฤศจิกายน หลังจากรัฐบาลลาวยินยอมอย่างเป็นทางการที่จะให้ไทยส่งตัวชาวม้งกลับลาว ชาวม้ง 53 คนจึงถูกส่งตัวกลับ ในจำนวนนี้ ไม่มีใครที่ได้รับอนุญาตให้พบกับ UNHCR หรือได้รับการพิจารณาสถานภาพผู้แสวงที่พักพิง ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าคนกลุ่มนี้มีสถานภาพอะไรและขณะนี้อาศัยอยู่ที่ใด ในวันที่ 17 พฤศจิกายน กลุ่มชาวม้งจำนวน 152 คน ซึ่งมีหลายคนที่ได้รับสถานภาพผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แล้ว ถูกจับกุมที่กรุงเทพฯ และถูกส่งกลับไปที่จังหวัดหนองคาย คนเหล่านี้เสี่ยงต่อการถูกเนรเทศ แม้ว่าอาจจะได้รับสถานภาพผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากคำขอร้องจาก UNCHR องค์กรเอกชน และรัฐบาลต่างชาติ แผนการส่งตัวคนกลุ่มนี้กลับประเทศจึงถูกระงับไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว
หมวดที่ 3 การเคารพสิทธิทางการเมือง: สิทธิของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
ก่อนรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน กฎหมายให้สิทธิแก่พลเมืองในการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างสันติ และในทางปฏิบัติ ประชาชนก็ใช้สิทธิดังกล่าวผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมบนพื้นฐานของสิทธิในการเลือกตั้งที่เป็นสากล ในวันที่ 19 กันยายน หลังจากผู้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล ก็ได้ประกาศให้รัฐธรรมนูญเป็นโมฆะ ยุบสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และปลดนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง การเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในวันที่ 15 ตุลาคมถูกยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งประกาศใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม กำหนดกรอบการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามด้วยการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ในการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น สามารถชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ 377 ที่นั่งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 ที่นั่ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องมีพรรคร่วมรัฐบาล ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ท่ามกลางการประท้วงใหญ่ตามท้องถนนเพื่อต่อต้านรัฐบาลและเสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทักษิณลาออก นายกรัฐมนตรีทักษิณได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและประกาศเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน แต่พรรคฝ่ายค้านสามพรรคหลักประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้
การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน และการเลือกตั้งซ่อมที่ตามมา ไม่ได้ทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกครบตามจำนวน กฎหมายเลือกตั้งกำหนดไว้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ลงสมัครโดยไม่มีคู่แข่งต้องได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อยร้อยละ 20ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดในเขตของตน ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยที่ลงสมัครโดยปราศจากคู่แข่งในเขตเลือกตั้งอย่างน้อย 13 เขตได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละ 20 ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่สามารถเปิดประชุมหรือเลือกนายกรัฐมนตรีได้
ในวันที่ 8 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน
ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลยังตัดสินให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง ศาลตัดสินเช่นนี้เนื่องจากพบว่าการเลือกตั้งจัดขึ้นเร็วเกินไปหลังการยุบสภา และการจัดคูหาเลือกตั้งทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นความลับ
หลังคำตัดสินของศาล คณะกรรมการการเลือกตั้งคนหนึ่งยื่นหนังสือลาออก แต่อีกสามคนยังอยู่ในตำแหน่ง ในวันที่ 25 กรกฎาคม ศาลตัดสินว่าคณะกรรมการเลือกตั้งอีกสามคนมีความผิดในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งเพื่อช่วยพรรคไทยรักไทยที่เป็นรัฐบาลอยู่
กระบวนการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก 200 คนในวันที่ 19 เมษายนโดยทั่วๆ ไปถูกมองว่าเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม อย่างไรก็ดี มีรายงานเกี่ยวกับการซื้อเสียงอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันเลือกตั้ง มีการโจมตีคูหาเลือกตั้งและรถขนบัตรลงคะแนนที่จังหวัดนราธิวาสและยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตสี่คนและบาดเจ็บกว่า 20 คน ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกไม่สามารถเริ่มทำงานได้ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองสถานภาพผู้ชนะการเลือกตั้งไปได้เพียง 180 คนก่อนที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
ภายหลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน ผู้นำคณะรัฐประหารได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในวันที่ 1 ตุลาคม และแต่งตั้งอดีตนายพลเกษียณอายุราชการ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐบาลเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้ให้สิทธิประชาชนในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของตนอย่างสันติวิธี แต่กำหนดกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการทำประชามติ
ก่อนการยุบสภาในเดือนกุมภาพันธ์ สภาผู้แทนราษฎรที่มี ส.ส.ทั้งหมด 500 คน มี ส.ส.ที่เป็นสตรี 52 คน ส่วนในวุฒิสภาที่กำลังจะหมดวาระลง มีวุฒิสมาชิกหญิง 21 คนจากวุฒิสมาชิกทั้งหมด 200 คน ก่อนรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน ในคณะรัฐมนตรีรักษาการจำนวน 38 คน ในคณะรัฐบาลเฉพาะกาลมีรัฐมนตรีหญิงสองคนคือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรงวัฒนธรรม แม้ว่าครึ่งหนึ่งของข้าราชการพลเรือนจะเป็นผู้หญิง แต่มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่อยู่ในตำแหน่งอาวุโส
มีสมาชิกจากชนกลุ่มน้อยไม่กี่คนที่มีตำแหน่งสูงในการเมืองระดับประเทศ ชาวมุสลิมจากภาคใต้ดำรงตำแหน่งสำคัญที่มาจากการเลือกตั้ง แม้ว่าชาวมุสลิมที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และระดับจังหวัดยังมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรในจำนวนวุฒิสมาชิกที่กำลังจะหมดวาระลง มีวุฒิสมาชิกที่เป็นมุสลิม 8 คนและคริสต์ 2 คน และก่อนการยุบสภาผู้แทนราษฎร มีส.ส.ที่เป็นมุสลิม 24 คน คริสต์ 6 คน และมี ส.ส. ที่เป็นชาวเขา 1 คน พลเอกสนธิ บุณยะรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และนายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นชาวมุสลิมด้วย
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ถึงปี พ.ศ. 2548 มีการเลือกตั้งทั่วประเทศแบบหลายพรรคทั้งหมด 6 ครั้ง และการถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลชุดต่อไปเป็นไปอย่างสันติตามกระบวนการประชาธิปไตย การเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ
การฉ้อราษฎร์บังหลวงและความโปร่งใสของรัฐบาล
การฉ้อราษฎร์บังหลวงของฝ่ายบริหารเป็นที่ทราบกันทั่วไปในหมู่ประชาชนและเป็นเหตุผลหลักข้อหนึ่งที่คณะรัฐประหารยกมากล่าวอ้างในการทำรัฐประหาร ก่อนการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากคณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งหลังจากคณะกรรมการชุดเก่าลาออกไปเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2548 อย่างไรก็ดีคณะกรรมการยังคงทำหน้าที่ด้านการบริหารต่อไป แต่การสืบสวนต่างๆ ไม่สามารถสรุปผลได้จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับการแต่งตั้ง
การปราบปรามคอร์รัปชั่นยังเผชิญอุปสรรคจากคำตัดสินของศาลในปี พ.ศ. 2547 ที่คัดค้านกระบวนการในการแต่งตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑะกา เป็นผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คุณหญิงจารุวรรณไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ตรวจเงินแผ่นดินได้ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในคำสั่งแต่งตั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ และความพยายามที่จะหาคนมาแทนที่คุณหญิงจารุวรรณก็ล้มพับไป
ภายหลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน คณะผู้นำรัฐประหารได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อสนับสนุนการสอบสวนคดีคอร์รัปชั่นต่างๆ ในรัฐบาลชุดก่อน ในวันที่ 20 กันยายน ผู้นำรัฐประหารมอบอำนาจเต็มที่ในการตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานราชการทุกแห่งแก่คุณหญิงจารุวรรณ โดยการยุบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและกรรมการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ในวันที่ 22 กันยายน คณะผู้นำรัฐประหารได้แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใหม่ 9 คน ในวันที่ 24 กันยายน คณะรัฐประหารได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (ค.ต.ส.) ซึ่งมีภารกิจเฉพาะในการสอบสวนข้อกล่าวหาคอร์รัปชั่นต่างๆ ในสมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ คณะกรรมการ ค.ต.ส. ประกอบไปด้วย คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑะกา ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ
ในช่วงปี พ.ศ. 2549 มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นที่สำคัญหลายเรื่อง กรณีการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นของครอบครัวนายกรัฐมนตรีทักษิณมูลค่า 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งก่อให้เกิดการโต้แย้ง และนำไปสู่การสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทโดยคนต่างด้าวซึ่งเอื้ออำนวยต่อการขายหุ้น บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น นอกจากนี้ ยังมีการสอบสวนข้อกล่าวหากรณีคอร์รัปชั่นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและการจัดซื้อที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน กฎหมายอนุญาตให้มีการรับทราบข้อมูลข่าวสารของราชการได้ หากหน่วยงานรัฐบาลใดปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลแก่ประชาชนตามคำร้อง ประชาชนอาจยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ในปี พ.ศ. 2548 ประมาณร้อยละ 90 ของคำร้องทุกข์ได้รับการอนุมัติ คำขอข้อมูลข่าวสารของราชการอาจถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของประเทศ การบังคับใช้กฎหมาย และความปลอดภัยของประชาชน หลังรัฐประหาร กฎหมายที่ให้สิทธิประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารยังมีผลบังคับใช้อยู่ ไม่มีข้อมูลว่ามีหน่วยงานราชการใดที่ปฏิเสธคำร้องขอข้อมูลจากประชาชน
หมวดที่ 4 ทัศนะของรัฐบาลเกี่ยวกับการสืบสวนโดยองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรเอกชนในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
โดยทั่วๆ ไป องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศหลายประเภทสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่มีข้อจำกัดจากรัฐบาล โดยสืบสวนสอบสวนตลอดจนตีพิมพ์ผลการสืบสวนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้
อย่างไรก็ตาม องค์กรเอกชนที่ดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหว เช่น ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่า และการคัดค้านโครงการพัฒนาที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนต้องเผชิญกับการคุกคามเป็นระยะๆ นักสิทธิมนุษยชนที่มุ่งเน้นเรื่องคดีหายตัวของบุคคลและความรุนแรงทางภาคใต้ต้องเสี่ยงต่อการถูกคุกคามจากรัฐบาลเป็นพิเศษ มีองค์กรเอกชนเพียงไม่กี่รายที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ซึ่งบางครั้งก็เป็นอุปสรรคต่อการที่องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศจะหาทุนได้อย่างเพียงพอ
นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชาย นีละไพจิตรรายงานว่าได้รับโทรศัพท์ขู่และถูกติดตาม (ดูหมวดที่ 1 ข. และ 1 ฉ.)
ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน นายวสันต์ พานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รายงานว่าตนและครอบครัวถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับตาดู (ดูหมวดที่ 1 ฉ.)
ในวันที่ 15 กันยายน นักสิทธิมนุษยชนรายหนึ่งที่ทำงานวิจัยให้คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อความสมานฉันท์ และองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ถูกสั่งให้หยุดรถระหว่างอยู่บนทางหลวงระหว่างจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส และถูกตรวจค้นโดยชายสองคนที่พกอาวุธและไม่ยอมเปิดเผยชื่อ นักสิทธิมนุษยชนผู้นี้เล่าว่า ชายทั้งสองกล่าวหาว่าเขาให้ความช่วยเหลือผู้ก่อความไม่สงบโดยสืบสวนและเปิดโปงการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในวันที่ 17 กันยายน นักสิทธิมนุษยชนผู้นี้ได้หนีออกจากบ้านที่ปัตตานีหลังจากได้รับโทรศัพท์ขู่หลายสิบครั้ง และถูกรถไม่มีป้ายทะเบียนขับตามเป็นเวลาหลายวัน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 เขาถูกยิงได้รับบาดเจ็บขณะขี่จักรยานยนต์ในจังหวัดปัตตานี เขารายงานว่าเขาถูกยิงเพราะกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน
ในวันที่ 20 ตุลาคม มูฮัมหมัด ดูไน ตันยีนอ นักสิทธิมนุษยชนในจังหวัดนราธิวาสถูกยิงเสียชีวิตใกล้บ้าน (ดูหมวดที่ 1 ก.) มูฮัมหมัด ดูไน ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางภาคใต้ และเคยให้ความช่วยเหลือแก่จำเลย 58 คน ในคดีตากใบ (ดูหมวดที่ 1 จ. และ 1 ช.)
สมาชิกสมัชชาคนจนบางรายรายงานว่ารัฐบาลได้แจ้งข้อหากบฎและขู่พวกตนที่ร่วมกิจกรรมของสมัชชา คำขู่ว่าจะจับกุมเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสมาชิกเหล่านี้
รัฐบาลพบและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จากองค์การกาชาดสากลและ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติตลอดปี ในเดือนมิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้เข้าร่วมการประชุมครั้งที่ 33 ขององค์การการประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference- OIC) ที่เมืองบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ในที่ประชุม OIC ได้ลงมติว่าจะร่วมมือกับรัฐบาลไทยต่อไปเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาทางภาคใต้
ในปี พ.ศ. 2547 ผู้เสนอรายงานการประชุมพิเศษของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับวิสามัญฆาตกรรม การสังหารอย่างรวบรัดและตามอำเภอใจ ได้ขออนุญาตเดินทางมาเยือนไทยภายหลังเหตุการณ์ที่อำเภอตากใบ (ดูหมวดที่ 1 ช.) แม้ว่าไทยจะให้คำตอบอย่างละเอียดตามคำขอแล้ว แต่ผู้เสนอรายงานการประชุมพิเศษของสหประชาชาติก็ไม่ได้เดินทางมาตามแผน ในเดือนสิงหาคมและพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ผู้เสนอรายงานฯ ได้ขออนุญาตที่จะเดินทางมาเยือนไทยอีก แต่ก็ไม่ได้เดินทางมา
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำงานอย่างเข้มแข็งตลอดปีที่ผ่านมาในฐานะที่เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐบาล คณะกรรมการฯ ได้เสนอรายงานประจำปีประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและเสนอนโยบายและข้อแนะนำในการแก้ไขกฎหมายต่อรัฐสภา ส่งเสริมมาตรการที่จะให้ความรู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชน และสืบสวนกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน การมีบุคลากรและทรัพยากรน้อยและการขาดอำนาจในการดำเนินคดีหรือลงโทษผู้กระทำผิด คืออุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการฯ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่ารัฐบาลไม่ค่อยปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของตน ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2548 คณะกรรมการฯ ได้สรุปในรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตากใบว่าเจ้าหน้าที่ทางการได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกคุมขังที่ตากใบ และเรียกร้องให้รัฐบาลชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายและครอบครัว และทบทวนนโยบายเกี่ยวกับภาคใต้ คณะกรรมการฯ ได้ประกาศเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อความสมานฉันท์ประกอบด้วยกรรมการ 50 ท่าน เพื่อเสริมสร้าง “ความสงบสุขและความสมานฉันท์” ในภาคใต้ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 คณะกรรมการฯ ได้ออกรายงานฉบับสุดท้ายและข้อเสนอแนะต่างๆ รัฐบาลได้รับรายงานฉบับนี้ไว้ แต่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามที่คณะกรรมการฯ เสนอแนะ นายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์รับประกันว่าจะใช้รายงานของคณะกรรมการชุดนี้เป็นแนวทางในการดำเนินมาตรการต่างๆ ในภาคใต้ของรัฐบาล (ดูหมวดที่ 1 ช.)
หมวดที่ 5 การเลือกปฏิบัติ การกระทำโดยมิชอบในสังคมและการค้ามนุษย์
ก่อนรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ศาสนา ความพิการ ภาษา หรือสถานภาพทางสังคม แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยังมีการเลือกปฏิบัติอยู่บ้าง ทั้งยังมีความไม่เท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียมกันนี้ด้วย หลังรัฐประหาร กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ศาสนา ความพิการ หรือสถานภาพทางสังคม ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด และไม่มีรายงานที่เชื่อถือได้ที่ระบุว่าการเลือกปฏิบัติจากสาเหตุเหล่านี้มีมากขึ้น รัฐธรรมนูญชั่วคราวมีบทบัญญัติที่กล่าวถึงสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน แม้จะไม่มีการกล่าวถึงเรื่องสิทธิและการได้ความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมจากการถูกรังแกทางสังคมเป็นการเฉพาะ
สตรี
การใช้ความรุนแรงต่อสตรีภายในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงและยังไม่มีการออกกฎหมายใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีการดำเนินคดีกับการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวบางคดีภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยการทำร้ายหรือใช้ความรุนแรงต่อบุคคล ผู้เสียหายมักไม่แจ้งความเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวและเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มักไม่กระตือรือร้นที่จะติดตามคดีประเภทนี้ เป็นเรื่องยากที่จะหาสถิติอัตราการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวที่น่าเชื่อถือได้ แต่ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีการแจ้งความคดีสตรีถูกทำร้ายร่างกายเพิ่มขึ้นจาก 5 รายต่อวันในปี พ.ศ. 2545 เป็น 28 รายต่อวันในปี พ.ศ. 2548 และประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้เป็นการทำร้ายทางเพศ ไม่ทราบแน่ชัดว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้แสดงถึงการใช้ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นหรือจิตสำนึกที่เพิ่มขึ้นของประชาชนเกี่ยวกับปัญหานี้และการที่สตรีที่ถูกทำร้ายเต็มใจมากขึ้นที่จะแจ้งความ ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมของมหาวิทยาลัยมหิดลในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 พบว่าร้อยละ 41 ของสตรีในกรุงเทพฯ และร้อยละ 47 ของสตรีในเขตชนบทเคยประสบกับการใช้ความรุนแรงทางร่างกายหรือทางเพศรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจากสามีหรือคนรัก องค์กรเอกชนให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ อาทิ บริการโทรศัพท์สายด่วน การจัดที่พักพิงชั่วคราว บริการให้คำปรึกษาแนะนำ และรายการโทรทัศน์ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อเอ็ชไอวีและโรคเอดส์ และปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับสตรี ศูนย์วิกฤติ "ครบวงจร" ของรัฐที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาลรัฐยังคงให้การดูแลบำบัดสตรีและเด็กที่ถูกทำร้าย แต่ศูนย์ฯ เหล่านี้ประสบปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ
การข่มขืนกระทำชำเราถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตลอดเดือนพฤศจิกายน สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า มีการแจ้งความคดีข่มขืนทั่วประเทศ 5,060 คดี ในจำนวนนี้ มี 5 คดีที่เหยื่อถูกสังหารด้วย และมี 2,047 คดีที่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย ในจำนวนนี้มี 4 คดีที่เหยื่อเสียชีวิต ในปี พ.ศ. 2548 มีการแจ้งความคดีข่มขืน 4,693 คดี ไม่มีบทบัญญัติที่ให้มีการดำเนินคดีกับชายที่ข่มขืนภรรยาของตน นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิสตรีระบุมีการแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราหรือการประทุษร้ายบุคคลในครัวเรือนน้อยกว่าความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเนื่องจากมุมมองที่ว่าหน่วยงานรักษากฎหมายไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ฝ่ายตำรวจได้พยายามเปลี่ยนแปลงมุมมองดังกล่าว และสนับสนุนให้สตรีแจ้งความอาชญากรรมทางเพศด้วยการจัดหาพนักงานสอบสวนที่เป็นตำรวจหญิงไว้ประจำตามสถานีตำรวจในเขตกรุงเทพมหานครและอีกสามจังหวัด กฎหมายระบุโทษสำหรับการข่มขืนหรือการใช้กำลังทำร้ายทางเพศไว้ในระดับต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับอายุของผู้เสียหาย ความรุนแรงของการทำร้าย และสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เสียหายหลังถูกทำร้าย โทษต่ำสุดคือ จำคุก 4 ถึง 20 ปีและปรับ 200 ถึง 1,000 เหรียญสหรัฐฯ (8,000 ถึง 40,000 บาท) หากมีการใช้อาวุธปืนหรือระเบิด หรือเป็นการข่มขืนโดยหลายคน โทษจะเพิ่มเป็น 15 ถึง 20 ปีและปรับ 750 ถึง 1,000 เหรียญสหรัฐฯ (30,000 ถึง 40,000 บาท) และอาจมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิตในกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โทษจำคุก 4 ถึง 20 ปีและปรับ 200 ถึง 1,000 เหรียญสหรัฐฯ (8,000 ถึง 40,000 บาท) สำหรับการข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี หากผู้เสียหายอายุต่ำกว่า 13 ปี จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 7 ปีจนถึงตลอดชีวิต กฎหมายยังระบุว่า หากอาชญากรคนใดก่อคดีลักษณะเดิมเป็นครั้งที่ 2 ภายในเวลา 2 ปีจะต้องโทษเพิ่มด้วยข้อหาไม่เข็ดหลาบ ผู้เสียหายจากการกระทำทารุณทางเพศมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐเป็นจำนวนสูงสุดไม่เกิน 750 เหรียญสหรัฐฯ (30,000 บาท)
แม้ว่าการค้าประเวณีจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็เป็นอาชีพที่ทำค่อนข้างเปิดเผยทั่วประเทศ และมักจะได้รับการปกป้องจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ได้ผลประโยชน์จากธุรกิจนี้ (ดูหมวดที่ 1 ง. และหมวด 5 ว่าด้วยการค้ามนุษย์) การค้าสตรีและเด็กเพื่อการค้าประเวณีเป็นปัญหาร้ายแรง (ดูหมวดที่ 5 การค้ามนุษย์) จำนวนโสเภณีที่รัฐบาลและองค์กรเอกชนได้ประมาณไว้แตกต่างกันอยู่มาก กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ระบุว่ามีโสเภณี 57,500 คนทั่วประเทศ ในขณะที่องค์กรเอกชนรายงานว่ามีโสเภณีทั่วประเทศระหว่าง 200,000 -300,000 คน การที่ธุรกิจค้าประเวณีเป็นสิ่งผิดกฎหมายและมีโสเภณีจำนวนมากที่ค้าประเวณีเพียงชั่วคราวทำให้เป็นการยากที่จะได้ตัวเลขที่แน่นอน คณะกรรมาธิการกิจการสตรีประเมินว่าในปี พ.ศ. 2543 ประมาณร้อยละ 20 ของโสเภณีเป็นเด็ก มีรายงานว่าสตรีที่อยู่ตามจังหวัดชายแดนถูกบังคับให้ค้าประเวณี แต่เป็นการยากที่จะยืนยันจำนวนที่แน่นอน โสเภณีส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกักขัง แต่มีจำนวนมากที่ต้องทำงานใช้หนี้เจ้าของซ่องโสเภณี (ดูหมวดที่ 5 เรื่องการค้ามนุษย์) กฎหมายระบุว่าการค้าประเวณีเด็กเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และผู้ใช้บริการโสเภณีเด็กจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย (ดู หมวดที่ 5 เรื่องเด็ก) องค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐบาลยังคงให้ที่พักพิง ให้การฟื้นฟูบำบัด และจัดโครงการกลับสู่สังคมสำหรับเด็กและสตรีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทางเพศ
การท่องเที่ยวเพื่อจุดประสงค์ทางเพศยังคงเป็นปัญหาอยู่ (ดูหมวดที่ 5 การค้ามนุษย์)
กฎหมายระบุว่าการคุกคามทางเพศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่กฎหมายฉบับนี้มีอำนาจครอบคลุมเฉพาะผู้ที่ทำงานในระบบแรงงานเท่านั้น องค์กรเอกชนอ้างว่าคำจำกัดความตามกฎหมายของคำว่าการคุกคามทางเพศที่บัญญัติไว้มีความคลุมเครือและทำให้การดำเนินคดีประเภทนี้เป็นเรื่องลำบาก ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2548 - สิงหาคม พ.ศ. 2549 บริการโทรศัพท์สายด่วนของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการคุกคามและข่มขู่ทางเพศ 250 เรื่อง และมีการสอบสวนคำร้องทุกเรื่อง แต่ไม่ค่อยมีความพยายามในการดำเนินคดีหรือลงโทษทางวินัยเนื่องจากผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่เพียงต้องการขอคำปรึกษาเท่านั้น บางเรื่องอาจมีการยอมความกันนอกศาล
กฎหมายให้ความเท่าเทียมแก่พลเมืองทุกคน อย่างไรก็ดี ความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงและชายตามกฎหมายก็ยังคงมีอยู่ เช่น ชายสามารถฟ้องหย่าภรรยาของตนได้โดยอ้างว่าภรรยาคบชู้ แต่สตรีต้องพบกับภาระเพิ่มเติมทางกฎหมายที่ต้องพิสูจน์ว่าสามีของตนได้ยกย่องสตรีอื่นเป็นภรรยาอย่างเปิดเผย
สตรีมีโอกาสเข้ารับการศึกษาขั้นสูงเท่าเทียมกับชาย และกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นสตรี อย่างไรก็ตาม สถาบันการศึกษาของตำรวจและทหาร (ยกเว้นวิทยาลัยพยาบาล) ไม่รับสตรีเข้าศึกษาแม้ว่าสถาบันทางทหารเหล่านี้จะมีอาจารย์ที่เป็นสตรีอยู่จำนวนมาก สถิติทั่วประเทศระบุว่าในปี พ.ศ. 2548 แรงงานสตรีมีสัดส่วนร้อยละ 46 ของแรงงานทั่วประเทศ และอยู่ในตำแหน่งวิชาชีพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในงานประเภทวิชาชีพมีสตรีอยู่ร้อยละ 58 และในงานประเภทช่างเทคนิคมีสตรีอยู่ร้อยละ 51 แต่ในงานประเภทผู้บริหารและผู้จัดการ มีสตรีอยู่เพียงร้อยละ 29 สตรียังมีสิทธิ์เป็นเจ้าของและบริหารกิจการได้อย่างเสรี ระเบียบข้อบังคับทางราชการกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าแรงและผลประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานเหมือนกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่คำนึงว่าเป็นหญิงหรือชาย อย่างไรก็ตาม การเลือกปฏิบัติในการว่าจ้างยังคงมีอยู่ทั่วไป และสตรีจำนวนมากมักประกอบอาชีพที่มีค่าจ้างต่ำ ในทางปฏิบัติ ผู้หญิงยังได้รับค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชายในงานประเภทเดียวกันในภาคเศรษฐกิจเกือบทุกภาค
พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุไว้ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องมีสมาชิกที่เป็นสตรีอย่างน้อย 1 ใน 3 ในช่วงปี พ.ศ. 2549 สมาชิกคณะกรรมการฯ 5 คนจากทั้งหมด 11 คนเป็นสตรี เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ (The Women and Constitution Network) ซึ่งเป็นแนวร่วมองค์กรสตรีกว่า 50 องค์กรสนับสนุนให้มีการปฏิรูปทางกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติต่อสตรีอย่างไม่เท่าเทียม เครือข่ายดังกล่าวรณรงค์อย่างแข็งขันเพื่อผลักดันให้มีการบรรจุข้อความว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศไว้ในกฎหมาย และสนับสนุนกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในครอบครัวที่มีการเสนอขึ้น
เด็ก
ก่อนรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองแก่เด็กอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย หลังรัฐประหาร รัฐธรรมนูญถูกยกเลิก แต่กฎหมายเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองแก่เด็กอย่างเท่าเทียมไม่ได้รับผลกระทบ การศึกษาภาคบังคับกำหนดให้เด็กต้องเรียนหนังสือจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และสามารถเรียนโดยไม่เสียค่าเล่าเรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยทั่วไป มีเด็กหญิงและชายเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นจำนวนเท่าๆ กัน เด็กประมาณร้อยละ 96 จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 6 ร้อยละ 80 จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และร้อยละ 79 จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ศาสนาห้ามเด็กหญิงเข้าศึกษาในโรงเรียนศาสนาที่จำกัดให้เฉพาะพระสงฆ์และสามเณรเท่านั้น ในช่วงปี พ.ศ. 2549 สถานการณ์รุนแรงในจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับครูโรงเรียนของรัฐ ทำให้โรงเรียนต้องปิดเป็นการชั่วคราวเป็นระยะๆ และทำให้การศึกษาในเขตจังหวัดเหล่านั้นต้องขาดช่วงไป (ดูหมวดที่ 1 ช.)
ในบางภาคของประเทศ เยาวชนต้องขึ้นศาลเดียวกับผู้ใหญ่และถูกคุมขังในเรือนจำเดียวกัน ไทยมีศูนย์สังเกตการณ์และคุ้มครองสำหรับเยาวชนที่กระทำความผิดทั้งหมด 94 แห่ง โดยแต่ละจังหวัดใน 76 จังหวัดทั่วประเทศจะมีศูนย์ดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
กฎหมายมีบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองเด็กจากการกระทำทารุณ และกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเราและการทอดทิ้งได้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก การสำรวจความเห็นจากนักเรียนระดับมัธยมปลายทั่วประเทศพบว่าร้อยละ 5 ของนักเรียนชายและร้อยละ 3 ของนักเรียนหญิงเคยถูกคุกคามทางเพศ ในช่วงปี พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ตำรวจมักไม่เต็มใจสอบสวนคดีทารุณเด็ก และกฎว่าด้วยพยานหลักฐานก็ทำให้การดำเนินคดีการกระทำทารุณเด็กเป็นไปด้วยความลำบากมากขึ้น กฎหมายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองพยาน ผู้เสียหายและผู้กระทำความผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้บันทึกคำให้การของเด็กลงเทปวีดิทัศน์เป็นการส่วนตัว โดยมีนักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือนักสังคมสงเคราะห์อื่นๆ ร่วมฟัง ทั้งนี้ต้องได้รับความยินยอมจากศาล อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาหลายคนปฏิเสธไม่รับคำเบิกความของพยานที่บันทึกเทปวีดิทัศน์ โดยอ้างปัญหาทางเทคนิคและการที่ไม่สามารถซักค้านโจทก์และจำเลยได้โดยตรงในศาล ผู้ต้องหาคดีอนาจารเด็กจะถูกฟ้องตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องการบรรลุนิติภาวะและกฎหมายว่าด้วยการค้าประเวณี การเบิกความของผู้เสียหายจะดำเนินการตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการสืบพยานเด็ก
การค้าเด็ก รวมทั้งการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กเพื่อการพาณิชย์ยังเป็นปัญหาร้ายแรง (ดูหมวด 5 การค้ามนุษย์) คดีอนาจารเด็กยังคงมีอยู่ ซึ่งมีผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทยเพื่อบริการทางเพศ รัฐบาล นักวิจัยของมหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนคาดว่ามีโสเภณีวัยต่ำกว่า 18 ปีมากถึง 30,000 -40,000 คน ทั้งนี้ไม่รวมถึงคนต่างด้าว พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีถือว่าการค้าประเวณีเด็กเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และยังกำหนดไว้ด้วยว่าผู้ที่ไปใช้บริการโสเภณีวัยต่ำกว่า 18 ปีจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย บิดามารดาที่ยอมให้บุตรเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณีก็มีโทษตามกฎหมายด้วย ในช่วงปี พ.ศ. 2549 มีการจับกุมผู้กระทำความผิดสองสามราย และไม่มีการดำเนินคดีกับบิดามารดาที่ยอมให้บุตรของตนค้าประเวณี ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยทำให้เด็กไม่ค่อยกล่าวหาบิดามารดาในการพิจารณาความในศาล
การใช้แรงงานเด็กยังคงเป็นปัญหาอยู่ (ดูหมวด 6 ง.)
มีการประเมินจำนวนเด็กที่อาศัยอยู่ตามข้างถนนในเขตใจกลางเมืองใหญ่ๆ ว่ามีอยู่ประมาณ 20,000 คน เด็กเหล่านี้จะถูกส่งไปที่บ้านพักที่รัฐบาลจัดให้ แต่มีรายงานว่าเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว ไม่ต้องการอาศัยอยู่ในที่พักพิงเหล่านั้นเนื่องจากกลัวว่าจะถูกกักตัวและเนรเทศออกนอกประเทศ ในช่วงปี มีการส่งตัวเด็กที่อาศัยข้างถนนจำนวน 280 คนกลับประเทศลาว กัมพูชา และพม่า รัฐบาลระบุว่าเด็กที่เป็นคนไทยจะถูกส่งตัวไปที่ศูนย์ฝึกอาชีพในจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาเดิม
รายงานของรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กมักไม่กล่าวถึงเด็กที่อาศัยตามข้างถนนและยอดตัวเลขของเด็กเหล่านี้ทั่วประเทศมักมีเฉพาะเด็กไทยเท่านั้น
เด็กข้างถนนมักถูกแสวงประโยชน์จากกลุ่มมิจฉาชีพที่บังคับให้เด็กเหล่านี้ขอทาน ขายดอกไม้หรือของอื่นๆ และมีเด็กจำนวนมากที่ถูกบังคับให้นำเงินที่หาได้ในแต่ละวันมาให้กลุ่มมิฉาชีพเหล่านี้ โดยจะได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่า 34 บาทต่อวัน มีรายงานว่าเด็กบางคนถูกซื้อ ถูกเช่า หรือ “ขอยืมแกมบังคับ” มาจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อให้มานั่งขอทานข้างๆ ผู้หญิงบนทางเท้าและสะพานข้ามถนน โดยเฉพาะในย่านนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เด็กเหล่านี้มีสภาพการทำงานที่เลวร้าย ต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ และเปิดโอกาสให้ถูกแสวงประโยชน์มากขึ้น
มีองค์กรเอกชนท้องถิ่นหลายแห่งที่ช่วยส่งเสริมเรื่องสิทธิเด็ก องค์กรนายจ้างต่างๆ เช่น สภาองค์กรนายจ้างแห่งประเทศไทย มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาแรงงานเด็กด้วยเช่นกัน การทำงานขององค์กรเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาล
การค้ามนุษย์
กฎหมายห้ามการค้ามนุษย์ แต่ประเทศไทยก็เป็นทั้งแหล่ง ทางผ่าน และ จุดหมายปลายทางสำหรับการค้าสตรีและเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ รวมทั้งการใช้แรงงานเพื่อหักล้างหนี้ การบังคับใช้แรงงาน และการค้าประเวณี มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้ามนุษย์ หรือรับสินบนแลกกับการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ความรุนแรงของบทลงโทษขึ้นอยู่กับอายุของผู้เสียหายและวิธีการค้า โดยทั่วไป กฎหมายกำหนดโทษจำคุก 1 ปีถึงตลอดชีวิตและปรับ 2,000 ถึง 40,000 บาท สำหรับความผิดที่ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี โทษจะเป็นจำคุก 3 ถึง 15 ปีและปรับ 6,000 ถึง 40,000 บาท และสำหรับความผิดที่ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โทษจะเป็นจำคุก 5 ถึง 20 ปีและปรับ10,000 ถึง 40,000 บาท หากความผิดนั้นกระทำด้วยการใช้วิธีการหลอกลวง การข่มขู่ การทำร้ายร่างกาย การใช้อิทธิพลที่ขัดต่อศีลธรรม หรือการบีบบังคับจิตใจ โทษจำและปรับอาจเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วนสาม
โดยทั่วไป รัฐบาลไทยให้ความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศอื่นๆ ในการสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์ ไทยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ระดับทวิภาคีกับกัมพูชาและลาว โดยทั่วๆ ไป ประเทศปลายทางการค้ามนุษย์มักเป็นประเทศที่เริ่มการสืบสวนคดี รัฐบาลไทยยังคงความพยายามต่อไปเพื่อสืบสวนกลุ่มมิจฉาชีพที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำผู้หญิงไทยไปค้าในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กหญิงชาวไทยจำนวน 270 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกแสวงประโยชน์ทางเพศมากที่สุด กลับประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2548 (น้อยลงกว่าปี พ.ศ. 2547 ซึ่งมีจำนวน 316 คน) ตำรวจรายงานว่ามีการยื่นฟ้องคดีค้ามนุษย์ 146 คดีในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งมากกว่าปี พ.ศ. 2547 ซึ่งมีการยื่นฟ้อง 134 คดี ในจำนวนคดีที่สั่งฟ้องในปี พ.ศ. 2547 มีคดีของหญิงชาวกัมพูชาที่ถูกศาลตัดสินในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 สั่งจำคุกเป็นเวลา 85 ปีในข้อหาจัดหาผู้หญิงและเด็กหญิงเพื่อการค้าประเวณีรวมอยู่ด้วย
กฎหมายไทยอนุญาตให้ส่งผู้กระทำผิดสัญชาติไทยไปรับการพิจารณาคดีในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่มีคนไทยถูกส่งข้ามแดนในข้อหาที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในช่วงปี พ.ศ. 2549 บุคคลสัญชาติญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมันและสหรัฐฯ ที่ถูกตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมทั้งคดีอนาจารเด็ก ได้ถูกส่งกลับประเทศตามคำขอของประเทศนั้นๆ
บางส่วนของผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมค้าประเวณีในประเทศไทย (ซึ่งองค์การสหประชาชาติ องค์กรเอกชนต่างๆ และรัฐบาลไทยคิดว่าเป็นคนส่วนน้อย) ซึ่งประมาณว่ามีจำนวน 200,000 ถึง 300,000 คนเป็นผู้เยาว์หรือถูกบังคับ หรือต้องกระทำเพื่อเพื่อหักล้างหนี้ สตรีและเด็ก (โดยเฉพาะเด็กหญิง) มักจะตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์บ่อยที่สุด มีหลักฐานจากการสังเกตและการศึกษาเฉพาะรายแสดงว่ามีการค้าผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กให้ธุรกิจแรงงานเช่น การประมงพาณิชย์และงานตามโรงงานเถื่อนเป็นจำนวนมาก มีการพบผู้หญิงและเด็กหญิงต่างด้าว โดยเฉพาะจากประเทศลาว ถูกบังคับให้ทำงานในโรงงานเถื่อนตามสัญญาผูกมัดและถูกจำกัดอิสรภาพ องค์กรเอกชนได้ช่วยเหลือให้ผู้เคราะห์ร้ายได้เงินค่าจ้างย้อนหลังจากนายจ้างที่ทารุณ
ภายในประเทศนั้น มีการนำหญิงไทยที่ยากจนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมาสู่ธุรกิจทางเพศที่กรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม การค้าหญิงไทยในประเทศดูเหมือนจะลดลง เนื่องจากโครงการป้องกันและปราบปรามและโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการค้าหญิงไทยไปญี่ปุ่น มาเลเซีย บาห์เรน ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ แต่มีบางส่วนเพื่อทำงานในโรงงานเถื่อนด้วย ผู้ชายก็ถูกนำเข้ามาค้าในประเทศไทยด้วยเพื่อใช้แรงงานในธุรกิจประมงพาณิชย์ ไร่นา โรงงานอุตสาหกรรม และงานก่อสร้าง การดำเนินคดีกับผู้ทำธุรกิจค้าผู้ชายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเนื่องจากกฎหมายไม่ได้ครอบคลุมเรื่องนี้
หญิงและชายจากประเทศพม่า กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีนและลาว ถูกนำเข้ามาค้าเพื่อการใช้แรงงานและป้อนธุรกิจทางเพศ เด็กหญิงและเด็กชายที่ถูกลักลอบนำเข้ามาค้าส่วนใหญ่มาจากพม่าและกัมพูชาและถูกค้าให้กับธุรกิจทางเพศและกลุ่มขอทานเป็นหลัก รัฐบาลคัดแยกผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์จากกัมพูชาและพม่าผ่านความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration – IOM) เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายระบุชี้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และส่งตัวไปที่พักพิงของรัฐ 6 แห่งตามภาคต่างๆ
มีบางครั้งที่มีการลักลอบนำสมาชิกทั้งครอบครัวเข้ามาใช้แรงงานในโรงงานเถื่อน มีรายงานว่าเด็กชายอายุต่ำกว่าเกณฑ์ถูกลักลอบนำเข้าประเทศเพื่อทำงานประเภทที่ต้องการคนรูปร่างเล็ก องค์กรเอกชนของไทยระบุว่า ยังมีการค้าเด็กหญิงวัย 12-18 ปีจากพม่า ภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน และลาวเพื่อป้อนธุรกิจทางเพศอยู่ นักสังคมสงเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าเด็กหญิงที่มีอายุน้อยจะมีราคาสูงเนื่องจากลูกค้าเชื่อว่าเด็กเหล่านี้ปลอดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชาวจีนที่ถูกนำมาค้ามักต้องเดินทางผ่านไทยต่อไปยังประเทศอื่น แต่สตรีและเด็กจากมณฑลยูนนานนั้นมักถูกส่งไปทำงานในซ่องโสเภณีในภาคเหนือของไทย เหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกล่อลวงเข้ามาค้าในไทยหรือผ่านไทยไปยังประเทศอื่นๆ มักได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้ทำงานในร้านอาหารหรือทำงานตามบ้าน แต่แล้วก็จะถูกกดดันหรือใช้กำลังบังคับให้ค้าประเวณี
การที่สตรีและเด็กชาวเขาบางรายไม่ได้รับสัญชาติไทยคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้คนเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ แม้คนกลุ่มนี้จะไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่จากเหยื่อของการค้ามนุษย์ แต่ก็นับเป็นกลุ่มใหญ่ในกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ในเดือนเมษายน รัฐบาลนำตัวหญิงชาวเขา 10 คนที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยและถูกนำไปค้าให้ธุรกิจค้าประเวณีที่มาเลเซียในปี พ.ศ. 2547 กลับประเทศไทยหลังจากที่บุคคลเหล่านี้แสดงเอกสารเกี่ยวกับภูมิลำเนาเดิมหรือหลักฐานการเกิดในประเทศไทย
การค้ามนุษย์ในไทยและจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในไทยมักดำเนินการโดยกลุ่มย่อยที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ และมักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชนที่เป็นแหล่งสินค้า ชาวพม่า ลาว กัมพูชาและไทยมีส่วนพัวพันในการค้าแรงงานตามชายแดน นักค้ามนุษย์มักใช้คนที่รู้จักกันเป็นผู้ช่วยหาเหยื่อ ในบางกรณี ผู้ค้ามนุษย์ก็เคยตกเป็นเหยื่อมาก่อน โดยเฉพาะในธุรกิจทางเพศ
การส่งโสเภณีไทยไปต่างประเทศและการส่งโสเภณีจีนโดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านดำเนินการโดยกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ได้รับเงินสนับสนุนเป็นอย่างดีและมีระบบการทำงานที่ทันสมัย บางครั้งกลุ่มเหล่านี้ก็ร่วมมือกันด้วย
โสเภณีส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่มีจำนวนมากที่ต้องทำงานใช้หนี้ มีรายงานว่าผู้จัดหาสตรีส่งซ่องโสเภณีมักจ่ายเงินล่วงหน้าก้อนใหญ่ให้แก่พ่อแม่ของเด็กซึ่งจะหักจากรายได้ของเด็กในภายหลัง ทำให้เด็กต้องทำงานในซ่องโสเภณีเพื่อหาเงินมาใช้หนี้
เนื่องจากสตรีต่างชาติมักพูดภาษาไทยไม่ได้และถือว่าเป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย จึงตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายร่างกายและแสวงประโยชน์ได้ง่าย บางรายก็ถูกหลอกให้เข้าประเทศไทยโดยได้รับคำสัญญาว่าจะได้งานทำเป็นพนักงานในร้านอาหารหรือคนรับใช้ตามบ้าน แต่กลับลงเอยด้วยการเป็นโสเภณี ยังมีรายงานจากแรงงานชาวพม่าที่ถูกหลอกว่าจะให้ทำงานในโรงงานผลิตอาหาร แต่ภายหลังกลับถูกล่อลวงหรือถูกส่งตัวไปทำงานบนเรือประมง ในเดือนกันยายน ตำรวจได้บุกเข้าค้นโรงงานผลิตอาหารจากกุ้งแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร และพบแรงงานต่างด้าวชาวพม่ากว่า 100 คนที่ถูกกักขังตัวไว้ในโรงงานโดยไม่สมัครใจ
ผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายไม่มีสิทธิ์ปรึกษาทนายหรือได้รับการรักษาพยาบาลในกรณีที่ถูกจับ ในปี พ.ศ. 2547 บันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานรัฐบาลด้วยกันและระหว่างรัฐบาลกับองค์กรเอกชนของไทยได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการของตำรวจโดยละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกนำมาค้าและถูกเจ้าหน้าที่คุมขังไว้ บันทึกดังกล่าวระบุว่าการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าวในฐานะผู้ที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และแทนที่จะถูกเนรเทศกลับประเทศ คนเหล่านี้จะได้รับการดูแลจากกรมประชาสังเคราะห์ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจยังขาดความแน่นอนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายได้รับการฝึกอบรมไม่เพียงพอและเจ้าหน้าที่ฯ ไม่คุ้นเคยกับกฎหมายฉบับดังกล่าว
การทุจริตของเจ้าหน้าที่ทางการในการอำนวยความสะดวกแก่รูปแบบการค้ามนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดนี้มักจะอยู่ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ฯ ระดับกลางและล่าง ข้าราชการตำรวจมีเงินเดือนน้อยและเคยชินกับการรับสินบนเพื่อเสริมรายได้ ไม่มีหลักฐานว่าตำรวจระดับสูงได้รับผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์หรือช่วยปกป้องการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นที่ทุจริตช่วยปกป้องซ่องโสเภณีและสถานบริการทางเพศอื่นๆ รวมทั้งโรงงาน จากการถูกบุกเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ที่ถูกพบว่าสมรู้ร่วมคิดในธุรกิจผิดกฎหมายนี้มักไม่ค่อยถูกดำเนินคดี แต่จะถูกสั่งย้ายไปตำแหน่งอื่นที่คิดว่าจะมีโอกาสทุจริตน้อยลงในอนาคต
องค์กรเอกชนของไทยและระหว่างประเทศหลายแห่งรวมทั้งหน่วยงานของรัฐยังคงทำงานร่วมกับผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ต่อไป รัฐบาลร่วมมือกับโครงการกำจัดการใช้แรงงานเด็กสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO-IPEC) ในการดำเนินโครงการต่อต้านการค้ามนุษย์เพื่อลดการนำเด็กมาค้าเพื่อใช้แรงงานและเพื่อธุรกิจทางเพศอย่างไรก็ดี ยังมีปัญหาการขาดแคลนงบประมาณในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อ
โดยทั่วไป เหยื่อการค้ามนุษย์ที่รอการส่งตัวกลับประเทศจะได้เข้าพักพิงในที่พักของรัฐบาลหรือถ้าเป็นบุคคลสัญชาติอื่น จะถูกส่งตัวเข้าบ้านพักขององค์กรเอกชน กระบวนการส่งกลับประเทศเดิมใช้เวลาสูงสุด 6 เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2548 –เดือนกันยายน พ.ศ. 2549 สถานที่พักพิงหลักที่รัฐบาลจัดหาให้ในกรุงเทพฯ รองรับสตรีและเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 390 คน และคนไทย 164 คนซึ่งรวมถึงสตรีที่สมัครใจเป็นโสเภณีและสตรีที่ถูกทำร้ายโดยสามี ไม่มีสถิติที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีกี่คนจากจำนวนนี้ที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ รัฐบาลไทยจัดหาอาหาร การรักษาพยาบาล และคำปรึกษาด้านจิตวิทยาให้อย่างจำกัด
เหยื่อการค้ามนุษย์ได้รับความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากองค์กรเอกชนและเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ในระดับหนึ่ง และโดยทั่วๆ ไป คนเหล่านี้จะได้รับแจ้งถึงสิทธิ์ในการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม มีผู้เสียหายไม่กี่รายที่เลือกวิธีการดังกล่าวด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ อุปสรรคด้านภาษา การไม่รู้หนังสือ ความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ทางการ กระบวนการทางกฎหมายที่ใช้เวลานาน และความ
หวาดกลัวผู้ค้ามนุษย์ เหยื่อการค้ามนุษย์ที่อยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศขณะรอการส่งตัวกลับประเทศเดิม แม้จะมีส่วนในการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ค้ามนุษย์ก็ตาม
รัฐบาลยังคงทำข้อตกลงร่วมมือกับองค์กรเอกชนและอุตสาหกรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการโรงแรม เพื่อสนับสนุนเยาวชน (โดยเฉพาะเด็กหญิง) ให้หางานประเภทอื่นนอกเหนือจากบริการทางเพศหรืองานที่ถูกกดขี่อื่นๆ โครงการฝึกอบรมวิชาชีพที่มีเป้าหมายให้การศึกษาแก่นักเรียนระดับมัธยมปลายก็ได้รับเงินสนับสนุนเช่นกัน แม้ว่าการฝึกอบรมวิชาชีพไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์อย่างชัดแจ้ง แต่ผลที่ได้รับคือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่นักเรียนมัธยมที่เพิ่งเรียนจบ
บุคคลพิการ
ก่อนรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนวยความสะดวกในการใช้สถานที่สาธารณะแก่ผู้พิการ แต่ยังไม่มีการออกกฎหมายเพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548 มีการออกกฎหมายที่กำหนดให้อาคารที่ก่อสร้างใหม่ต้องอำนวยความสะดวกให้ผู้พิการ นักเคลื่อนไหวยังคงพยายามแก้กฎหมายที่อนุญาตให้มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการในการว่าจ้างเข้าทำงาน กฎหมายห้ามผู้พิการประกอบอาชีพตำรวจและหมอนวดทางการแพทย์ แม้ว่ารัฐมนตรีสาธารณสุขได้ระบุว่าเห็นด้วยกับการจดทะเบียนผู้พิการที่มีอาชีพหมอนวดทางการแพทย์
ผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทางราชการมีสิทธิได้รับบริการตรวจโรค รถเข็น และไม้ยันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549 มีคนจำนวน 568,927 คนขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลพิการ รัฐบาลให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยห้าปีแก่ผู้พิการที่ดำเนินธุรกิจขนาดย่อม เมื่อถึงเดือนกันยายน ปี พ.ศ.2549 มีผู้พิการ 5,600 คนได้รับอนุมัติเงินกู้ดังกล่าว
ในช่วงปี พ.ศ. 2549 มีการประมาณตัวเลขว่ามีเด็กพิการจำนวน 238,000 คนศึกษาอยู่ในโรงเรียน รัฐบาลรายงานว่าในจำนวนนี้มีเด็ก 13,286 คนที่ได้เข้าโรงเรียนพิเศษสำหรับเด็กพิการ 43 แห่ง ส่วนที่เหลือเข้าโรงเรียนทั่วไปของรัฐ กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่าทั่วประเทศมีศูนย์การศึกษาพิเศษสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน 76 แห่ง และมีศูนย์ฝึกอบรมสำหรับผู้พิการที่รัฐบาลดำเนินการ 9 แห่ง และที่องค์กรเอกชนดำเนินการอีก 12 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีสมาคมเอกชนอีก 8 แห่งที่ให้การฝึกอบรมแก่ผู้พิการเป็นครั้งคราว มีรายงานว่ามีโรงเรียนบางแห่งไม่ยอมรับเด็กเข้าศึกษา ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้รับคำร้องที่ขอให้รัฐบาลรับประกันโอกาสทางการศึกษาสำหรับคนพิการ รายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี พ.ศ. 2545 ระบุว่าร้อยละ 23 ของคนพิการที่ขึ้นทะเบียนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3
คนพิการจำนวนมากที่มีงานทำต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติด้านค่าจ้างแรงงาน กฎหมายกำหนดให้บริษัทเอกชนว่าจ้างผู้พิการ 1 คนต่อพนักงาน 200 คน หรือไม่ก็บริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อประโยชน์ต่อผู้พิการ แต่ยังไม่เคยมีการบังคับใช้กฎหมายนี้เลย เจ้าหน้าที่ทางการประมาณตัวเลขว่าบริษัทห้างร้านร้อยละ 20 - 30 ไม่สนใจปฏิบัติตามกฎหมายนี้ รัฐวิสาหกิจบางแห่งก็มีนโยบายการจ้างงานที่เลือกปฏิบัติ
ชนกลุ่มน้อยทางสัญชาติ/เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์
อดีตทหารในสงครามกลางเมืองของจีนและลูกหลานที่เข้ามาอาศัยอยู่ในไทยตั้งแต่สงครามสิ้นสุดลง และลูกของผู้อพยพชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ใน 5 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ภายใต้กฎหมายและกฎข้อบังคับที่จำกัดการเคลื่อนไหว ที่อยู่อาศัย การศึกษาและอาชีพของคนเหล่านี้ (ดูหมวด 2. ง.) ในช่วงปี ชาวเวียดนามและลูกหลานประมาณ 2,300 คนและชาวจีนและลูกหลานประมาณ 1,000 คนได้รับสัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์
สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ทำให้สังคมส่วนใหญ่เกิดอคติต่อชาวมุสลิมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิม
ในท้องถิ่นแต่อย่างใด ชาวมุสลิมจำนวนมากร้องทุกข์เกี่ยวกับการถูกเลือกปฏิบัติทางสังคมจากชาวไทยพุทธและจากรัฐบาล และบอกว่าหนังสือพิมพ์ภาษาไทยเสนอภาพลบเกี่ยวกับชาวมุสลิมและชุมชนชาวมุสลิม และนำชาวมุสลิมไปโยงกับผู้ก่อการร้าย
กลุ่มก่อความไม่สงบทางภาคใต้เผยแพร่ข้อมูลโจมตีชาวพุทธในรูปแบบของใบปลิวที่มีลักษณะข่มขู่ มีรายงานด้วยว่าโรงเรียนศาสนาบางแห่งในภาคใต้สอนให้เกลียดชังคนที่ไม่ใช่มุสลิม รวมทั้งชาวมุสลิมที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง (ดูหมวดที่ 2 ค.)
คนพื้นเมือง
ชาวเขาที่ไม่มีเอกสารที่ถูกต้องยังคงถูกจำกัดการเดินทาง ไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานซึ่งรวมถึงข้อกำหนดอัตราแรงงานขั้นต่ำ เสรีภาพในการเดินทางมักขึ้นอยู่กับสถานภาพของคนเหล่านี้ ซึ่งดูได้จากสีของบัตรประจำตัว (ดูหมวดที่ 2 ง.) จะไม่มีการให้สัญชาติโดยอัตโนมัติแก่บุตรของบุคคลที่อาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายหรือไม่มีสถานภาพในประเทศไทย การไม่มีสัญชาติทำให้ชาวเขาตกเป็นเหยื่อการการกระทำทารุณและการแสวงประโยชน์ได้โดยง่าย เช่น การค้ามนุษย์ (ดูหมวดที่ 5 การค้ามนุษย์) บางครั้งคนเหล่านี้ก็ไม่ได้รับการศึกษาและการรักษาพยาบาลที่ดีพอ ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติหรือเขตสงวนพันธุ์สัตว์จะถูกขับไล่ (ดูหมวดที่ 1 ฉ.) และในฐานะที่ไม่ใช่บุคคลสัญชาติไทย คนเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมกระบวนการทางการเมืองด้วย (ดูหมวดที่ 3)
ในช่วงหลายปีที่เพิ่งผ่านมา มีการออกระเบียบข้อบังคับที่ช่วยผ่อนผันข้อกำหนดในการขอสัญชาติไทย โดยยอมรับหลักฐานหลายอย่างมากขึ้น รวมทั้งคำให้การจากบุคคลอ้างอิงและให้อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการพิจารณาตัดสินใจ สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทยระบุว่าประมาณร้อยละ 60 ของผู้มีสิทธิ์ได้รับสัญชาติไทย ได้รับสัญชาติไทยแล้วภายใต้ระเบียบข้อบังคับใหม่นี้ แม้รัฐบาลจะสนับสนุนความพยายามที่จะอนุมัติสัญชาติและให้ความรู้แก่ชาวเขาเกี่ยวกับสิทธิที่มีอยู่ นักเคลื่อนไหวได้รายงานว่า มีการทุจริตอย่างกว้างขวางและการปฏิบัติงานที่ไร้ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ รวมถึงผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้คำร้องขอสัญชาติต้องคั่งค้าง
ชาวเขายังคงเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติทางสังคม เนื่องมาจากความเชื่อโดยทั่วไปที่ว่าชาวเขามักจะเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการที่สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม บางครั้ง ชาวเขาถูกเจ้าหน้าที่ทางการเข้าตรวจค้นหมู่บ้านเพื่อค้นยาเสพติดโดยไม่มีการพิจารณาไตร่ตรอง (ดูหมวด 1 ฉ.)
การประพฤติโดยมิชอบและการเลือกปฏิบัติทางสังคมอื่นๆ
มีการประเมินว่าประชาชนประมาณร้อยละ 1.5 ติดเชื้อเอ็ชไอวีและเอดส์ ในปีพ.ศ. 2549 รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อปรับปรุงการให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอ็ชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ให้ดีขึ้น รัฐบาลดำเนินโครงการอย่างจริงจังในการจัดหายาต้านเชื้อไวรัสให้ผู้ติดเชื้อ และเมื่อถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 มีผู้ติดเชื้อเอ็ชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์กว่า 80,000 คนที่ได้รับยาต้านไวรัสนี้ รัฐบาลให้ทุนแก่กลุ่มที่ให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอ็ชไอวีและโรคเอดส์ และจัดอภิปรายโดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเข้าร่วมด้วย การเลือกปฏิบัติทางสังคมต่อผู้ติดเชื้อเอดส์มักอยู่ในรูปของการถูกปฏิเสธจากครอบครัวมิตรสหาย และชุมชนของ และทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนมีมลทิน มีรายงานว่านายจ้างบางรายปฏิเสธที่จะจ้างพนักงานที่ตรวจพบว่ามีเชื้อเอ็ชไอวีระหว่างการตรวจเลือดก่อนเข้าทำงานตามที่นายจ้างกำหนด
หมวดที่ 6 สิทธิของคนงาน
ก. สิทธิในการตั้งสมาคม
ก่อนรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญอนุญาตให้คนงานภาคเอกชนทุกคนก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานใดๆ ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากทางการล่วงหน้า และกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้รับผลกระทบจากรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้ให้ความคุ้มครองอย่างเพียงพอแก่ลูกจ้างที่เข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงาน กฎหมายห้ามนายจ้างใช้มาตรการต่อต้านสหภาพแรงงาน แต่กำหนดว่าสมาชิกสหภาพแรงงานต้องเป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัท ซึ่งทำให้ลูกจ้างอาจถูกรังแกโดยนายจ้างที่จ้องจะลงโทษลูกจ้างที่มีตำแหน่งในสหภาพฯ หรือพยายามก่อตั้งสหภาพฯ อยู่แล้ว ผู้นำสหภาพแรงงานและผู้สังเกตการณ์ฝ่ายวิชาการรายงานว่า นายจ้างมักเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างที่พยายามก่อตั้งสหภาพฯ กฎหมายไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างจากการถูกนายจ้างแก้แค้นถ้าลูกจ้างเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงานก่อนจะมีการจดทะเบียนสหภาพฯ และนายจ้างอาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายนี้สกัดกั้นความพยายามในการจัดตั้งสหภาพฯ ในช่วงปี พ.ศ. 2549 นายจ้างได้ใช้ช่องโหว่ใน พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ในการไล่ผู้นำสหภาพฯ ออกจากงานก่อนที่รัฐบาลจะให้การรับรองสหภาพฯ แห่งใหม่ ผู้นำสหภาพแรงงานอาจถูกไล่ออกด้วยเหตุผลใดก็ได้ แต่ต้องมีการจ่ายเงินชดเชยเมื่อเลิกจ้าง ในสถานการณ์ดังกล่าว กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องรับพนักงานดังกล่าวเข้าทำงานตามเดิม ในบางกรณี ศาลแรงงานได้สั่งให้นายจ้างบรรจุลูกจ้างเข้าทำงานตามเดิมเมื่อพบว่าพนักงานถูกไล่ออกเนื่องจากร่วมกิจกรรมสหภาพแรงงานซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการบรรจุพนักงานเข้าทำงานใหม่ใช้เวลานานและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสำหรับนายจ้าง กรณีส่วนใหญ่จึงมักตกลงกันได้นอกศาลและลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชย ไม่มีมาตรการลงโทษสำหรับนายจ้าง
เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานต้องเป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ ข้อจำกัดดังกล่าวเป็นการจำกัดความสามารถของเจ้าหน้าที่สหภาพฯ ในการจัดกิจกรรมหรือมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างขันแข็ง นอกจากนี้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ยังอนุญาตให้สหภาพแรงงานมีที่ปรึกษาที่เป็นบุคคลนอกองค์กรและได้รับอนุญาตจากรัฐเพียง 2 คน และกระทรวงแรงงานก็มักกีดกันบุคคลที่เห็นว่าชอบเคลื่อนไหวมากเกินไปไม่ให้ได้จดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาด้านแรงงาน ผู้นำสหภาพฯ และผู้สังเกตการณ์ภายนอกร้องทุกข์ว่า ข้อจำกัดนี้ขัดขวางความสามารถในการฝึกเจ้าหน้าที่สหภาพฯ และการพัฒนาความเชี่ยวชาญในการร่วมเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนตัวผู้นำสหภาพฯ กันบ่อยๆ
น้อยกว่าร้อยละ 4 ของแรงงานทั่วประเทศ แต่เกือบร้อยละ 11 ของคนงานภาคอุตสาหกรรมและกว่าร้อยละ 50 ของคนงานรัฐวิสาหกิจเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ประเพณีวัฒนธรรม ความไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องอุตสาหกรรมสัมพันธ์ ความพยายามของรัฐบาลในการลดการรวมตัวกันของสหภาพ และภาคเกษตรกรรมและภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีขนาดใหญ่ (ซึ่งไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน) มักถูกยกเป็นเหตุผลที่องค์กรด้านแรงงานมีจำนวนน้อย
พนักงานรัฐวิสาหกิจสามารถเข้าร่วมองค์กรแรงงานในภาคเอกชน แต่ในระดับสมาพันธ์เท่านั้น ข้อจำกัดนี้เป็นการแบ่งแยกการเคลื่อนไหวของสหภาพระหว่างรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ยังมีการติดต่อกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างพนักงานของรัฐและเอกชนในระดับสหภาพแรงงานอยู่ และรัฐบาลก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ โดยทั่วไปสหภาพแรงงานของรัฐวิสาหกิจจะดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลและองค์กรอื่น ๆ ข้อขัดแย้งภายใน การทุจริตและการขาดผู้นำที่มีอำนาจยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวด้านแรงงานอ่อนแอลง
กฎหมายห้ามข้าราชการ รวมทั้งครูประจำโรงเรียนของรัฐจัดตั้งหรือจดทะเบียนสหภาพแรงงาน แต่สามารถจัดตั้งและจดทะเบียนในรูปของสมาคม ซึ่งไม่มีอำนาจในการต่อรองแบบกลุ่ม
แรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนแล้วหรืออาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายไม่มีสิทธิ์จัดตั้งสหภาพแรงงานหรือดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วอาจเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานที่จัดตั้งและบริหารโดยคนไทย กระทรวงแรงงานกำหนดให้แรงงานต่างด้าวต้องต่ออายุใบอนุญาตทำงานชั่วคราวทุกปี ประมาณสามในสี่ของแรงงานต่างด้าวเหล่านี้มาจากพม่า (ดูหมวดที่ 2 ง.) มีแรงงานต่าวด้าวจดทะเบียนไม่กี่คนที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรืออาจไม่มีเลย ในช่วงปี พ.ศ. 2549 มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากทำงานในโรงงานใกล้กับด่านตรวจชายแดน ซึ่งมีการละเมิดกฎหมายแรงงานอยู่เป็นประจำ และไม่ค่อยมีความพยายามที่จะตรวจสอบว่าโรงงานเหล่านั้นปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่
ข. สิทธิในการจัดตั้งองค์กรและการร่วมเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน
กฎหมายรับรองสิทธิของพนักงานภาคเอกชนในการจัดตั้งองค์กรและดำเนินการร่วมเจรจาต่อรอง อย่างไรก็ตาม ความพยายามของรัฐบาลที่จะคุ้มครองสิทธิดังกล่าวยังมีน้อย กฎหมายกำหนดกลไกสำหรับการร่วมเจรจาต่อรองดังกล่าว รวมทั้งขั้นตอนการไกล่เกลี่ยและตัดสินกรณีพิพาทที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ ในทางปฏิบัติ มีการร่วมเจรจาต่อรองอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในสถานที่ทำงานเพียงไม่กี่แห่ง และส่วนใหญ่ก็ดำเนินไปในลักษณะที่กลุ่มลูกจ้างขาดทักษะความเชี่ยวชาญในการต่อรอง ส่วนนายจ้างก็ยึดถือทัศนคติที่ว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่า การขึ้นค่าจ้างแรงงานส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำมากกว่าจะเป็นผลของการร่วมเจรจาต่อรอง กระบวนการกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำในระดับท้องถิ่นโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีประจำจังหวัดอาจจำกัดอำนาจของสหภาพแรงงานยิ่งขึ้น เนื่องจากคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีประจำจังหวัดในหลายจังหวัดให้ผู้จัดการโรงงานเข้าไปเป็นกรรมการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำในฐานะตัวแทนผลประโยชน์ฝ่ายผู้ใช้แรงงานแต่กลับกีดกันตัวแทนของกลุ่มผู้ใช้แรงงานไม่ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปีพ.ศ. 2549 ตามไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ รัฐบาลเป็นผู้กำหนดอัตราค่าจ้างสำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 (ดูหมวด 6 จ.) ส่วนอัตราค่าจ้างสำหรับข้าราชการนั้น กระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนด
รัฐบาลมีอำนาจที่จะห้ามภาคเอกชนก่อการประท้วงในกรณีที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชาชนโดยรวม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใช้ข้อบังคับนี้น้อยมาก และไม่ได้นำมาใช้เลยในช่วงปี พ.ศ. 2549 กฎหมายแรงงานยังห้ามกลุ่มที่ให้ “บริการที่จำเป็นแก่ประชาชน” ก่อการประท้วง โดยรัฐบาลให้คำจำกัดความกลุ่มดังกล่าวกว้างกว่าเกณฑ์ที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) กำหนดไว้ และรวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โทรคมนาคม การไฟฟ้า การประปา และการขนส่งมวลชน กฎหมายยังห้ามการเลิกจ้างผู้ประท้วงที่ทำการประท้วงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีนายจ้างบางคนที่แกล้งมอบหมายงานที่ไม่ดี ลดชั่วโมงการทำงานและลดโบนัสเพื่อเป็นการลงโทษผู้ประท้วง กฎหมายอนุญาตให้นายจ้างมีสิทธิจ้างคนมาทำงานแทนผู้ประท้วง กฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ให้สิทธิลูกจ้างรัฐวิสาหกิจในการจัดตั้งองค์กรเช่นเดียวกับในภาคเอกชน กฎหมายดังกล่าวห้ามนายจ้างปิดกิจการชั่วคราวเพื่อต่อรองกับลูกจ้างที่ประท้วงอยู่และห้ามลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจประท้วง การประท้วงของภาคเอกชนถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดทางกฎหมายที่ให้มีการเรียกประชุมทั่วไปของสมาชิกสหภาพแรงงานและการประท้วงจะต้องได้รับการเห็นชอบจากสมาชิกร้อยละ 50 ในช่วงปีพ.ศ. 2549 มีการประท้วงถูกกฎหมาย 3 ครั้ง และมีพนักงานร่วมประท้วง 348 คน และมีการปิดกิจการชั่วคราวโดยนายจ้าง 6 ครั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับลูกจ้างทั้งหมด 803 คน
ระบบศาลแรงงานทำหน้าที่พิจารณาคดีแรงงานในภาคเอกชนเกือบทุกเรื่องที่กฎหมายแรงงานครอบคลุม อย่างไรก็ดี มีรายงานของการฉ้อฉลภายในระบบ และมีหลักฐานว่าลูกจ้างไม่ได้รับเงินชดเชยตามที่ศาลตัดสินหรือไม่ก็ได้รับเงินไม่ครบ ปัญหาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านแรงงานโดยส่วนรวมได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีและจะมีศาลแรงงานเป็นผู้ทบทวน คนงานอาจร้องทุกข์ได้โดยผ่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมาธิการแรงงานและสวัสดิการสังคมของสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายให้อำนาจกระทรวงแรงงานในการส่งเรื่องกรณีพิพาทด้านแรงงานของภาคเอกชนไปให้กลุ่มที่รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยแทนที่จะส่งไปให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดำเนินการ แม้จะไม่ค่อยมีการใช้อำนาจทางกฎหมายนี้เท่าใดนัก แต่องค์การแรงงานระหว่างประเทศก็พิจารณาว่าระเบียบนี้เป็นที่ยอมรับได้เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับงานบริการสำคัญที่กำหนดไว้เท่านั้น คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีหน้าที่แก้ไขปัญหาที่พนักงานรัฐวิสาหกิจร้องทุกข์ โดยทั่วไปแล้ว ผู้นำแรงงานพอใจกับการแก้ปัญหาโดยองค์กรเหล่านี้ แม้จะมีคำอุทธรณ์ว่าผู้นำสหภาพแรงงานที่ถูกไล่ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรมได้รับเพียงเงินเดือนย้อนหลัง แต่นายจ้างไม่ได้ถูกลงโทษแต่อย่างใด เรื่องนี้ทำให้นายจ้างไม่ค่อยยับยั้งชั่งใจที่จะไล่ผู้จัดตั้งสหภาพและนักเคลื่อนไหวออก
ยังไม่มีกฎหมายพิเศษหรือข้อยกเว้นจากกฎหมายแรงงานปกติสำหรับเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกซึ่งมักจะให้อัตราค่าจ้างและมีสภาพการทำงานที่ดีกว่าเกณฑ์ปกติของประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหภาพแรงงานกล่าวหาว่าสมาคมนายจ้างจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยกันกีดกันไม่ให้มีการก่อตั้งสหภาพแรงงาน มีสหภาพแรงงานในโรงงานผลิตรถยนต์และการปิโตรเลียมที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก
ในช่วงหลายปีที่เพิ่งผ่านมา บริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานได้ใช้ “ระบบการทำสัญญาแรงงาน” โดยคนงานจะเซ็นสัญญาเป็นรายปี คนงานที่ทำสัญญารายปีจะไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ คนงานเหล่านี้ไม่สามารถต่อรองร่วมกันเพื่อเรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการพิเศษอื่นๆ แม้ว่าคนเหล่านี้จะทำงานประเภทเดียวกันกับคนงานที่ได้รับการว่าจ้างโดยตรง แต่กลับได้รับค่าจ้างน้อยกว่าและได้รับสวัสดิการพิเศษอื่นๆ เพียงเล็กน้อยหรืออาจไม่ได้เลย
การพยายามหยุดงานของแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วเพื่อเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำหรือค่าแรงย้อนหลังและสภาพการทำงานที่ดีขึ้นมักทำให้คนเหล่านี้ถูกส่งกลับประเทศ โดยเห็นได้ชัดว่าการส่งตัวกลับเป็นผลของความร่วมมือระหว่างเจ้าของโรงงานและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในท้องถิ่น ยังคงมีรายงานที่เชื่อถือเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่องค์กรเอกชนที่ถูกทำร้ายขณะพยายามช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว
ค. การห้ามการบังคับใช้แรงงาน
ก่อนรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน รัฐธรรมนูญห้ามการบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งแรงงานเด็ก ยกเว้นในกรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เกิดสงคราม หรือมีการประกาศกฎอัยการศึก อย่างไรก็ดี รัฐบาลไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิผลในภาคธุรกิจที่ไม่เป็นทางการขนาดใหญ่ หลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายนกฎหมายที่ห้ามการบังคับใช้แรงงานไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และไม่มีรายงานว่ารัฐบาลเกี่ยวข้องกับหรือเพิกเฉยต่อการบังคับใช้แรงงาน ในช่วงปี พ.ศ. 2549 ยังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับโรงงานเถื่อนที่นายจ้างหน่วงเหนี่ยวคนงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวไม่ให้ออกไปภายนอกบริเวณโรงงาน ไม่มีการประมาณตัวเลขว่ามีโรงงานประเภทนี้อยู่เท่าใด แต่ชาวพม่า กัมพูชา และลาวจำนวนมากที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเปิดโอกาสให้มีการบังคับใช้แรงงานเช่นนี้มากขึ้น องค์กรเอกชนและองค์การแรงงานระหว่างประเทศรายงานว่ามีการนำเด็กชายหญิงอายุต่ำกว่ากำหนดหลายพันคนเข้าประเทศเพื่อใช้แรงงานในไร่นาและในโรงงานเถื่อน และเด็กเล็กๆ ยังถูกนำมาใช้ขอทานตามถนนด้วย
ปัญหาที่คนไทยซึ่งทำงานในต่างประเทศต้องประสบอยู่เน้นถึงปัญหาของการเรียกเก็บค่าหัวคิวอย่างผิดกฎหมายจากบริษัทจัดหาแรงงานซึ่งคิดค่าหัวคิวเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กับรายได้ในปีแรกและปีที่สองของคนงานรวมกัน มีหลายกรณีที่คนงานไม่ได้รับเงินค่าจ้างตามที่สัญญาระบุไว้ และทำให้มีหนี้สินจำนวนมาก
มีการบังคับใช้แรงงานเด็กอยู่ (ดูหมวดที่ 6 ง.)
ง. การใช้แรงงานเด็กและเกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงาน
โดยทั่วไป เด็กในภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเพียงพอ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมการจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี กฎหมายห้ามการจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมภาคเกษตรกรรมและภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ รวมทั้งงานเด็กรับใช้ตามบ้าน ซึ่งใช้แรงงานส่วนใหญ่จากตลาดแรงงาน และมีเด็กทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก กฎหมายอนุญาตให้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อใช้กับภาคเศรษฐกิจที่กฎหมายครอบคลุมไม่ถึง และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา กฎกระทรวงก็ได้ขยายความคุ้มครองสำหรับเด็กที่ทำงานตามบ้านและภาคเกษตรกรรม เกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงานสอดคล้องกับการศึกษาภาคบังคับของประเทศ ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ รัฐบาลได้อนุมัติการแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อขจัดปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด โดยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายแรงงานเด็กและการบังคับใช้กฎหมายนี้
แรงงานเด็กยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมขนาดย่อม ผลการสำรวจที่ขัดแย้งกันของหน่วยงานราชการ ซึ่งไม่ได้รวมถึงแรงงานเด็กต่างชาติและแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ทำให้การประเมินขอบเขตของปัญหาเป็นไปได้ยาก จากการศึกษาที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงแรงงานและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ การใช้แรงงานเด็กมีจำนวนลดลง และเด็กที่อยู่ในกลุ่มแรงงานนั้นมีน้อยกว่าร้อยละ 1 อย่างไรก็ตาม การใช้แรงงานเด็กต่างด้าว โดยเฉพาะจากพม่า ยังมีอยู่ทั่วไปและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
กฎหมายอนุญาตให้จ้างแรงงานเด็กอายุ 15-18 ปีได้เฉพาะในกรณีที่เป็น "งานเบา" ซึ่งความจำเป็นในการยกของหนัก สัมผัสกับสารพิษหรือใช้อุปกรณ์หรือเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายมีจำกัด นอกจากนั้น กฎหมายยังห้ามการจ้างเด็กให้ทำงานในช่วงกลางคืน (ระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 6.00 น.) หรือในสถานที่ที่ให้บริการเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ประมาณว่ามีเด็กที่ทำงานในไร่นาของครอบครัวของตนเองอยู่ราว 1 ล้านคนทั่วประเทศ องค์กรเอกชนรายงานว่าร้อยละ 2-4 ของเด็กอายุระหว่าง 6 - 14 ปีทำงานอยู่ในเมืองอย่างผิดกฎหมาย และเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิด้านอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายแรงงาน เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทำงานอยู่ในเมืองส่วนใหญ่จะทำงานในภาคบริการ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ตามปั๊มน้ำมัน อุตสาหกรรมขนาดย่อมและร้านอาหาร แต่การใช้แรงงานเด็กในโรงงานขนาดใหญ่ที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกนั้นเห็นชัดน้อยกว่า ในเดือนกันยายน ตำรวจบุกโรงงานผลิตอาหารจากกุ้งแห่งหนึ่งทางใต้ของกรุงเทพฯ และพบแรงงานต่างด้าวอายุต่ำกว่า 16 ปีจำนวน 18 คน องค์กรเอกชนยังรายงานว่ามีการใช้แรงงานเด็กในโรงงานผลิตเสื้อผ้าหลายแห่งที่ตั้งอยู่ตามชายแดนพม่าด้านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อย่างไรก็ดี ไม่มีการสำรวจการใช้แรงงานเด็กทั่วประเทศอย่างถ้วนทั่วเนื่องจากองค์กรเอกชนไม่มีสิทธิ์เข้าไปตรวจตามโรงงานที่ตั้งอยู่ในห้องแถว องค์กรเอกชนรายงานว่าเด็กที่ทำงานเป็นคนรับใช้ตามบ้านส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวจากพม่า กัมพูชาและลาว และส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้โอกาสที่จะถูกแสวงประโยชน์มีมากขึ้น บทบัญญัติเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำและอายุขั้นต่ำในการจ้างงานของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไม่ได้ครอบคลุมถึงเด็กรับใช้ตามบ้าน ซึ่งเชื่อกันว่าบางคนมีอายุต่ำกว่า 15 ปี อย่างไรก็ตาม ระเบียบข้อบังคับที่เพิ่งออกเมื่อไม่นานมานี้ได้ขยายความคุ้มครองถึงเด็กรับใช้ตามบ้านและเด็กที่ทำงานในภาคเกษตรกรรม แต่ยังไม่เคยมีการประเมินผลจากการบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าว
ไทยยังมีรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด เด็ก (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ) ถูกแสวงประโยชน์โดยให้ขายสินค้าตามถนน ขอทานและทำงานเป็นโสเภณีในเขตตัวเมือง ซึ่งบางครั้งก็เป็นการทำงานล้างหนี้ เด็กบางคนถูกพ่อแม่หรือญาตินำมาขาย รัฐบาลได้ร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ในการนำแนวปฏิบัติใหม่มาใช้เพื่อปรับปรุงวิธีการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ชาวกัมพูชาและพม่าที่ถูกนำมาทำงานเป็นเด็กขอทานและเด็กขายของตามถนน (ดูหมวดที่ 5) ผลการศึกษาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2547 ตั้งข้อสังเกตว่า พ่อค้ายาเสพติดในกรุงเทพฯ ใช้เด็กผู้ชายทำหน้าที่ส่งสินค้า ผู้ค้ายาเสพติดชอบใช้เด็กเพราะเด็กมักไม่เรียกร้องอะไรมากและไม่ถูกพิจารณาโทษเหมือนผู้ใหญ่ในกรณีที่ถูกจับ แต่จะถูกส่งไปฝากขังที่สถานพินิจที่ดำเนินการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น
กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวกับแรงงานเด็ก ในปีพ.ศ. 2549 มีเจ้าหน้าที่ตรวจการแรงงานจำนวนทั้งสิ้น 2,354 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงทะเบียนเป็นผู้ตรวจการแรงงาน การบังคับใช้กฎหมายแรงงานเด็กขาดความเข้มงวด และมีเจ้าหน้าที่ตรวจการแรงงานจำนวนเพียง 736 คนเท่านั้นที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นประจำ ในปี พ.ศ. 2548
มีการตรวจการ 36,062 ครั้งในสถานประกอบการ 31,173 แห่ง โดยทั่วไป ผู้ตรวจการจะดำเนินการต่อเมื่อมีการร้องทุกข์ เมื่อได้รับรายงานจากครูว่ามีเด็กนักเรียนหายตัวไป หรือเมื่อเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์เท่านั้น และเมื่อมีผู้ละเมิดในกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่มักจะขอให้ผู้ละเมิดให้สัญญาว่าจะปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีขึ้นแทนที่จะดำเนินคดีและลงโทษ อุปสรรคในการดูแลสวัสดิภาพของคนงานหรือเด็กรับใช้ตามบ้านเรือนก็คือ การที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องมีหมายค้น ในปีพ.ศ. 2548 มีการตรวจสอบและการสอบสวนการใช้แรงงานเด็กในบริษัท 543 แห่ง ในจำนวนนี้ พบการฝ่าผืนอย่างร้ายแรงในบริษัท 8 แห่งตัวอย่างของการฝ่าฝืน เช่น การจ้างคนงานที่มีอายุต่ำกว่าที่กฎหมายอนุญาต
ในปี พ.ศ. 2547 รัฐบาลจดทะเบียนเด็กต่างด้าวอายุ 15 ปีและต่ำกว่าจำนวน 79,200 คน นับเป็นครั้งแรกที่ผู้เยาว์ได้รับอนุญาตให้อาศัยในประเทศได้ชั่วคราวตามนโยบายแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่ทางการกล่าวว่ามาตรการใหม่นี้จะอนุญาตให้เด็กต่างด้าวเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้ องค์กรเอกชนรายงานว่า กฎข้อนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อนายจ้างของบิดามารดาของเด็กต่างด้าวยื่นหลักฐานสถานภาพของบิดามารดาของเด็กแก่โรงเรียน แต่ส่วนใหญ่ นายจ้างมักไม่ทำเช่นนั้น
จ. สภาพการทำงานที่ยอมรับได้
อัตราค่าแรงขั้นต่ำกำหนดไว้ที่ 140 ถึง 184 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับระดับค่าครองชีพในแต่ละจังหวัด คณะกรรมการจังหวัดเป็นผู้กำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งในบางครั้งคณะกรรมการดังกล่าวประกอบไปด้วยผู้แทนของนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว ค่าจ้างดังกล่าวไม่เพียงพอสำหรับมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสมสำหรับคนงานและครอบครัวระดับฐานะที่ถือว่ายากจนคือ ผู้มีรายได้วันละ 31 บาท ซึ่งพออยู่ได้ในบางพื้นที่ที่ทำการเกษตรเลี้ยงชีพ กระทรวงแรงงานมีหน้าที่ดูแลให้นายจ้างปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ (ใช้กับภาคแรงงานที่เป็นทางการ) อย่างไรก็ตาม นักวิชาการคาดว่าหนึ่งในสามของแรงงานในภาคที่เป็นทางการทั่วประเทศได้รับค่าแรงต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำโดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัด แม้ลูกจ้างจะได้รับการสนับสนุนให้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการด้านแรงงานเมื่อตนถูกละเมิดสิทธิ์ แต่การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำก็ยังมีความสับสนอยู่ กฎหมายแรงงานหลายฉบับ รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ครอบคลุมถึงแรงงานที่ไม่ถือเอกสารแสดงสัญชาติ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ได้แก่ ชาวเขาและคนต่างด้าวผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือหรือกึ่งไร้ฝีมือประมาณ 1 ถึง 2 ล้านคนได้ค่าแรงประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราค่าแรงขั้นต่ำ
รัฐบาลได้กำหนดเวลาทำงานตายตัวขึ้น คือ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามกฎหมายแล้ว ลูกจ้างที่ต้องทำงาน “เสี่ยงอันตราย” เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี เหมืองแร่หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก ห้ามทำงานเกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และห้ามทำงานล่วงเวลา อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับการยกเว้นจากกฎข้อบังคับเหล่านี้ มีรายงานว่าลูกจ้างบางรายถูกบังคับให้ทำงานล่วงเวลา ผู้ใดปฏิเสธก็จะถูกลงโทษและถูกไล่ออก
สภาพการทำงานของสถานที่ต่าง ๆ จะแตกต่างกันค่อนข้างมาก อัตราอย่างเป็นทางการของผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในระดับคงที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคือร้อยละ 4.5 ของแรงงานทั้งหมด กระทรวงแรงงานฯ ระบุว่าอัตราการเสียชีวิตอันมีสาเหตุเนื่องมาจากการทำงานในแต่ละปีคือ 15 คนต่อคนงาน 100,000 คน อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวเป็นอัตราของคนงานในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น อัตราอุบัติเหตุในภาคแรงงานนอกระบบและภาคเกษตรกรรมที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น รวมทั้งในกลุ่มแรงงานต่างด้าว คาดว่าน่าจะสูงกว่านี้ ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยอันมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับงานอาชีพมักไม่ค่อยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์หรือได้รับเงินชดเชย และไม่ค่อยมีแพทย์หรือคลีนิคเฉพาะทางสำหรับโรคเหล่านี้ สตรีต่างด้าวอายุน้อยที่ทำงานในโรงงานทอผ้าตามชายแดนพม่าจำนวน 50,000 คนได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างจำกัดและต่ำกว่ามาตรฐาน และมีหลายคนที่เป็นโรคที่เกิดจากความเครียดและอาการแทรกซ้อนจากจากการทำแท้ง ในโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ มักมีการนำมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยที่ทางการกำหนดไว้มาใช้ แต่การบังคับใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยยังไม่เข้มงวด ในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีขนาดใหญ่ การให้ความคุ้มครองสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยจะต่ำกว่ามาตรฐาน
บทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานได้ขยายความคุ้มครองสำหรับพนักงานมีครรภ์ โดยกำหนดมิให้ทำงานกะกลางคืน ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด ใช้เครื่องจักรที่มีอันตรายหรือทำงานในเรือ นายจ้างของแรงงานสตรีต่างด้าวมักไล่คนงานที่ตั้งครรภ์ออก แม้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานจะห้ามไล่คนงานที่ตั้งครรภ์ออก ไม่ว่าคนงานจะมีสัญชาติใด
กระทรวงแรงงานประกาศกฎระเบียบด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพการทำงาน แต่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรและการเงินไม่มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ขอย้ายหน้าที่จากสภาพการทำงานที่มีอันตราย
การจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมมักเชื่องช้าหรือไม่เพียงพอ มีไม่กี่ครั้งที่ศาลตัดสินลงโทษผู้บริหารหรือเจ้าของสถานที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
แม้จะมีขั้นตอนใหม่ในการขึ้นทะเบียน แต่แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวพม่ายังคงเสี่ยงต่อการมีสภาพการทำงานที่เลวร้ายเนื่องจากไม่ได้รับสิทธิด้านแรงงาน องค์การนิรโทษกรรมสากลระบุว่าคนงานเหล่านี้มักได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมาก ต้องทำงานหลายชั่วโมงในสภาพการทำงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและการส่งตัวกลับประเทศโดยปราศจากเหตุผล รายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในปี พ.ศ. 2548 ระบุว่า ร้อยละ 35 -50 ของแรงงานต่างด้าวในภาคเกษตร ภาคประมง และภาคการผลิตถูกนายจ้างเก็บเอกสารประจำตัวและใบอนุญาตทำงานไว้ ซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของคนงานเหล่านี้ นอกจากนี้ ร้อยละ 60 ของคนรับใช้ตามบ้านที่ได้รับการสำรวจความเห็นระบุว่าตนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้าน ในขณะที่ร้อยละ 82 ระบุว่าตนต้องทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมงในแต่ละวัน
การบังคับใช้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับในสถานที่ทำงานเป็นหน้าที่ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจการที่ทำงานเต็มเวลาน้อยกว่า 700 คนที่ต้องตรวจตราสถานที่ทำงานกว่า 340,000 แห่ง แม้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะได้ดำเนินมาตรการในการว่าจ้างผู้ตรวจการเพิ่มขึ้นและแต่งตั้งข้าราชการท้องถิ่นเป็นผู้ช่วย แต่การขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากรอื่นๆ ยังเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ