Skip Global Navigation to Main Content
Skip Breadcrumb Navigation
รายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2554 ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย
 

ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย
จัดทำโดยสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและแรงงาน
24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนและทรงใช้พระบารมีของพระองค์อย่างไม่เป็นทางการตามที่ปฏิบัติเป็นธรรมเนียมกันมา  รัฐบาลผสมนำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและพรรคเพื่อไทยเข้ามามีอำนาจเมื่อเดือนสิงหาคมหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งโดยทั่วไปมองว่าเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม  ผู้บริหารที่เป็นพลเรือนยังคงกำกับดูแลฝ่ายรักษาความมั่นคง 

ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เรื้อรังที่สุดในประเทศไทยได้แก่ การกระทำมิชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐและอาสาสมัครป้องกันชาติที่เป็นประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ของไทยในบริบทของการก่อความไม่สงบแบ่งแยกดินแดนของชาวมุสลิมที่ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง การใช้กำลังเกินของเหตุของฝ่ายความมั่นคงที่ยังคงมีรายงานอยู่ไม่ขาดระยะ เช่น ตำรวจสังหาร ทรมานและกระทำการทารุณผู้ต้องสงสัยคดีอาญา ผู้ต้องขังและนักโทษ และการที่รัฐบาลยังคงจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อ

ปัญหาสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ได้แก่ สภาพเรือนจำและสถานกักกันที่แออัดและไม่ถูกหลักสุขอนามัย การจับกุมและกักกันตามอำเภอใจเป็นบางครั้ง การที่รัฐบาลยังคงจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม การให้ความคุ้มครองอย่างไม่เพียงพอแก่กลุ่มประชาชนที่อ่อนแอ ซึ่งรวมถึง ผู้ลี้ภัย ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อสตรี การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ การแสวงประโยชน์ทางเพศกับเด็ก การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลทุพพลภาพ ชนกลุ่มน้อย ชาวเขาและแรงงานต่างด้าว ปัญหาแรงงานเด็ก และการจำกัดสิทธิบางประการของผู้ใช้แรงงาน 

ทางการบางครั้งไล่ออก จับกุม ดำเนินคดีและพิพากษาลงโทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความมั่นคงที่มีพฤติกรรมใช้อำนาจโดยมิชอบ กระนั้น การที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องถูกลงโทษยังคงเป็นปัญหาร้ายแรง โดยเฉพาะในจังหวัดที่ยังมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน พ.ศ. 2551 และกฎอัยการศึก 

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหยื่อความรุนแรงจากความไม่สงบแบ่งแยกดินแดนส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้ง 

หมวดที่ 1 การเคารพบูรณภาพแห่งบุคคล อันรวมถึงการปลอดจาก:

ก. การสังหารตามอำเภอใจหรือการสังหารที่ผิดกฎหมาย

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางครั้งใช้กำลังรุนแรงเกินเหตุและใช้กำลังถึงตายกับผู้ต้องสงสัยคดีอาญา ตลอดจนกระทำการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิสามัญฆาตกรรม การสังหารตามอำเภอใจและการสังหารผิดกฎหมาย  สำนักการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งได้แก่ ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานอื่นๆ ได้สังหารผู้ต้องสงสัย 72 คน ขณะดำเนินการจับกุมระหว่างเดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนกันยายน 2554  สำนักงานตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่ที่มีการสังหารได้ทำการสืบสวนทุกกรณี แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดให้สาธารณชนทราบ อาทิเช่น เมื่อวันที่ 27 เมษายน มีรายงานว่า ทหารบกและเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้บุกเข้าค้นที่พักผู้ต้องสงสัยลอบตัดไม้เถื่อนในจังหวัดแพร่ ทำให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บ 6 คน  เมื่อถึงปลายปี คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการสืบสวน (ดูหมวด 2.ง. การกระทำทารุณต่อผู้ลี้ภัย)

ไม่มีรายงานยืนยันว่า มีการสังหารที่เกี่ยวพันกับการเมืองโดยรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา แต่มีการเสียชีวิตอย่างน้อย 5 รายที่เกี่ยวกับการประทุษร้ายที่สงสัยว่ามีเหตุจูงใจทางการเมือง เช่น เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน  นายสุบรรณ จิรพรรณวณิชย์ หัวคะแนนคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและคนสนิทของผู้นำพรรคถูกยิงเสียชีวิต นอกจากนี้ ภรรยาของเขายังถูกยิงในกรุงเทพมหานคร  การสังหารครั้งนี้เชื่อกันว่ามีสาเหตุทางการเมือง  ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเคยถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าลอบยิงบุคคลอื่นด้วยสาเหตุทางการเมือง ผู้ต้องสงสัยทั้งสามถูกตั้งข้อกล่าวหาฐานฆ่าคนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเมื่อถึงปลายปี ทางการยังพยายามติดตามหาผู้ต้องสงสัยคนที่ 4 อยู่  นอกจากนี้ มีรายงานที่ไม่ยืนยันว่า นายแทนคุณ จิตอิสระ ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคประชาธิปปัตย์ กล่าวหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งและนายทหารอากาศคนหนึ่งว่า อาจมีส่วนเกี่ยวพันกับการสังหารนายชุติเดช สุวรรณเกิด หัวคะแนนคนหนึ่งใกล้กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม  เมื่อถึงสิ้นปี ก็ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาผู้ใด

มีรายงานว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา มีการสังหารที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ดูหมวด 1.ช.)

เมื่อถึงปลายปี คณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงยังคงดำเนินการสืบสวนการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นเหตุให้ประชาชน 79 คน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง 11 คนและผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 2 คนเสียชีวิต  คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ได้ออกรายงานฉบับแรกเมื่อเดือนเมษายน เสนอข้อแนะนำต่อรัฐบาลในเดือนกันยายน และออกรายงานฉบับที่ 2 ในเดือนธันวาคม  คณะกรรมการฯ พบว่า สาเหตุการตายของผู้เสียชีวิต 16 คนมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เมื่อวันที่ 19 กันยายน โดยคำสั่งของนายเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กรมสอบสวนคดีพิเศษได้โอนเรื่องการสืบสวนการเสียชีวิตของบุคคลทั้ง 16 ซึ่งสงสัยว่า เสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงนั้นไปอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจนครบาล  อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า มีผู้เสียชีวิตกี่คนที่ถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง หรือผู้ติดอาวุธที่เกี่ยวพันกับการประท้วง หรือเสียชีวิตเนื่องจากเป็นอุบัติเหตุ  เมื่อถึงสิ้นปี ไม่มีผู้ใดถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังผิดกฎหมายหรือรุนแรงเกินเหตุจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเนื่องในการชุมนุมประท้วง

เมื่อถึงสิ้นปี  ไม่มีความคืบหน้าในการสืบสวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถึงสาเหตุการเสียชีวิตของ นายสุไลมาน แนซา เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ที่ค่ายอิงยุทธบริหาร ซึ่งมีรายงานว่า ศพของนายสุไลมานมีร่องรอยการถูกทรมาน 

หลังการสืบสวน ทางการได้ปิดคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงนายมานิตย์ ตุ้มม่วงเสียชีวิตระหว่างอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 ซึ่งนายมานิตย์เป็นผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดและฆาตกรรม  ตำรวจอ้างว่า เป็นการกระทำการป้องกันตนเอง  

เมื่อถึงสิ้นปี  ไม่มีความคืบหน้าในคดี นายมะคอเซ็ง เปาะแต ผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบเสียชีวิตระหว่างอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม 2553 อันเนื่องจากบาดแผลที่มีรายงานว่าได้รับหลังจากถูกตำรวจยะลาทรมาน  การสืบสวนภายในโดยศูนย์ปฎิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำการมิชอบมีความผิดฐานการประพฤติมิชอบในหน้าที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงดำเนินการสืบสวนคดี ทว่า เมื่อถึงปลายปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ 

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม กระทรวงกลาโหมและกองทัพบก ตกลงยอมความคดีแพ่งที่ อิหม่ามยะผา กาเซ็ง เสียชีวิตหลังการสอบสวนระหว่างอยู่ในการควบคุมตัวของทางทหารเมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 5.2 ล้านบาท (ประมาณ 173,000 เหรียญสหรัฐ) แก่ครอบครัวของอิหม่ามยะผาพร้อมทั้งแสดงความเสียใจ  การดำเนินคดีทางอาญาของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต่อเจ้าหน้าที่ทหารห้านายที่ต้องสงสัยซึ่งอยู่ภายใต้การพิจารณาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่

มีรายงานว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ปะทะกันหลายครั้งระหว่างฝ่ายความมั่นคงของไทยกับผู้ลักลอบตัดไม้ทำลายป่าที่ข้ามแดนผิดกฎหมาย  โดยส่วนใหญ่ เกิดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษและเกี่ยวพันกับชาวกัมพูชาที่สงสัยว่า ข้ามมาฝั่งไทย เช่น มีรายงานว่า มีชาวกัมพูชาหกคนถูกสังหารในสี่เหตุการณ์ตามชายแดนจังหวัดศรีสะเกษเมื่อเดือนตุลาคม  

นอกจากนี้ มีรายงานว่า มีการปะทะและยิงปืนใหญ่ระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยกับฝ่ายกัมพูชาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์และปลายเดือนเมษายนในพื้นที่ความขัดแย้งบริเวณเขาพระวิหารและความขัดแย้งตามชายแดนและในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นผลให้มีรายงานที่ไม่ยืนยันว่า มีประชาชนชาวไทยเสียชีวิตอย่างน้อยหนึ่งคน และประชาชนไทยและกัมพูชาหลายพันคนต้องอพยพละทิ้งบ้านเรือน

ข. การหายสาบสูญ
 
ไม่มีรายงานยืนยันว่า มีบุคคลหายไปเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐ แสดงความเห็นใจต่อผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลเนื่องจาก เมื่อถึงปลายปี ก็ยังไม่ทราบว่า ผู้ร่วมชุมนุมประท้วง 18 รายที่หายสาบสูญหลังการสลายการชุมนุมระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 นั้นอยู่ที่ใด  นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากสื่อหลายฉบับว่า มีผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมากหนีไปกัมพูชา  (กรุณาอ่านกรณีที่อาจเป็นไปได้ว่า มีการบังคับบุคคลสูญหายในจังหวัดยะลาเมื่อเดือนเมษายน ในหมวด 1.ช. การลักพาตัว ประกอบด้วย) 

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ศาลอุทธรณ์ สั่งยกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจห้านายที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีส่วนในการ การหายสาบสูญของนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเป็นทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิม  นายสมชายเป็นทนายให้แก่ผู้ต้องสงสัยคดีอาญาที่อ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงทรมาน  อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปลายปี คดีการหายสาบสูญของนายสมชายก็ยังคงอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม มือปืนยิง นางเจะรอฮานี ยูโซ๊ะ ภรรยาของนายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี เสียชีวิต  นายอับดุลเลาะห์ได้หายสาบสูญไปเมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยนายอับดุลเลาะห์เป็นพยานปากสำคัญในคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการหายสาบสูญของนายสมชาย นีละไพจิตร  

ในเดือนมิถุนายน คณะทำงานด้านปัญหาการบังคับบุคคลสูญหายหรือการสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ ร้องขอเดินทางมาประเทศไทย แต่เมื่อถึงสิ้นปี ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ  

ค. การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือทำลายศักดิ์ศรีอื่นๆ

รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติห้ามการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือทำลายศักดิ์ศรี แต่ไม่มีกฎหมายใดมีบทบัญญัติเฉพาะห้ามการทรมาน แม้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมาย  นอกจากนี้ มาตรา 17 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ระบุว่า เจ้าพนักงานด้านความมั่นคงไม่ต้องรับโทษจากการกระทำใดๆ ในระหว่างปฏิบัติราชการตามหน้าที่ 

องค์กรเอกชนและองค์กรด้านกฎหมายที่น่าเชื่อถือยังคงรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารบางคนบางครั้งทรมานและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อบังคับให้รับสารภาพ  หนังสือพิมพ์ยังคงรายงานหลายคดีที่ประชาชนกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอื่นๆ ใช้ความรุนแรง  เมื่อถึงปลายปี มีเจ้าหน้าที่ทหารหนึ่งนายถูกดำเนินคดีข้อหาทรมานแต่ไม่มีการพิพากษาลงโทษ  นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีทางอาญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี ดาบตำรวจ สุรพัฒน์ (ชื่อเดิม ไพรัตน์) ศรีบัวสวน ซึ่งประจำที่สถานีตำรวจพลับพลาไชย 1 กรุงเทพมหานคร ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ หลังจากที่เขาจับคนงานหญิงชาวพม่า และบังคับให้เธอมีเพศสัมพันธ์กับเขาเพื่อแลกกับการปล่อยตัวโดยไม่ตั้งข้อหาเมื่อปี พ.ศ. 2552

รายงานฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่า มีการทรมานอย่างกว้างขวางและเป็นระบบในจังหวัดตอนใต้สุดของภาคใต้  การศึกษาครั้งนี้ซึ่งตรวจสอบคดีที่มีการกล่าวหาว่ามีการทรมาน 35 คดีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 พบว่า เจ้าหน้าที่รัฐใช้กลยุทธ์การทุบตีและการข่มขู่อย่างกว้างขวาง  กลยุทธ์การทรมานได้แก่ การคลุมศีรษะเหยื่อด้วยพลาสติกเพื่อเหยื่อจะหายใจไม่ออก ใช้บุหรี่ติดไฟจี้ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตีเหยื่อด้วยท่อนไม้ที่หุ้มด้วยฟองน้ำ และใช้ไฟฟ้าจี้  รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ผู้ทำการทารุณส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่จับและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยภายใต้กฎหมายพิเศษต่างๆ เช่น กฎอัยการศึก พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  รายงานฉบับดังกล่าวได้ยื่นให้รัฐบาล (กองทัพไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย) และเมื่อถึงสิ้นปี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ยังรอคำตอบจากทางการอยู่ 

ในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ องค์กรนอกภาครัฐที่มีชื่อเสียงสองแห่งได้ยื่นหนังสือประท้วงการใช้ความรุนแรงกับผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบในภาคใต้ชาวมุสลิมของหน่วยเฉพาะกิจที่ 38 กองทัพบกในจังหวัดนราธิวาส และกล่าวหาว่า หน่วยเฉพาะกิจที่ 38 ได้รับมอบหมายอย่างลับๆ ให้เป็นหน่วยสอบสวนผู้ต้องสงสัยเบื้องต้น  องค์กรที่ร้องทุกข์อ้างว่า มีหลักฐานแสดงว่า หน่วยเฉพาะกิจนี้มีส่วนในคดีทรมานผู้ต้องสงสัยเจ็ดคดี

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ศาลอาญากรุงเทพมหานครพิพากษาจำคุก  2 ปีนายซูดีรือมัน มาเละ หนึ่งในเหยื่อที่ถูกทรมานเมื่อปี พ.ศ. 2547 มีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่สอบสวนโดยมีเจตนาร้าย  เมื่อถึงปลายปี คดีนี้อยู่ในระหว่างยื่นอุทธรณ์ และ นายซูดีรือมัน ได้รับการประกันตัว นายซูดีรือมัน เป็นลูกความของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมที่หายสาบสูญ ( ดู หมวด 1.ข. ) และได้อ้างว่า พลตำรวจตรี จักรทิพย์ ชัยจินดา มีส่วนเกี่ยวข้องในการทรมาน นายซูดีรือมัน และคนอื่นๆ

สภาพของเรือนจำและสถานกักกัน

เรือนจำมีสภาพไม่ค่อยดี  เรือนจำและสถานกักกันส่วนใหญ่แออัดมาก  มีผู้ต้องขังในเรือนจำและสถานกักกันประมาณ 250,000 คน แต่สถานที่ออกแบบให้รองรับเพียง 150,000 คน  สถานที่นอนมีไม่เพียงพอ การรักษาพยาบาลก็ไม่ดีพอ และในเรือนจำบางแห่งมีโรคติดต่อระบาด  อย่างไรก็ดี โดยปกติ นักโทษมีน้ำดื่มที่เหมาะสมสำหรับดื่มเนื่องจากน้ำจากท่อประปาได้รับการบำบัดให้สะอาด  นักโทษที่ป่วยหนักจะได้รับการส่งตัวไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือโรงพยาบาลของรัฐ  

สำนักการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า มีบุคคลเสียชีวิตระหว่างอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการ 1,122 คน ระหว่างเดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนกันยายน 2554  ทางการระบุว่า ส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยสาเหตุธรรมชาติ  เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ผู้คุมยิงนักโทษเสียชีวิตสองคน ขณะเกิดจลาจลที่เรือนจำประจำจังหวัดราชบุรี

บางครั้ง เจ้าหน้าที่เรือนจำใช้การขังเดี่ยวนานไม่เกินหนึ่งเดือนเพื่อลงโทษนักโทษชายที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบของเรือนจำเป็นประจำ ซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมาย  แม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะยืนยันว่าการขังเดี่ยวโดยเฉลี่ยจะไม่เกินเจ็ดวัน  นอกจากนี้ ยังมีการตีตรวนด้วยเหล็กขนาดใหญ่เพื่อควบคุมนักโทษที่มีแนวโน้มว่าจะหลบหนีหรือนักโทษที่อาจเป็นอันตรายต่อนักโทษคนอื่นๆ

กว่าร้อยละ 27 ของผู้ต้องขังทั้งหมดเป็นผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดีซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังแยกจากนักโทษทั่วไป  แม้ว่าผู้ที่ถูกกักขังภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้มักจะถูกขังที่ค่ายทหารหรือสถานีตำรวจมากกว่าในเรือนจำ  ผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กมักถูกคุมขังรวมกันในห้องขังของสถานีตำรวจเพื่อรอคำสั่งฟ้อง  มีสถานกักกันแยกต่างหากสำหรับผู้ต้องขังเยาวชนในทุกจังหวัด  สภาพของนักโทษหญิงโดยทั่วไปจะดีกว่าสภาพของนักโทษชาย เนื่องมาจากนักโทษหญิงโดยส่วนใหญ่เป็นผู้จัดการและดำเนินการดูแลและทำความสะอาดเรือนจำเอง

นักโทษและผู้ต้องขังสามารถมีผู้เข้าเยี่ยมได้ และสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้  ทางการอนุญาตให้นักโทษและผู้ต้องขังหรือผู้แทนสามารถยื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินโดยไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาก่อนแต่ไม่สามารถยื่นคำร้องต่อฝ่ายตุลาการได้โดยตรง  กระทรวงยุติธรรมโดยผ่านกรมราชทัณฑ์มีหน้าที่รับผิดชอบการสอบสวนและสอดส่องดูแลสภาพเรือนจำและสถานกักกัน แต่ทางการก็ไม่ค่อยสอบสวนคำร้องและไม่ประกาศผลการสอบสวน

โดยทั่วไป การทำบันทึกข้อมูลต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่สม่ำเสมอ และข้อมูลไม่ได้รับการปรับปรุง โดยการติดตามความเป็นไปของนักโทษทำผ่านทางจดหมายและโทรศัพท์แทนที่จะใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัย  ทางการมักพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดที่ไม่ใช้ความรุนแรง ผู้เยาว์ และผู้พิการ ด้วยบทลงโทษอื่นที่ไม่ใช่การจองจำ เช่น การภาคทัณฑ์ การรอลงอาญา การปรับเป็นเงิน หรือ การควบคุมการเคลื่อนไหว  สถิติอย่างเป็นทางการสำหรับปี พ.ศ. 2552-2553 แสดงว่า มีผู้ต้องคำพิพากษาว่ามีความผิดน้อยกว่าร้อยละ 17 ที่ถูกจำคุก

ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพฯ ยังคงมีสภาพไม่ค่อยดี  สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งขึ้นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่บริหารจัดการศูนย์กักกันคนเข้าเมือง ซึ่งศูนย์ฯ เหล่านี้ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่กำกับระบบราชทัณฑ์ตามปกติทั่วไป  สภาพแออัดและการขาดบริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงอยู่  ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เยาวชนอายุเกิน 14 ปีจะถูกขังรวมกับผู้ใหญ่  นอกจากนี้ มีรายงานว่า มีคำร้องทุกข์เกี่ยวกับอาหารไม่พอและไม่เหมาะสมตามวัฒนธรรมโดยเฉพาะจากผู้ต้องขังชาวมุสลิม  มีรายงานว่า ในศูนย์กักกันบางแห่ง ผู้ต้องขังซึ่งรวมทั้งเด็กไม่ได้รับอนุญาตให้ออกกำลังกายอย่างพอเพียง  มีรายงานที่ไม่ยืนยันสองฉบับว่า ผู้คุมทำทารุณกรรมผู้ต้องขังในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

รัฐบาลอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอิสระและองค์การกาชาดสากลสามารถเข้าเยี่ยมนักโทษที่เรือนจำและศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้โดยไม่ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วยและสามารถเข้าเยี่ยมอีกได้หลายครั้ง ตลอดจนได้รับอนุญาตให้เข้าชมสถานีตำรวจทุกแห่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้  อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทหารยังไม่ได้อนุมัติคำร้องขอขององค์การกาชาดสากลที่ขอเยี่ยมนักโทษที่ถูกคุมขังในสถานกักกันของทหารในสี่จังหวัดภาคใต้ที่มีการกล่าวหาว่ามีการทารุณผู้ต้องขัง  อาทิเช่น  ไม่มีผู้สังเกตการณ์เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่ค่ายค่ายอิงยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 (และมีข้อมูลที่ไม่ยืนยันว่า ศูนย์กักกันของค่ายทหารแห่งนี้ปิดเมื่อเดือนพฤศจิกายน)  ผู้แทนของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังบางรายที่ศูนย์กักกันที่สนามบินสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ  อย่างไรก็ตาม จะสามารถเยี่ยมได้หรือไม่จะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป  เจ้าหน้าที่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติสามารถสัมภาษณ์ผู้ต้องขังที่ศูนย์กักกันซอยสวนพลู และประเทศที่สามก็ยังสามารถเข้าเยี่ยมนักโทษได้เพื่อดำเนินการจัดการให้ผู้ต้องขังที่พิจารณาแล้วว่าเป็นผู้ลี้ภัยโยกย้ายถิ่นฐานเดินทางไปยังประเทศที่สาม

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถดำเนินการพิจารณาและสอบสวนคำร้องเรียนหรือคำร้องทุกข์ที่ได้รับจากนักโทษและให้คำแนะนำแก่กรมราชฑัณฑ์ อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯ ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการในนามของนักโทษ และไม่สามารถเข้าไปมีส่วนในคดีใดๆ ยกเว้นแต่จะได้รับคำร้องทุกข์อย่างเป็นทางการ  (ดูหมวด 5 ประกอบด้วย)

บุคคลที่เสพยาอาจถูกกักตัวในศูนย์บำบัด (มีศูนย์ลักษณะดังกล่าว 86 แห่งในปี 2553) และรัฐบาลมีนโยบายใช้ศูนย์เหล่านี้เป็นสถานที่ช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติดให้กลับเป็น “พลเมืองดี”  กฎหมายไม่มีข้อกำหนดว่า ผู้ติดยาจะต้องให้ความยินยอมก่อนจะถูกส่งตัวไปศูนย์บำบัด และไม่มีข้อกำหนดให้มีการประเมินทางการแพทย์ว่าบุคคลติดยารุนแรงในระดับใด ไม่มีกระบวนการทางกฎหมาย และไม่มีการติดตามผลผู้ที่ผ่านการบำบัด   สื่อมวลชนรายงานการทารุณผู้ติดยาเสพติดที่ถูกกักกัน เช่น การทารุณทางกาย การขาดการให้ดูแลรักษาพยาบาลบางประการ เช่น การล้างพิษโดยใช้กระบวนการทางการแพทย์ และการป้องกัน การรักษา การดูแล และการสนับสนุนการบำบัดเชื้อเอ็ชไอวี ตลอดจนการบำบัดการติดยาเชิงประจักษ์  เจ้าหน้าที่ดำเนินการศูนย์บำบัดส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทางการแพทย์  นอกจากนี้ กลุ่มประชาสังคมที่ดำเนินโครงการลดภัยสังคมต้องประสบอุปสรรคในการให้ความช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติด  มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยบังคับใช้กฎหมายจับกุมและคุกคามเจ้าหน้าที่ที่ทำงานบริการชุมชนภายใต้โครงการที่รัฐบาลเห็นชอบนี้

ง. การจับกุมหรือการกักกันตามอำเภอใจ

รัฐธรรมนูญห้ามการจับกุมและกักกันตามอำเภอใจ แต่กระนั้น เจ้าหน้าที่ของทางการบางครั้งยังคงจับกุมและกักกันตามอำเภอใจอยู่  ยังมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการในการควบคุมตัวบุคคลไว้ในสถานที่กักกันอย่างไม่เป็นทางการได้นานสูงสุด 30 วันโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหาในสามจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส  การประกาศใช้พระราชกำหนดนี้เป็นการเพิ่มเติมจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกซึ่งยังคงบังคับใช้ใน 31 จังหวัดชายแดนและจังหวัดชายแดนภาคใต้  กฎอัยการศึกนี้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวบุคคลได้นานสูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา 

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้ยากแก่การกล่าวร้องขอต่อศาลเพื่อแย้งการกักขัง  พระราชกำหนดฯ ระบุว่า ผู้ถูกกักขังมีสิทธิที่จะมีทนายได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีหลักประกันว่า ผู้ถูกกักขังจะได้พบทนายหรือญาติพี่น้องทันที และไม่มีมาตรการที่โปร่งใสเพื่อป้องกันการทารุณผู้ถูกกักขัง  นอกจากนี้ พระราชกำหนดฯ ระบุว่า เจ้าพนักงานด้านความมั่นคงไม่ต้องรับโทษทั้งทางอาญา ทางแพ่งและทางวินัยจากการกระทำใดๆ ในระหว่างปฏิบัติราชการตามหน้าที่ภายใต้พระราชกำหนดฯ  

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ศาลอุดรธานีอนุมัติให้ประกันตัวผู้ชุมนุมประท้วงซึ่งเป็นสมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 22 คนที่ถูกคุมขังในวงเงินคนละ 1 ล้านบาท  นปช. กลุ่มนี้ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า ก่อการจลาจลและวางเพลิงในอุดรธานีเมื่อทางการสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ โดยใช้ความรุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553  ทนายฝ่าย นปช. ยังคงพยายามขอประกันตัว นปช. ที่ยังถูกคุมขังที่เหลือในกรุงเทพฯ อุดรธานี อุบลราชธานี มุกดาหาร เชียงราย และเชียงใหม่  เมื่อถึงปลายปี มี นปช. 41 คน จากจำนวนเดิมทั้งหมด 422 คน ยังคงถูกคุมขังอยู่ระหว่างรอการสืบสวนหรือการพิจารณาคดี  มี นปช. 10 คนที่ถูกพิพากษาและจำคุก

บทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเครื่องมือรักษาความมั่นคง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีหน้าที่ขจัดภัยคุกคามความมั่นคงภายในประเทศและปราบปรามอาชญากรรม โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการตำรวจซึ่งมีสมาชิก 20 คน  ผู้บัญชาการ สตช. ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและโปรดเกล้า ฯ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตำรวจตระเวนชายแดนมีอำนาจและความรับผิดชอบพิเศษในพื้นที่ชายแดนเพื่อต่อสู้กับผู้ก่อความไม่สงบหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน

พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในกำหนดให้มีการจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานรัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ  กอ.รมน. ถือเป็นองค์กรประสานระหว่างหน่วยงานที่มีบทบาทด้านอำนวยการโดยมีเจ้าหน้าที่จากทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร  พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในนี้มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ฝ่ายทหาร  เมื่อวันที่ 17 มกราคม ซึ่งเป็นกรณียกเว้นคือ รัฐบาลยังคงประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในในอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี โดยไม่ใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึก ซึ่งการดำเนินการนี้เป็นโครงการนำร่องเพื่อศึกษาว่าการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในแต่เพียงอย่างเดียวว่า จะสามารถรักษาความมั่นคงและลดความรุนแรงในภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิผลเพียงใด  ผลการทดลองครั้งนี้คือ มีเหตุการณ์รุนแรงใกล้เคียงหรือลดลงในอำเภอแม่ลานซึ่งเป็นอำเภอขนาดเล็กและมีประวัติว่ามีเหตุการณ์รุนแรงไม่มากเท่าจังหวัดอื่นในภูมิภาคนั้น   อีกสี่อำเภอในจังหวัดสงขลาอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  พระราชกำหนดฯ ให้อำนาจแก่รัฐบาลมากกว่าพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน ดังนั้น จึงมีความสำคัญมากกว่า  ทางการประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในในกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม  องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการตำหนิรัฐบาลที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติฯ เพื่อโต้ตอบภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศโดยการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ  

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายผู้ต้องขังและนักโทษมักไม่ถูกลงโทษ  ผู้ที่ต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถร้องเรียนโดยตรงต่อผู้บังคับบัญชาของตำรวจที่ถูกกล่าวหา จเรตำรวจ หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ศาลยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม และสำนักนายกรัฐมนตรีตลอดจนสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ก็รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำโดยมิชอบและการทุจริตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ในช่วงปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับคำร้องเรียนกรณีตำรวจใช้อำนาจโดยมิชอบ 84 ราย 

เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับคำร้องเรียน คณะกรรมการสอบสวนภายในจะรับเรื่องไว้พิจารณาและอาจสั่งพักราชการเจ้าหน้าที่ที่ถูกร้องเรียนเป็นการชั่วคราวระหว่างการสอบสวน  มีมาตราการลงโทษทางการบริหารหลายแบบ และหากเป็นกรณีร้ายแรง เรื่องจะถูกส่งไปยังศาลอาญา

เมื่อถึงปลายปี คณะกรรมการร่วมระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกับสำนักงานอัยการสูงสุดยังคงทำการสอบสวนการพยายามสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2552  และเจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนายและทหารสองนายที่มีหมายจับยังคงลอยนวลอยู่

ในกระบวนการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตอย่างน่าสงสัย ซึ่งรวมทั้งการเสียชีวิตระหว่างถูกตำรวจควบคุมตัวนั้น มีข้อกำหนดให้อัยการ แพทย์นิติเวช และเจ้าหน้าที่ทางการท้องถิ่นเข้าร่วมการสอบสวนด้วย และโดยส่วนใหญ่ สมาชิกครอบครัวของผู้เสียชีวิตมีสิทธิแต่งตั้งทนายความเข้าร่วมการชันสูตรพลิกศพด้วย ทว่า โดยส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยมีการปฏิบัติตามกระบวนการนี้  ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเองก็ไม่ค่อยใช้สิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฐานกระทำความผิดทางอาญาในระหว่างการจับกุมได้

ตามมติคณะรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมกำหนดให้ข้าราชการทหารเข้ารับการอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชน  การฝึกอบรมตามปกตินั้นจัดในหลายระดับ ได้แก่ ข้าราชการสัญญาบัตร ข้าราชการต่ำกว่าสัญญาบัตรและทหารเกณฑ์  นอกจากนี้ ข้าราชการทหารที่ออกปฏิบัติงานสนับสนุนการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคใต้ยังได้รับการอบรมพิเศษเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงการอบรมสำหรับรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย

ขั้นตอนการจับกุมและการปฏิบัติต่อบุคคลขณะถูกคุมขัง

กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องได้รับหมายจากศาลก่อนเข้าทำการจับกุม ยกเว้นในบางกรณีเท่านั้น  แต่ในทางปฏิบัติ ระบบการออกหมายจับอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสม และมีแนวโน้มว่าศาลมักจะอนุมัติออกหมายตามที่ยื่นขอมาทั้งหมด  ตามกฎหมาย บุคคลต้องได้รับแจ้งข้อหาทันทีที่ถูกจับกุมและต้องได้รับอนุญาตให้สามารถแจ้งแก่ผู้ใดผู้หนึ่งถึงการถูกจับกุมได้

กฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกคุมขังคดีอาญาติดต่อทนายได้ แต่นักกฎหมายและกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนอ้างว่า ตำรวจในท้องที่มักทำการสอบสวนผู้ถูกคุมขังโดยไม่ช่วยให้ผู้ถูกคุมขังติดต่อทนาย  นักกฎหมายที่ทำงานในจังหวัดภาคใต้รายงานว่า ภายใต้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พวกเขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบลูกความที่ถูกคุมขัง และมีประชาชนในจังหวัดภาคใต้รายงานว่าถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยมสมาชิกครอบครัวที่ถูกคุมขัง  บางครั้ง ผู้ที่ถูกคุมขังชาวต่างชาติถูกกดดันให้ลงชื่อสารภาพโดยไม่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากล่ามหรือนักแปลที่มีความสามารถ  กระทรวงยุติธรรมและสำนักงานอัยการสูงสุดมีอำนาจจัดหาทนายให้แก่ผู้ถูกคุมขังที่มีฐานะยากจนโดยใช้งบประมาณของรัฐ แต่ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลชัดเจนถึงขอบเขตของบทบัญญัตินี้   

ในกรณีทั่วไป กฎหมายอนุญาตให้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีอาญาเพื่อดำเนินการสอบสวนคดีได้เป็นเวลา 48 ชั่วโมงหลังการจับกุม และสามารถขออำนาจศาลขยายระยะเวลาควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้เพื่อทำการสอบสวน (นานสูงสุดไม่เกิน 84 วันสำหรับคดีร้ายแรงที่สุด)  ทนายความรายงานว่า ตำรวจไม่ค่อยส่งสำนวนต่อศาลภายใน 48 ชั่วโมง  กฎหมายและระเบียบข้อบังคับกำหนดให้ความผิดที่มีระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปีอยู่ในความรับผิดชอบของศาลแขวงซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินคดีแตกต่างออกไป  ในคดีเหล่านี้ ตำรวจต้องส่งสำนวนคดีไปให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องภายใน 72 ชั่วโมงหลังการจับกุม  จากรายงานของสภาทนายความแห่งประเทศไทย การคุมขังผู้ต้องสงสัยคดีอาญาเพื่อรอการพิจารณาคดีนานถึง 60 วันถือเป็นเรื่องปกติ      

กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาในการขอประกันตัว และโดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มรายงานว่า มีบ่อยครั้งที่ตำรวจไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวทราบเกี่ยวกับสิทธิการขอประกันตัว หรือไม่ก็ปฏิเสธที่จะสนับสนุนให้มีการประกันตัวหลังจากผู้ต้องหาได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาล โดยเฉพาะในคดียาเสพติดและคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
 
ภายใต้กฎอัยการศึก ทหารมีอำนาจกักกันบุคคลเป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 7 วันโดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา และภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  บุคคลอาจถูกกักกันได้เป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 30 วันโดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา

ในเดือนกุมภาพันธ์ อัยการไม่ส่งฟ้องข้อหาทางอาญาต่อ นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถูกจับเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ฐานละเมิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเนื่องจากแจกใบปลิวตำหนิการกระทำของรัฐบาล  เขาถูกกักกันโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาที่ค่ายทหารในจังหวัดสระบุรีเป็นเวลาสองสัปดาห์

ในเดือนมกราคม อัยการไม่ส่งฟ้องข้อหาทางอาญาต่อ นางอมรวัลย์ เจริญกิจ ซึ่งถูกตำรวจจับกุมเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 ฐานละเมิดบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเนื่องจากจำหน่ายรองเท้าพิมพ์ลายหน้านายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี (พร้อมข้อความที่ทางการเห็นว่าเป็นการวิจารณ์บุคคลทั้งสอง) นางอมรวัลย์ได้รับการประกันตัว

จ. การปฏิเสธการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ระบบศาลมีความเป็นอิสระ  แม้โดยทั่วไปจะถือกันว่า ฝ่ายตุลาการมีความเป็นอิสระ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริตและการใช้อิทธิพลจากภายนอก  ตามรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน การที่คดีดังๆ หลายคดีที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบไม่มีความคืบหน้าใดๆ นั้น ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือในระบบตุลาการและทำให้เหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน (หรือครอบครัวของเหยื่อ) บางคนไม่สนใจเรียกร้องความยุติธรรม

ขั้นตอนการพิจารณาคดี

หลักกฎหมายให้ถือว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ความผิดได้  การพิจารณาคดีไม่ใช้ระบบลูกขุน  การพิจารณาความผิดลหุโทษใช้ผู้พิพากษาคนเดียว  ส่วนคดีความผิดที่ร้ายแรงกว่านั้นต้องใช้ผู้พิพากษาสองคนหรือมากกว่า  รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการพิพากษาคดีทันที อย่างไรก็ตาม ยังมีคดีที่ค้างอยู่ที่ศาลเป็นจำนวนมาก  แม้ว่าการพิจารณาคดีส่วนใหญ่จะเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่ศาลอาจสั่งให้มีการพิจารณาลับได้ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ราชวงศ์ เด็ก หรือการล่วงละเมิดทางเพศ

จำเลยที่ถูกพิจารณาคดีในศาลอาญาธรรมดาจะได้รับสิทธิตามกฎหมายหลายประการ ซึ่งรวมทั้งสิทธิในการเลือกทนายด้วยตนเอง  อย่างไรก็ตาม รัฐไม่ได้จัดหาทนายอาสาให้แก่จำเลยที่มีฐานะยากจนโดยใช้งบประมาณของรัฐโดยอัตโนมัติ  งบประมาณของสภาทนายความแห่งประเทศไทยลดลงกว่าร้อยละ 12 จากปีพ.ศ. 2553 หลังจากที่งบประมาณได้ลดลงร้อยละ 15 จากปี พ.ศ. 2552  การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายมักให้เป็นครั้งคราวและเป็นการช่วยเหลือโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยพิจารณาเป็นรายๆ  และมีมาตรฐานต่ำ  องค์กรนอกภาครัฐบางแห่งรายงานว่า ทนายความที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกดดันให้ลูกความจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มแก่ทนายโดยตรง แต่สำนักงานคณะกรรมการมรรยาททนายความ สภาทนายความแห่งประเทศไทยอธิบายว่า ลูกความจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายของทนายความเช่น ค่าเดินทาง  กฎหมายกำหนดให้ศาลต้องแต่งตั้งทนายให้ในกรณีที่จำเลยต่อสู้ข้อกล่าวหามีฐานะยากจนหรือเป็นผู้เยาว์ รวมทั้งในกรณีที่บทลงโทษอาจจำคุกเกินกว่า 5 ปี หรือโทษประหารชีวิต  การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่คิดมูลค่าส่วนใหญ่มาจากกลุ่มองค์กรเอกชน เช่น สภาทนายความแห่งประเทศไทยและสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย  ไม่มีกระบวนการให้แสดงเอกสารเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจ ดังนั้น ทนายและจำเลยไม่สามารถเข้าถึงหลักฐานได้ก่อนมีการพิจารณาคดี  กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องต่อศาลหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ เพื่อขอการชดใช้สินไหมทดแทนได้ และโดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว  

องค์กรนอกภาครัฐหลายแห่งแสดงความกังวลที่ไม่มีการคุ้มครองพยานที่พอเพียง โดยเฉพาะในคดีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด  สำนักงานคุ้มครองพยาน กระทรวงยุติธรรม มีทรัพยากรจำกัดและส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่ประสานงาน  ส่วนใหญ่แล้ว ตำรวจเป็นผู้ให้การคุ้มครองพยาน แต่มีหน่วยงานอื่นของรัฐอีกหกหน่วยที่อยู่ในโครงการนี้ด้วย  พยาน ทนายและนักเคลื่อนไหวในคดีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบรายงานว่า การคุ้มครองพยานไม่พอเพียงและพวกเขาถูกข่มขู่จากตำรวจที่ทางการส่งไปให้การคุ้มครอง 

นักโทษและผู้ต้องขังทางการเมือง

ไม่มีรายงานเกี่ยวกับนักโทษและผู้ต้องขังทางการเมือง

ขั้นตอนและการเยียวยาคดีความทางแพ่ง

ฝ่ายตุลาการมีความเป็นอิสระและเป็นกลางในการพิจารณาความแพ่ง  กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องต่อศาลหรือหน่วยงานราชการฝ่ายปกครอง เพื่อขอให้มีการชดใช้สินไหมทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน และโดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม มาตรา 16 และ 17 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งมีผลบังคับใช้ในสามจังหวัดภาคใต้กำหนดชัดเจนว่า ศาลปกครองหรือกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งหรืออาญาไม่อาจตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เหยื่ออาจร้องขอสินไหมทดแทนความเสียหายจากหน่วยงานรัฐแทนได้  

ฉ.  การล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้านพัก หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการ

รัฐธรรมนูญห้ามการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้านพัก หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการ และโดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวในทางปฏิบัติ  อย่างไรก็ตาม กฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงในการตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายศาล และมีการใช้อำนาจดังกล่าวในจังหวัดตอนใต้สุดของประเทศและบริเวณพื้นที่ชายแดนในช่วงปีที่ผ่านมา  มีคำร้องทุกข์จำนวนมากจากผู้ที่อ้างว่า เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงใช้อำนาจดังกล่าวโดยมิชอบ อย่างไรก็ดี พระราชกำหนดฯ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงสามารถปฏิบัติงานโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี

หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลที่มีแนวความคิดแบบสุดขั้วหรือแนวความคิดที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศโดยมีแนวความคิดลักษณะดังกล่าว

ช.  การใช้กำลังเกินกว่าเหตุและการใช้อำนาจในทางมิชอบอื่นๆ ในการจัดการปัญหาขัดแย้งภายในประเทศ

ความขัดแย้งภายในประเทศในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ (จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลาและบางพื้นที่ของสงขลา) ยังคงมีอยู่ตลอดปีที่ผ่านมา  ผู้ก่อการวางระเบิดและทำร้ายประชาชนอยู่เนืองๆ รวมทั้งการปฏิบัติการด้านความมั่นคงของทางฝ่ายรัฐบาล จึงทำให้ยังคงมีความตึงเครียดสูงระหว่างชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์และชาวพุทธเชื้อสายไทยในพื้นที่ รวมทั้งความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง  พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในพื้นที่เหล่านี้มอบอำนาจอย่างมีนัยสำคัญให้แก่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ รวมทั้งให้อำนาจการรักษาความมั่นคงภายในประเทศบางประการแก่กองทัพ  พระราชกำหนดฯ ยังให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงสามารถปฏิบัติงานโดยการไม่ต้องถูกลงโทษดำเนินคดี  นอกจากนี้ กฎอัยการศึกซึ่งประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2549 และยังคงมีผลบังคับใช้ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ให้อำนาจอย่างกว้างขวางเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง (ดูหมวด 1. ง. หัวข้อ “บทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเครื่องมือรักษาความมั่นคง” ในเรื่องเกี่ยวกับโครงการนำร่องในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในเพียงอย่างเดียวโดยไม่ใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึกในอำเภอแห่งหนึ่ง)

การสังหาร
 
กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหากองกำลังของรัฐบาลว่า กระทำการวิสามัญฆาตกรรมต่อบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน  อาทิเช่น องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 และ 26 กุมภาพันธ์ กองกำลังกองทัพบกที่ประจำในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ยิงบุคคลต้องสงสัยก่อความไม่สงบ 5 คนเสียชีวิตขณะที่ทำการสืบสวนการโจรกรรมอาวุธเมื่อวันที่ 19 มกราคมซึ่งมีทหารเสียชีวิต 4 นาย 

จากข้อมูลสถิติของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ในช่วงปีที่ผ่านมา ความรุนแรงจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 489 คนและบาดเจ็บ 1,044 คนในเหตุรุนแรง 905 ครั้ง เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปี พ.ศ. 2553  เช่นเดียวกับปีที่ผ่านๆ มา กลุ่มผู้แบ่งแยกดินแดนมักมุ่งเป้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ทางการ เช่น ครู และข้าราชการอำเภอและเทศบาล ตลอดจนทหาร โดยการใช้ระเบิด การซุ่มยิงและการลักพาตัว  นอกจากนี้ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนยังสังหารและทำร้ายพลเรือนทั้งชาวพุทธและมุสลิมทุกเพศทุกวัย 

อาสาสมัครป้องกันดินแดนที่เป็นพลเรือนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธเชื้อสายไทยจากหมู่บ้านต่างๆ ในภาคใต้ ยังคงได้รับการฝึกขั้นพื้นฐานและรับแจกอาวุธจากฝ่ายรักษาความมั่นคง  องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนแสดงความกังวลที่เห็นอาสาสมัครป้องกันดินแดนเหล่านี้และพลเรือนอื่นๆ มีความระแวงชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์

การลักพาตัว

ไม่มีรายงานยืนยันว่า มีบุคคลหายสาบสูญหลังจากถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดภาคใต้สอบสวน อย่างไรก็ดี องค์กรนอกภาครัฐที่น่าเชื่อถือรายงานว่า ชายสองคน (นายอิบรอเฮง กาโฮง และนายดุลหามิ มะแร) หายตัวไปตั้งแต่เดือนเมษายน หลังจากที่ขอกลับเรือซึ่งถูกยึดโดยตำรวจตระเวนชายแดน (ค่ายนเรศวร) ในอำเภอบันนังสะตา จังหวัดยะลา และอาจเป็นไปได้ที่ชายสองคนนี้ หายสาบสูญโดยถูกบังคับ  ตำรวจแจ้งญาติของชายสองคนนี้ว่า ตำรวจไม่ได้เห็นชายทั้งสองคนนี้

การทารุณกรรมทางกาย การลงโทษและการทรมาน

รัฐบาลยังคงจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายซึ่งบางคนก็ยังเป็นผู้เยาว์ และในบางกรณี ทางการก็คุมขังผู้ต้องสงสัยเป็นเวลาหนึ่งเดือนหรือนานกว่านั้นภายใต้บทบัญญัติของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎอัยการศึก  องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งเห็นว่าการจับกุมเหล่านี้เป็นการกระทำตามอำเภอใจ เกินกว่าเหตุ และยาวนานโดยไม่จำเป็น  และองค์กรเหล่านี้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพแออัดของสถานกักกัน  กลุ่มประชาสังคมกล่าวหากองทัพบกว่า ทรมานผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายบางคนที่สถานกักกัน

ภายใต้กฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ทางการสามารถกักกันบุคคลเป็นเวลาสูงสุดไม่เกินเจ็ดวันโดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากศาลหรือหน่วยงานของรัฐในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และยะลา  พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งมีการบังคับใช้ในพื้นที่เดียวกันนี้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทางการในการจับกุมและคุมขังผู้ต้องสงสัยได้นานสูงสุด 30 วันโดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา  หลังจากช่วงเวลา 30 วันนี้แล้ว ทางการสามารถเริ่มคุมขังผู้ต้องสงสัยได้ภายใต้กฎหมายอาญาปกติ  การคุมขังลักษณะนี้ไม่เหมือนการคุมขังภายใต้กฎอัยการศึก เพราะต้องมีคำอนุญาตจากศาล แต่องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนร้องเรียนว่าศาลไม่ค่อยใช้อำนาจของศาลในการพิจารณาการคุมขังเหล่านี้  ในบางกรณี ผู้ต้องสงสัยจะถูกคุมขังภายใต้กฎอัยการศึกเป็นเวลาเจ็ดวัน และจากนั้นก็ถูกคุมขังภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลาอีก 30 วัน  ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้แถลงว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา มีบุคคลถูกจับกุมภายใต้พระราชกำหนดฯ ดังกล่าวจำนวน 143 คน  ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า มีบุคคลใดถูกคุมขังภายใต้กฎอัยการศึกเพียงอย่างเดียวหรือไม่  

ทหารเด็ก

มีระเบียบห้ามเกณฑ์เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้ารับราชการเป็นอาสาป้องกันชาติ และในทางปฏิบัติแล้ว อาสาสมัครส่วนใหญ่อายุ 20 ปี หรือสูงกว่า 20 ปี  อย่างไรก็ดี มีเกร็ดข้อมูลที่ไม่เป็นทางการว่า มีเยาวชนจำนวนไม่มากมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มลักษณะดังกล่าวอย่างไม่เป็นทางการ  ไม่มีรายงานว่า เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีถูกเกณฑ์เข้ารับราชการในกองทัพ แต่มีรายงานว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเกณฑ์เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ปฏิบัติงานโจมตี 

กรุณาอ่าน รายงานว่าด้วยการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ www.state.gov/j/tip

การกระทำมิชอบอื่นๆ ที่เนื่องมาจากความขัดแย้ง

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า ทหารส่งหนังสือเชิญไปยังผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าหน้าที่อำเภอในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เสนอชื่อ “อาสาสมัครจากหมู่บ้าน” มาจำนวนหนึ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ระบุว่า ในอดีต ชาวบ้านที่เข้าร่วมการฝึกอบรมเหล่านี้ถูกสอบสวนและเก็บข้อมูลทางชีววิทยา (ลายพิมพ์นิ้วมือ ตัวอย่างดีเอ็นเอ และภาพถ่าย)  แต่ปัจจุบัน การปฏิบัติดังกล่าวมีน้อยลงและอาจจะเลิกดำเนินการแล้ว  อย่างไรก็ดี ทหารยังคงส่งเอกสารหรือสั่งการโดยวาจาให้เข้าร่วมการประชุมลักษณะดังกล่าว

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ก่อความไม่สงบเผาโรงเรียนสองแห่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 ผู้ก่อการร้ายได้เผาโรงเรียนกว่า 330 แห่งในภาคใต้  และกว่า 40 แห่งถูกเผาซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง  รัฐบาลให้อาวุธแก่พลเรือนชาวไทยพุทธและพลเรือนชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์และเพิ่มกำลังป้องกันโรงเรียนและวัดพุทธ ตลอดจนจัดให้ทหารคุ้มครองพระสงฆ์และครู  ในบางกรณี ทหารใช้โรงเรียนเป็นที่พักของทหาร  ข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า มีครู นักเรียนและเจ้าหน้าที่ทางการศึกษา 187 คนถูกสังหาร และบาดเจ็บอีก 307 คน เนื่องจากเหตุรุนแรงจากการแบ่งแยกดินแดนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547  ในช่วงปีที่ผ่านมา มีนักเรียนบาดเจ็บ 13 คนและถูกสังหาร 5 คน  มีเจ้าหน้าที่ทางการศึกษาบาดเจ็บ 20 คนและถูกสังหาร 13 คน เนื่องจากเหตุรุนแรงจากการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี 2553  เหตุรุนแรงโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนยังรวมถึงการโจมตีสถานพยาบาล ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีอาสาสมัครสาธารณสุขถูกสังหาร 86 คน บาดเจ็บ 58 คน และศูนย์อนามัยชุมชน 25 แห่งถูกวางเพลิงหรือลอบวางระเบิดในจังหวัดภาคใต้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547  ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนสังหารเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหนึ่งคน เมื่อเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ถูกสังหารสองคนและบาดเจ็บสองคนในการโจมตีสถานพยาบาลสามแห่งเมื่อปีพ.ศ. 2553    

แม้ว่าจะไม่มีสถิติของทางการ แต่มีรายงานว่า เช่น รายงานของศูนย์การเฝ้าติดตามการละทิ้งถิ่นฐานภายในประเทศ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนว่า มีชาวพุทธเชื้อสายไทยกว่าร้อยละ 30 และชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ร้อยละ 10 หนีออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ไปอยู่จังหวัดอื่นของประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 (ดู หมวด 2.ง.)  ในเดือนสิงหาคม สมาชิกคนหนึ่งของสภาที่ปรึกษาของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ชาวพุทธเกือบทุกคนได้ย้ายออกจากพื้นที่ชนบทห่างไกล และจากจำนวนชาวพุทธ 200,000 คนที่เคยอยู่ในเขตเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเหลือประมาณ 60,000 คนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่  แต่ไม่มีการยืนยันข้อมูลดังกล่าว

หมวดที่ 2 การเคารพสิทธิเสรีภาพของพลเมือง อันประกอบด้วย

ก. เสรีภาพในการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชน

สถานภาพของเสรีภาพในการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชน

รัฐธรรมนูญและกฎหมายระบุให้มีเสรีภาพด้านการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยมีการยกเว้นบางกรณี อย่างไรก็ดี ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการจำกัดสิทธิเหล่านี้ในจังหวัดภาคใต้   รัฐบาลยังคงสอดส่องสื่อกระจายเสียงโทรทัศน์และวิทยุอย่างใกล้ชิด ตลอดจนกดดันสื่อแพร่ภาพกระจายเสียงให้ร่วมมือออกข่าวที่สร้างสรรค์และมี “สมดุล” (การนำเสนอข่าวของแต่ละฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน)  อย่างไรก็ดี สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมก็ได้ออกมากล่าววิพากษ์วิจารณ์ทางการอย่างเปิดเผยตลอดปี  สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อกระจายเสียง และสื่อสังคมออนไลน์รายงานข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลรวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ตลอดจนออกอากาศการสัมภาษณ์ของฝ่ายค้าน

สื่อต่างประเทศและสื่ออิสระได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้อย่างเสรี โดยมีข้อยกเว้นสำหรับการรายงานเรื่องที่พิจารณาว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  กฎหมายระบุว่า รัฐบาลอาจจำกัดเสรีภาพด้านการแสดงความคิดเห็นได้เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน คุ้มครองสิทธิของบุคคลอื่น ปกป้องศีลธรรมอันดีงามของประชาชนและป้องกันการลบหลู่พระพุทธศาสนา  กฎหมายอนุญาตให้ตำรวจจำกัดหรือยึดสิ่งพิมพ์และอื่นๆ เนื่องจากก่อให้เกิดความไม่สงบ เป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชน หรือกระทำผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน 

เสรีภาพในการพูด – ประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่ 112 หรือ ที่เรียกกันว่า กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหนดว่า การวิพากษ์วิจารณ์ ดูหมิ่น หรือข่มขู่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ถือเป็นความผิดทางอาญาโดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 15 ปีต่อหนึ่งกระทง  กฎหมายอนุญาตให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมีหลายคดีที่ประชาชนยื่นฟ้องกล่าวหาซึ่งกันและกันว่า ได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  การพิจารณาคดีอาจดำเนินโดยไม่เปิดเผย  และอาจมีการห้ามแพร่หลายเนื้อหาของความผิดที่กล่าวหาออกสู่สาธารณชน  องค์กรสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการแสดงความกังวลว่า การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม  สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติในประเทศไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และบทลงโทษที่รุนแรงจากการกระทำผิดลักษณะนี้ 
 
จำนวนการดำเนินคดีผู้กระทำผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เรื่อยมาจนถึงปี 2554  สถิติอย่างเป็นทางการมีความแตกต่างกันในระหว่างหน่วยงาน  อย่างไรก็ดี ช่วง 10 ปีก่อนพ.ศ. 2549 มีการกล่าวหาข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยเฉลี่ยประมาณห้าคดีต่อปี เมื่อเทียบกับ 478 คดีที่เกี่ยวกับการละเมิดมาตรา 112 ในปี พ.ศ. 2553 ตามรายงานของสำนักงานศาลยุติธรรม  ตลอดปี พ.ศ. 2554 จนถึงเดือนตุลาคม สำนักงานศาลยุติธรรมรายงานว่า มีการฟ้องร้องใหม่ 85 คดี และการพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดจริง ยังคงมีอัตราสูงอยู่ คือ เกือบร้อยละ 100

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ทางการจับกุม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้พิมพ์โฆษณาสิ่งพิมพ์และผู้จัดการแรงงาน ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากตีพิมพ์บทความสองชิ้นในนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ เมื่อปี พ.ศ. 2553  ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว  การพิจารณาคดีนายสมยศ เริ่มเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน และยังคงดำเนินอยู่ เมื่อถึงสิ้นปี

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ศาลพิพากษาโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน แก่ นายโจ กอร์ดอน บุคคลสองสัญชาติ (ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ นายเลอพงศ์ วิไชยคำมาตย์) ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  ทางการได้จับกุมนายกอร์ดอนเมื่อเดือนพฤษภาคมด้วยข้อหามีส่วนเกี่ยวพันกับเว็บไซต์ที่มีลิ้งค์เชื่อมโยงไปถึงหนังสือเรื่อง The King Never Smiles ฉบับแปลในรูปแบบดิจิทัล ขณะที่เขาพำนักอยู่ในต่างประเทศ  หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือชีวประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งถูกห้ามเผยแพร่  นายกอร์ดอนได้สารภาพยอมรับผิด

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่า การพิจารณาคดีโดยไม่เปิดเผยสำหรับคดีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง (หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ดา ตอร์ปิโด”) ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งสิ้นสามกระทงและมีคำพิพากษาโทษจำคุก 18 ปี เมื่อ พ.ศ. 2552 นั้น ไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และให้ยืนคำพิพากษาของศาล  เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ศาลอาญาเปลี่ยนคำพิพากษาโทษใหม่เป็นจำคุก 15 ปี  น.ส.ดารณีฯ แถลงว่า เธอจะไม่ยื่นอุทธรณ์

เสรีภาพของสื่อมวลชน - หน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกสถานี ซึ่งได้แก่สถานีวิทยุเอเอ็มและเอฟเอ็มที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการว่าเป็นคลื่น ”ปกติ” รวม 524 สถานี   กองทัพและตำรวจถือกรรมสิทธิ์ในสถานีวิทยุที่เหลืออีก 244 สถานีโดยให้เหตุผลเรื่องความมั่นคง ส่วนหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของสื่อกระจายเสียงของรัฐได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยซึ่งเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่  สถานีวิทยุและโทรทัศน์เกือบทุกแห่งให้บริษัทเอกชนเช่าเพื่อการพาณิชย์ 

กฎหมายกำหนดกฎระเบียบว่าด้วยคลื่นวิทยุและโทรทัศน์  และแบ่งใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ออกเป็นสามประเภท (ใบอนุญาตประกอบกิจการเพื่อบริการสาธารณะ ใบอนุญาตประกอบกิจการเพื่อบริการชุมชน และใบอนุญาตประกอบกิจการเพื่อการพาณิชย์ทางธุรกิจ)  คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลสื่อกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์  สถานีวิทยุกระจายเสียงต้องต่อใบอนุญาตทุกเจ็ดปี  สัญญาณวิทยุต้องถ่ายทอดผ่านเครื่องส่งของรัฐบาล  กฎหมายกำหนดให้สถานีวิทยุทุกแห่งต้องถ่ายทอดรายการข่าวที่รัฐบาลผลิตวันละสองครั้ง ช่วงละ 30 นาที และจะต้องขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงว่า ตำรวจได้บุกค้นสถานีวิทยุชุมชน 13 แห่งในกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อวันที่ 26 เมษายนฐานครอบครองอุปกรณ์ส่งสัญญาณและกระจายเสียงผิดกฎหมาย  เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติบุกค้นสถานีวิทยุชุมชนหกแห่งในจังหวัดนครราชสีมา  

ความรุนแรงและการคุกคาม - นักหนังสือพิมพ์จำนวนหนึ่งเผชิญกับการข่มขู่ทำร้ายร่างกายเนื่องจากการรายงานข่าวของตน เช่น เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน มือปืนสองคนขี่จักรยานยนต์ยิงนายไสว ฉิมพลี เสียชีวิตขณะที่เขากำลังออกอากาศสถานีวิทยุชุมชนอยู่  นายไสวเป็นครูโรงเรียนรัฐบาลและนายสถานีวิทยุชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี  เมื่อถึงสิ้นปี ก็ยังไม่ทราบสาเหตุการสังหาร   

เมื่อเดือนสิงหาคม กลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวหา นางสาวสมจิตร นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ ว่า ถามคำถามก้าวร้าวต่อนายกรัฐมนตรี ประท้วงการกระทำของเธอ และเรียกร้องให้สถานีโทรทัศน์ไล่เธอออกจากงาน  กลุ่มสื่อมวลชนสามกลุ่ม (สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย)  เรียกร้องให้กลุ่มคนเสื้อแดงยุติการข่มขู่ที่มีวัตถุประสงค์กดดันสื่อและปรามผู้ที่ไม่เห็นพ้องกับเสื้อแดง

กรณีการสังหารนักข่าวต่างประเทศสองรายซึ่งเสียชีวิตระหว่างการทำข่าวการชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ยังคงอยู่ระหว่างสอบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดู หมวด 1.ก.)

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ศาลจังหวัดนครปฐม พิพากษาจำเลยหกคนว่ากระทำผิดฐานมีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหาร นายก้องภพ สวัสดี เมื่อปี พ.ศ. 2553  นายก้องภพ เป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐประจำจังหวัดนครปฐมและเจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชื่อ ปฐมโพสต์ ซึ่งเคยเขียนบทความต่อเนื่องเกี่ยวกับคดีทุจริตที่มีนักการเมืองในท้องถิ่นเกี่ยวข้อง  ศาลพิพากษาประหารชีวิตนายชนินทร์ ลี้ไพบูลย์ อดีตสมาชิกองค์การบริหารจังหวัดนครปฐม ผู้สั่งฆ่า และนายอภิรักษ์ ทิมพิทักษ์ มือปืน และพิพากษาจำคุก 20-50 ปีผู้สมรู้ร่วมคิด 4 คน (นายเวียน นิจเจริญ  นายประทีป ยอดแก้ว นายนเรศ แสนเทศ  และนายกำพล มีศิลป์)  เมื่อถึงปลายปี คำร้องอุทธรณ์ของบุคคลทั้ง 6 ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ  ทางการได้ยกฟ้องผู้ต้องสงสัยรายที่  7 คือ นายประสานต์ พันธ์เตี้ย เพื่อแลกกับการที่นายประสานให้การเกี่ยวกับผู้ต้องหาหกคนข้างต้น

การตรวจพิจารณาสิ่งพิมพ์ก่อนเผยแพร่ หรือ การจำกัดเนื้อหา – โดยการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลสามารถจำกัดสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อแพร่สัญญาณ ข่าวทางอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ในพื้นที่ดังกล่าว  พระราชกำหนดฯ ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการ “ห้ามการพิมพ์และเผยแพร่ข่าวและข้อมูลที่อาจเป็นภัยต่อประชาชนหรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนก หรือข่าวและข้อมูลที่มีเจตนาบิดเบือนข้อมูล”  นอกจากนี้ พระราชกำหนดฯ ดังกล่าวยังให้อำนาจแก่รัฐบาลในการตรวจสอบข่าวที่พิจารณาว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ  

โดยทั่วไป ผู้สื่อข่าวมีเสรีในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมและสถาบันของรัฐบาลโดยไม่ต้องเกรงการตอบโต้จากทางการ  อย่างไรก็ตาม สื่อสิ่งพิมพ์มักพิจารณาตรวจสอบรายงานข่าวและบทความของตนก่อนนำเสนอ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของชาติ  สื่อแพร่ภาพกระจายเสียงจะถูกตรวจสอบโดยภาครัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม และเห็นได้ชัดว่า สื่อเหล่านี้พิจารณาตรวจสอบเนื้อหาของตนก่อนนำเสนอ  กระนั้นก็ตาม สื่อแพร่ภาพกระจายเสียงก็ยังคงรายงานการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอยู่

กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาท/ความมั่นคงของประเทศ - ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญาโดยมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (ประมาณ 6,700 เหรียญสหรัฐ) และจำคุกไม่เกินสองปี   ในช่วงปีที่ผ่านมา ศาลอาญาได้พิพากษาคดีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองฐานหมิ่นประมาทและโฆษณาหมิ่นประมาทหลายคดี

เมื่อถึงปลายปี เรื่องอุทธรณ์คดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงดำเนินอยู่  นายสนธิได้รับการประกันตัวออกมาหลังจากถูกศาลตัดสินเมื่อปี พ.ศ. 2552 ว่ามีความผิดในข้อหาหมิ่นประมาท โดยนายสนธิได้กล่าวตำหนิอดีตรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งในรายการทางสถานีโทรทัศน์รายการหนึ่งเมื่อพ.ศ. 2550  เขาถูกศาลตัดสินจำคุกสองปีโดยไม่รอลงอาญา

เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต

รัฐตั้งข้อจำกัดการใช้อินเทอร์เน็ตบางประการ และมีรายงานว่า รัฐบาลตรวจสอบการเข้าห้องสนทนาทางอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์  โดยทั่วไป บุคคลและกลุ่มบุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นโดยสันติทางอินเทอร์เน็ตรวมถึงการใช้อีเมล  อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดด้านเนื้อหาอยู่บ้าง เช่น การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  ภาพลามกอนาจาร และการพนัน

กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนการเข้าค้นและยึดคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ในการสืบสวนคดีอาชญากรรมบางประเภท และให้อำนาจแก่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการร้องขอและบังคับให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์  การลงประกาศข้อมูลเท็จทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นการคุกคามความปลอดภัยของประชาชน ก่อให้เกิดความระส่ำระสายในหมู่ประชาชน หรือทำให้บุคคลอื่นได้รับความเดือดร้อนจะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกิน 100,000 บาท (ประมาณ 3,300 เหรียญสหรัฐ) และหากการกระทำใดมีผลให้เกิดการเสียชีวิตของบุคคลจะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปีและปรับไม่เกิน 300,000 บาท (10,000 เหรียญสหรัฐ)  กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเก็บข้อมูลผู้ใช้ทุกคนเป็นเวลา 90 วันในกรณีที่เจ้าหน้าที่ทางการต้องการข้อมูลเหล่านั้น  นอกจากนี้ หากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใดเห็นด้วยหรือตั้งใจสนับสนุนการตีพิมพ์ข้อความผิดกฎหมายก็จะมีความผิดด้วย   การฟ้องร้องดำเนินคดีส่วนใหญ่ยังคงเนื่องมาจากมีเนื้อหาที่ไม่สมควร  กฎหมายกำหนดให้ต้องขอคำสั่งศาลในการปิดกั้นเว็บไซต์ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มักไม่มีการปฏิบัติตามระเบียบนี้  นักเคลื่อนไหวด้านสื่อวิจารณ์กฎหมายฉบับนี้โดยกล่าวว่า คำจำกัดความของการกระทำผิดที่ระบุไว้ครอบคลุมกว้างขวางเกินไปและบทลงโทษก็รุนแรงเกินไป   

นอกจากนี้ รัฐบาลได้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการปิดกั้นเว็บไซต์หลายพันแห่งและบาง URL โดยไม่จำเป็นต้องขอคำสั่งศาล  เจ้าของเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ได้รับคำเตือนล่วงหน้า และไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แม้จะมีการยกเลิกพระราชกำหนดดังกล่าวในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 เว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นภายใต้บทบัญญัติฯ ดังกล่าวยังคงไม่สามารถเข้าได้ ซึ่งรวมถึงบล็อกที่สนับสนุนเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นที่นิยมมาก เช่น “กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย” และ “นักโทษการเมืองไทย”

ยังมีการตรวจสอบข้อความก่อนนำขึ้นอินเทอร์เน็ต และการใช้กฎหมายข้างต้นยังคงขัดขวางเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในบางเรื่อง  รัฐบาลสอดส่องอย่างใกล้ชิดและสั่งปิดกั้นการเข้าเว็บไซต์จำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์  เว็บบอร์ดและวงเสวนาทางการเมืองในอินเทอร์เน็ตจำนวนมากเลือกที่จะตรวจสอบข้อความของตนก่อนนำเสนอและคอยสอดส่องการเสวนาอย่างใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสั่งปิดกั้น  นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์หลายฉบับระงับหรือจำกัดการเข้าถึงคอลัมน์ความเห็นจากประชาชนเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการถูกฟ้องข้อหาหมิ่นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแถลงว่า ทางการได้ขอให้ Facebook ยกเลิก URL ของบัญชีผู้ใช้ 26,000 บัญชีในเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน และ 60,000 บัญชี ในเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายนซึ่งมีเนื้อหาที่เห็นว่า หมิ่นสถาบันพระมหากษัตตริย์  กระทรวงฯ เสริมว่า ผู้ที่เผยแพร่ต่อข้อความออนไลน์ลักษณะดังกล่าว “ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม” โดยการกด “ชอบใจ” “แชร์” หรือโพสต์ความเห็นบนเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ อาจถูกดำเนินคดีภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อทำหน้าที่ติดตามเฝ้าระวังอินเทอร์เน็ตเพื่อตรวจหา “เนื้อหาที่เห็นว่าเป็นภัยต่อประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”  ศูนย์ใหม่แห่งนี้เป็นการต่อยอดการดำเนินงานเดิมของศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตโดยมีหน้าที่เน้นการเฝ้าติดตามเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์โดยเฉพาะ

ฝ่ายบังคับการปราบปรามอาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า ได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 776 เรื่องในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมี 442 เรื่องที่ดำเนินการสอบสวน  อัตราการร้องเรียนสูงขึ้นมากจาก ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งมีเพียง 47 เรื่อง และในปี 2553 ซึ่งมี 285 เรื่อง  คดีส่วนใหญ่เป็นการกล่าวหาหมิ่นประมาท หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การพนัน และภาพลามกอนาจาร  

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ทางการได้จับกุมนายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อิสระจากจังหวัดหนองคาย ด้วยข้อหาสร้างเพจต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์บน Facebook ซึ่งเป็นการจับกุมครั้งแรกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย  นายสุรภักดิ์ถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน และไม่มีการตั้งวงเงินประกัน 

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ศาลอาญาได้พิพากษาโทษจำคุก 13 ปี นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล (ซึ่งรู้จักกันในนาม “อินทรีย์แดง” ทางอินเทอร์เน็ต) ซึ่งถูกทางการจับกุมเมื่อเดือนเมษายน 2553 เนื่องจากเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์หนึ่งของ นปช. 

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นายอำพล ตั้งนพคุณ อายุ 61 ปี ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี ซึ่งเป็นการพิพากษาโทษจำคุกที่ยาวนานที่สุดในข้อหานี้ เนื่องจากส่งข้อความ SMS 4 ข้อความซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปยังเลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553  นายอำพลถูกจับกุมเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553

การพิจารณคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ นางจีรนุช เปรมชัยพร คดีแรกในจำนวนสองคดีเริ่มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และยังคงดำเนินอยู่เมื่อถึงปลายปี  นางจีรนุช เป็นผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ ประชาไท ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์อิสระออนไลน์  โทษของเธออาจเป็นจำคุก 20 ปี เนื่องจากบุคคลที่ 3 หลายรายซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน (หนึ่งในนี้ได้รับการยกฟ้องข้อหาที่คล้ายคลึงกันเมื่อวันที่ 31 มกราคม) ได้โพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ Prachathai.com  ซึ่งทางการพิจารณาเห็นว่า มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่มีการลบข้อความเหล่านั้นออกภายในระยะเวลาที่รวดเร็วอันควร  คดีนี้อาจเป็นการกำหนดตัวอย่างความรับผิดชอบของผู้เป็นสื่อกลางภายใต้กฎหมายฉบับนี้  

เสรีภาพทางวิชาการและการแสดงทางวัฒนธรรม

รัฐบาลจำกัดเสรีภาพทางวิชาการในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ อาทิเช่น เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม หลังจากที่ข้าราชการกองทัพบกได้ยื่นฟ้องนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง นายสมศักดิ์ก็เข้ารายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากได้อภิปรายถึงอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์  ตำรวจไม่ได้จับกุมเขา และเมื่อถึงปลายปี คดีของเขาก็ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา

การแสดงทางวัฒนธรรมอาจถูกสั่งห้ามได้ โดยทั่วไป เพราะเหตุผลเกี่ยวกับความเหมาะสม  กฎหมายให้รัฐมีอำนาจสั่งห้ามฉายภาพยนตร์ที่ “หมิ่นราชวงศ์ กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ บ่อนทำลายความเป็นเอกภาพของประเทศ เหยียดหยามลัทธิความเชื่อ ดูหมิ่นบุคคลที่ทรงเกียรติ ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม หรือมีฉากการแสดงออกทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง”  กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์  อาทิเช่น เมื่อเดือนพฤษภาคม กระทรวงวัฒนธรรมและศาลปกครองได้ดำเนินการตามคำสั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyard ซึ่งมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพ่อซึ่งเป็นบุคคลข้ามเพศและเลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง ในภาพยนตร์มีฉากโสเภณีเด็กและเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกัน  นอกจากนี้ เจ้าของโรงภาพยนตร์และผู้แพร่ภาพกระจายเสียงมักจะตรวจพิจารณาตัดต่อภาพยนตร์ของตนก่อนส่งมอบฟิล์มภาพยนตร์ให้คณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ 

ข.  เสรีภาพในการชุมนุมกันอย่างสงบและการจัดตั้งสมาคม
 
ไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับคำรองขอมาเยือนประเทศไทยของผู้เสนอรายงานพิเศษของสหประชาชาติเรื่องเสรีภาพในการสมาคมและเสรีภาพในการชุมนุมที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 6 กันยายน 

เสรีภาพในการชุมนุม

รัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม และโดยทั่วไป รัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวยกเว้นในบางกรณี  กฎอัยการศึกที่ให้อำนาจแก่ทหารในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมมีผลบังคับใช้ใน 31 จังหวัดที่อยู่ตามแนวชายแดนและในภาคใต้  พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งมีผลบังคับใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงให้อำนาจรัฐบาลในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม  

จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และพังงา ออกบทบัญญัติของตนเองว่าด้วยการห้ามแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะผู้ที่มาจากกัมพูชา พม่าและลาว ทำการชุมนุม  ในขณะที่จังหวัดสมุทรสาครห้ามการชุมนุมเกินกว่า 5 คนขึ้นไป  แต่บทบัญญัติเหล่านี้ก็ยังคงไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างเข้มงวด  นายจ้างและองค์กรนอกภาครัฐอาจขออนุญาตจากทางการให้แรงงานต่างด้าวจัดงานชุมนุมทางวัฒนธรรมได้ และถ้าการชุมนุมจัดขึ้นในสถานที่ส่วนบุคคล ก็มักไม่ต้องขออนุญาต     

ทางการไม่ได้จำกัดความเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติซึ่งจัดการชุมนุมประท้วงทางการเมืองในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ในการชุมนุมหรือประท้วงตลอดปีที่ผ่านมา แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ดู หมวด 5) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกองทัพบกยังคงดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2553 เหล่านั้นอยู่  การสืบสวนนี้เน้นที่การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมเสื้อแดงในช่วงที่รัฐบาลปฏิบัติการตอบสนอง ตลอดจนข้อหาการก่อการร้าย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ วางเพลิง ปล้นสะดมภ์ และข้อหาอื่น ๆ ต่อสมาชิก นปช. และผู้เข้าร่วมชุมนุมประท้วง  เมื่อถึงปลายปี มีคดีประมาณ 36 คดีที่มีการพิพากษาโทษ และในจำนวนนี้ มี 10 คดีที่คำพิพากษายังมีผลบังคับอยู่หลังการประกาศพระราชทานอภัยโทษเมื่อเดือนธันวาคม (ดู หมวด 1.ง. เรื่อง การอภัยโทษ)

เสรีภาพในการจัดตั้งสมาคม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีเสรีภาพในการจัดตั้งสมาคมโดยเฉพาะ แม้จะมีข้อยกเว้นเพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ รักษาความสงบเรียบร้อยหรือปกป้องศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือป้องกันการผูกขาดทางเศรษฐกิจ”  
 
กฎหมายห้ามการจดทะเบียนพรรคการเมืองในชื่อเดียวกันหรือใช้สัญลักษณ์เดียวกันกับพรรคการเมืองที่ถูกยุบ

ค.  เสรีภาพในการนับถือศาสนา

เชิญอ่าน รายงานว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.state.gov/j/drl/irf/rpt

ง.  เสรีภาพในการเดินทาง บุคคลพลัดถิ่นภายในประเทศ การคุ้มครองผู้ลี้ภัยและบุคคลไร้สัญชาติ

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพประชาชนในการเดินทางภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศ การโยกย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ และการเดินทางกลับประเทศ  โดยทั่วไป ในทางปฏิบัติ รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว แต่ก็มีข้อยกเว้นในกรณีเพื่อ “การรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือสวัสดิการสาธารณะ การวางผังเมืองและการวางผังประเทศ หรือสวัสดิภาพของเยาวชน” โดยทั่วไป รัฐบาลให้ความร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติและองค์กรด้านมนุษยธรรมในการคุ้มครองและช่วยเหลือบุคคลพลัดถิ่นภายในประเทศ ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงที่พักพิง บุคคลไร้สัญชาติและบุคคลที่น่าห่วงใยอื่นๆ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ  ความร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติในการคุ้มครองบุคคลบางกลุ่มยังคงไม่มีดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการจำกัดความสามารถของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติในการให้ความคุ้มครองบุคคลทุกสัญชาติ  ทางการยังคงปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่พักอาศัยอยู่นอกค่ายตามแนวชายแดนที่ทางการกำหนดดุจเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายซึ่งจะถูกจับกุมและกักขังได้  ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลจัดกฎระเบียบขั้นตอนการขอประกันตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่ถูกกักกัน และเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ทางการได้ปล่อยตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่ถูกกักกัน 96 คน   

การเดินทางภายในประเทศ – รัฐบาลจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของชาวเขาและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่ได้รับบัตรประจำตัวซึ่งรัฐบาลออกให้  ผู้ถือบัตรเหล่านี้มักถูกห้ามเดินทางออกนอกอำเภอที่อาศัยอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากนายอำเภอ และต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดหากจะเดินทางออกนอกจังหวัด  ผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับและต้องโทษจำคุก 45-60 วัน  ส่วนผู้ที่ไม่มีบัตรไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเลย  องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ตำรวจตามจุดตรวจในประเทศมักเรียกเงินสินบนเป็นการตอบแทนกับการอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติเดินทางจากอำเภอหนึ่งไปยังอีกอำเภอหนึ่ง  

ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยเก้าแห่งบริเวณชายแดนติดกับประเทศพม่าไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางและ ตามกฎหมาย ต้องถูกจำกัดบริเวณอยู่เพียงในค่ายผู้ลี้ภัยเท่านั้น  หากถูกจับนอกเขตค่ายผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ผู้ลี้ภัยจะถูกปรับ กักกันตัว ถอนทะเบียนและเนรเทศกลับประเทศ

แรงงานต่างด้าวที่ได้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติและมีหนังสือเดินทางสามารถเดินทางได้ทั่วประเทศ  ส่วนผู้ที่มีแค่ใบอนุญาตทํางานไม่สามารถเดินทางออกนอกจังหวัดที่ตนทำงานอยู่ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต 

บุคคลไร้สัญชาติอื่นๆ ที่อาศัยในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน เช่น ชาวไทยใหญ่และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวเขาจำนวนหลายพันคนต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นถ้าต้องการเดินทางภายในประเทศ
 
การเดินทางไปต่างประเทศ - บุคคลไร้สัญชาติอื่นๆ ที่อาศัยในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน เช่น ชาวไทยใหญ่และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวเขาจำนวนหลายพันคน ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเช่นกัน ถ้าต้องการเดินทางไปต่างประเทศ

ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ 

อุทกภัยที่รุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ทำให้ธุรกิจประมาณ 18,000 แห่งต้องปิดกิจการชั่วคราว และประชาชนประมาณ 650,000 คน ใน 19 จังหวัดต้องละทิ้งที่อยู่  รัฐบาลได้จัดที่พักพิงชั่วคราวให้ในวัด มหาวิทยาลัย และสนามกีฬา สำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ รวมทั้งจัดหาที่อยู่ อาหาร และบริการทางการแพทย์

รัฐบาลได้ให้บริการบรรเทาทุกข์จากน้ำท่วมให้แก่ แรงงานพม่า กัมพูชา และลาว และไม่มีการปฏิเสธให้ความช่วยเหลือบุคคลใดเนื่องจากสถานภาพ  หน่วยงานบรรเทาทุกข์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการขอรับความช่วยเหลือแม้ว่าการขาดแคลนล่ามจะเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง  รัฐบาลประกาศว่า จะไม่เนรเทศแรงงานต่างด้าวที่ประสบภัยน้ำท่วมที่พบนอกเขตที่ได้รับอนุญาต  อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในเขตแม่สอดได้จับกุมและส่งตัวแรงงานต่างชาติที่ไม่มีหนังสือเดินทางกลับประเทศ  นอกจากนี้ มีรายงานว่า แรงงานบางคนเข้ามอบตัวเพื่อขอรับความช่วยเหลือส่งกลับประเทศ  คนงานพม่าจำนวนมากเลือกที่จะกลับประเทศ  ทางการประเมินว่า มีชาวพม่าประมาณ 50,000 – 100,000 คน เดินทางกลับพม่าทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝั่งชายแดนที่อำเภอแม่สอดเรียกเงินสินบนจากแรงงานอพยพ  นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังรายงานว่า แรงงานต่างด้าวที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ชายแดนไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างพอเพียง

ไม่มีสถิติของทางการ แต่แหล่งข้อมูลหลายแห่งสังเกตว่า มีประชาชนจำนวนมากอพยพออกจากพื้นที่ที่มีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ดู หมวด 1.ช. เรื่องการใช้อำนาจในทางมิชอบอื่นๆ ในการจัดการปัญหาขัดแย้ง)  ข้อมูลทะเบียนราษฎร์อย่างเป็นทางการแสดงว่า ประชากรในจังหวัดยะลาและปัตตานีมีจำนวนลดลงเล็กน้อยระหว่างปี พ.ศ. 2547 และ 2553 แต่มีประชาการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในจังหวัดนราธิวาส

การคุ้มครองผู้ลี้ภัย

ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยพ.ศ. 2494 หรือพิธีสาร พ.ศ. 2510 ของอนุสัญญาดังกล่าว  อย่างไรก็ดี หน่วยงานภาครัฐยังคงให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ให้ความคุ้มครองในระดับหนึ่งแก่ผู้ลี้ภัยโดยไม่ผลักดันหรือส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศ และอนุญาตให้ผู้ที่หนีการสู้รบในประเทศเพื่อนบ้านข้ามพรมแดนมาพักในไทยได้จนกว่าการสู้รบจะยุติ  นอกจากนี้ ผู้ลี้ภัยที่ไม่ใช่ชาวพม่าที่ได้รับการรับรองสถานภาพจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติรวมทั้งผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้งและอาศัยอยู่ในค่ายอพยพของทางการได้รับอนุญาตให้โยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม

การเข้าพักค่ายพักพิง-  กฎหมายไม่มีการให้สถานะผู้แสวงที่พักพิงและผู้ลี้ภัย  ผู้แสวงที่พักพิงและผู้ลี้ภัยที่ไม่ใช่ชาวพม่าที่อาศัยอยู่ภายนอกค่ายผู้ลี้ภัยของทางการถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย  ถ้าคนเหล่านี้ถูกจับตัวได้ จะถูกนำไปกักกันที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  (ดู หมวด 1.ค.)

รัฐบาลยังคงพิจารณาผลของโครงการนำร่องการคัดกรองผู้แสวงที่พักพิงชาวพม่าโดยคณะกรรมการพิจารณาสถานะภาพผู้หนีภัยการสู้รบประจำจังหวัดที่รัฐบาลจัดตั้ง และเมื่อถึงสิ้นปี ก็ยังไม่มีการขยายกระบวนการนำร่องในการคัดกรองนี้ไปใช้ในค่ายอพยพที่เหลืออีก 5 แห่ง  มีชาวพม่าประมาณ 60,000 คนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาสถานะภาพผู้หนีภัยการสู้รบประจำจังหวัดหยุดดำเนินงานไป

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติถูกจำกัดการให้ความคุ้มครองแก่ชาวม้งและชาวพม่ารวมทั้งชาวเกาหลีเหนือซึ่งอาศัยอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัยของทางการ  อย่างไรก็ดี สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติยังคงสามารถเข้าสัมภาษณ์ผู้แสวงที่พักพิงที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพฯ และสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิได้เพื่อพิจารณาสถานภาพและสอดส่องดูแลผู้แสวงที่พักพิงที่เพิ่งมาถึง  หลายประเทศที่รับผู้แสวงที่พักพิงไปตั้งหลักแหล่งในประเทศของตนได้รับอนุญาตให้ดำเนินขั้นตอนต่างๆ ที่ศูนย์กักกันฯ ได้  ส่วนองค์กรนอกภาครัฐก็ได้รับอนุญาตให้จัดให้บริการทางสุขภาพ อาหาร และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่นๆ ด้วย

ในเดือนสิงหาคม สื่อมวลชนรายงานว่า ทางการได้จับกุมชายชาวจีนมุสลิมอุยเกอร์ ข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายและได้ส่งตัวให้แก่ทางการจีนทันที  สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติไม่สามารถสัมภาษณ์ชายผู้นั้นก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวกลับประเทศได้ว่า เขาต้องการแสวงหาที่พักพิงหรือไม่

รัฐบาลยังคงอนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติสอดส่องการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงที่พักพิงชาวพม่ากว่า 144,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยเก้าแห่งบริเวณชายแดนไทยที่ติดกับพม่า แต่ห้ามสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ ให้ความช่วยเหลือใดๆ ในค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้  องค์กรนอกภาครัฐซึ่งได้รับเงินทุนจากประชาคมระหว่างประเทศให้ความช่วยเหลือปัจจัยพื้นฐานด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย เช่น อาหาร การศึกษา ที่พักพิง น้ำ บริการสุขอนามัย และบริการอื่นๆ  เจ้าหน้าที่ทางการได้ออกบัตรประจำตัวแก่ผู้ลี้ภัยในค่ายที่ขึ้นทะเบียนแล้ว  นอกค่ายผู้ลี้ภัยของทางการ เจ้าหน้าที่ทางการจะไม่แยกความแตกต่างระหว่างชาวพม่าที่แสวงที่พักพิงกับพม่าที่เข้าเมืองโดยไม่มีเอกสาร โดยพิจารณาว่า ทุกคนเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย  โดยทั่วไป ผู้ที่ถูกจับจะถูกทางการนำไปส่งที่ชายแดนและส่งกลับประเทศ

รัฐบาลยังคงอำนวยความสะดวกในการโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามของผู้ลี้ภัยในค่าย โดยในปีที่ผ่านมา มีชาวพม่าจากค่ายลี้ภัยย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามจำนวน 9,262 คน  ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายพักพิงตามชายแดนทั้งเก้าแห่งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางการไม่มีสิทธิ์โยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม  เมื่อผู้ลี้ภัยที่ขึ้นทะเบียนได้โยกย้ายไปอยู่ประเทศที่สามแล้ว ญาติพี่น้องที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหลายร้อยคนก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่มีวี่แววว่าจะได้พบหน้ากันอีก  นอกจากนี้ ผู้ที่มีวีซ่าผู้ลี้ภัยที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลต่างชาติ และผู้ที่มีวีซ่าพบญาติของผู้แสวงหาที่พักพิงก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกประเทศไทย  แม้ว่ารัฐบาลจะตกลงโดยหลักการที่จะขึ้นทะเบียนญาติพี่น้องผู้ลี้ภัยโดยผ่านคณะกรรมการพิเศษพิจารณาสถานะภาพผู้หนีภัยการสู้รบประจำจังหวัด แต่เมื่อถึงสิ้นปี ก็ไม่มีการเริ่มดำเนินการพิจารณาสถานะภาพผู้หนีภัยการสู้รบประจำจังหวัดแต่อย่างใด 

การไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปสู่อันตราย -  ในทางปฏิบัติ รัฐให้ความคุ้มครองในระดับหนึ่งแก่ผู้ลี้ภัยโดยไม่ผลักดันหรือส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศหากชีวิตหรือเสรีภาพของคนเหล่านี้จะถูกคุกคามอันเนื่องมาจากเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สถานภาพการเป็นสมาชิกของกลุ่มสังคมหรือทัศนคติทางการเมือง และในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้แสวงที่พักพิงจำนวนหลายพันคนได้เข้าประเทศและค่ายลี้ภัย  ทว่า องค์กรนอกภาครัฐประเมินว่า มีผู้แสวงหาที่พักพิงชาวพม่าจำนวนหลายพันคนซึ่งส่วนใหญ่หลบหนีการสู้รบที่ชายแดนถูกหน่วยทหารที่ชายแดนส่งตัวกลับพม่าก่อนที่จะเดินทางถึงค่ายผู้ลี้ภัย   

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ถึงช่วงต้นปี พ.ศ. 2554 ชาวกะเหรี่ยงและชาวพม่ากลุ่มอื่นๆ ประมาณ 30,000 คน ได้เดินทางเข้าไทยทางอำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ อำเภอท่าสองยาง และด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อหลบหนีการสู้รบระหว่างกองทัพกะเหรี่ยงพุทธซึ่งมักเข้าพวกกับกองทัพของชนกลุ่มน้อยอื่นๆ กับกองทัพพม่า  ในขณะที่การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป ประชาชนที่หลบหนีออกมาได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในไทยได้ตามสถานที่ที่ทางการกำหนดไว้นอกค่ายผู้ลี้ภัย  สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์กรนอกภาครัฐ และองค์กรชุมชนสามารถจัดหาอาหาร น้ำ ที่พัก บริการด้านสุขภาพและสุขอนามัยให้แก่คนส่วนใหญ่  เมื่อการสู้รบยุติลง กองทัพไทยอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศแก่ชาวพม่าพลัดถิ่น โดยให้สัญญาว่าคนเหล่านี้สามารถเดินทางกลับเข้าไทยได้ถ้าเกิดการสู้รบขึ้นอีก  องค์กรนอกภาครัฐบางแห่งรายงานว่า กองทัพไทยบังคับชาวพม่าให้เดินทางกลับประเทศก่อนสถานการณ์จะปลอดภัย เมื่อต้นปี ชาวพม่ากลุ่มนี้ประมาณ 6,000 คนยังคงอยู่ในประเทศไทย ในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม มีชุมชนชาวพม่าจำนวนหลายร้อยคนหลบซ่อนอยู่กับญาติตามชายแดนฝั่งไทย  องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ยังคงมีการต่อสู้ในหลายจุดตามชายแดนฝั่งพม่าจนถึงกลางปี 

เมื่อเดือนมกราคม มีรายงานว่า กองทัพเรือได้สกัดเรือสามลำที่มีชาวโรฮิงญา (ชาวมุสลิมไร้สัญชาติที่อาศัยทางตะวันตกของพม่า) โดยสารมา  ทางการไทยได้ควบคุมเรือลำแรกพร้อมผู้โดยสาร 91 คน และผู้โดยสารกลุ่มนี้ กล่าวว่า ทางการได้ลากเรือพวกเขาออกทะเลและปล่อยให้ลอยไป  เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ทางการอินเดียได้ช่วยเรือลำนี้นอกชายฝั่งเกาะ Nicobar  มีรายงานว่า ผู้โดยสารจำนวนหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากมีภาวะขาดน้ำและอยู่กลางแจ้งนานเกินไป  ทางการไทยได้ส่งตัวผู้โดยสารจำนวน 135 คนจากเรืออีก 2 ลำให้อยู่ภายใต้ความควบคุมของฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง ในจำนวนนี้มี 14 คนเป็นผู้เยาว์  กรมประชาสงเคราะห์ได้นำผู้เยาว์ 9 คนเข้ามาดูแลให้ที่พักพิงขณะที่ติดต่อผู้ปกครองของพวกเขา  ส่วนผู้โดยสารที่เหลือถูกกักตัวที่ศูนย์กักกันในภาคใต้ของประเทศไทย  สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติและองค์กรนอกภาครัฐสามารถเข้าเยี่ยมพวกเขาได้  ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม มีรายงานว่า ทางการได้พบเรืออีกห้าถึงเจ็ดลำ อยู่กลางทะเล ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และปล่อยให้พวกเขาเดินทางต่อไป  นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ทางการได้จับเรืออื่นๆ อีก ซึ่งมีชาวโรฮิงญาและชาวบังคลาเทศจำนวน  221 คนในเขตหรือใกล้เขตน่านน้ำไทย โดยจับผู้ย้ายถิ่นกลุ่มนี้และนำไปปล่อยที่ชายแดนพม่า

ทางการยังคงกักตัวชาวโรฮิงญา 44 คนที่จับได้จากการสกัดเรือเมื่อปี พ.ศ. 2552  ในช่วงปี พ.ศ. 2554 มีรายงานว่า ผู้ถูกกักกันสามคนจากกลุ่มที่ถูกจับเมื่อปี พ.ศ. 2552 เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขัง โดยสองคนเป็นผู้เยาว์  สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติและองค์กรนอกภาครัฐได้เข้าเยี่ยมผู้ถูกกักกันจากปีที่ผ่านๆ มา ในช่วงปีที่แล้ว ทางการได้ปล่อยตัวชาวโรฮิงญาที่ถูกคุมขังทั้งหมดที่ชายแดนติดกับประเทศพม่า  และเมื่อถึงสิ้นปี ก็ไม่มีรายงานว่า มีชาวโรฮิงญาถูกกักตัวอยู่ที่ใดในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม รัฐบาลได้ส่งตัวนาย ข่า หยาง ชาวม้งลาว ผ่านช่องทางอย่างไม่เป็นทางการกลับประเทศลาว  จนถึงสิ้นปี นายข่าก็ยังถูกควบคุมตัวในลาว  ทางการได้บังคับให้เขากลับไปลาวในปี พ.ศ. 2552 โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม 158 คนที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติรับรองว่าเป็นผู้ลี้ภัยชาวม้ง แต่ต่อมา เขาได้กลับมาประเทศไทยอีก 

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยังคงจับกุมและกักขังผู้แสวงที่พักพิงและผู้ลี้ภัยในกรุงเทพซึ่งมีผู้หญิงและเด็กด้วย  เมื่อถึงสิ้นปี มีรายงานว่า มีผู้ถูกคุมขังอยู่ 96 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวศรีลังกาและเวียดนาม ข้อตกลงประกันตัวเมื่อปี พ.ศ. 2554 ระหว่างตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกับองค์กรนอกภาครัฐของไทยหลายแห่งทำให้มีการปล่อยตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงที่พักพิงจำนวนมากเป็นครั้งแรกจากการที่ถูกคุมขังอย่างไม่มีกำหนดหลังได้รับการประกันตัว  เมื่อถึงสิ้นปี ทางการได้ปล่อยตัวผู้ลี้ภัย 157 คน และผู้แสวงที่พักพิงสี่คน

การกระทำทารุณต่อผู้ลี้ภัย - เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายหยาง เฉ่า หนึ่งในกลุ่มชาวม้งลาวที่กลับไทยและถูกส่งกลับลาวใกล้จังหวัดหนองคายของไทยได้จมน้ำเสียชีวิตในแม่น้ำโขง  แม้จะไม่มีหลักฐาน แต่ชาวม้งที่อยู่ต่างประเทศกล่าวหาว่า ทางการไทยได้ทุบตีนายหยาง และไม่มีรายงานว่า มีการสืบสวนเรื่องนี้
 
การจ้างงาน - กฎหมายห้ามผู้ลี้ภัยทำงานในประเทศได้  ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่พักอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่ทางการจัดให้ถูกห้ามทำงานนอกค่าย

รัฐบาลได้อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารประจำตัวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านสามประเทศคือ พม่า กัมพูชาและลาว สามารถทำงานบางประเภทได้อย่างถูกกฎหมายถ้าขึ้นทะเบียนกับทางการ และเริ่มขั้นตอนในการขอเอกสารที่ระบุสถานภาพของตน (ดูหมวด 7.ง.)
 
การเข้าถึงบริการพื้นฐาน – ประชาคมนานาชาติให้การบริการขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัยที่อาศัยภายในค่ายพักพิงระบบปิด  

ระบบการส่งตัวทางการแพทย์ที่ซับซ้อนทำให้ผู้ลี้ภัยมีปัญหาในการขอรับการรักษาพยาบาลที่จำเป็นบางประการ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม องค์การแพทย์ไร้พรมแดนซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐที่ให้บริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานแก่ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารหลายพันคนตลอดจนประชากรที่อ่อนแอที่อาศัยอยู่นอกค่ายอพยพ ได้ประกาศถอนตัวจากประเทศไทยหลังจากดำเนินการมา 36 ปีโดยอ้างว่า ถูกรัฐบาลแทรกแซง และองค์การฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้บริการด้านการแพทย์อีกต่อไป

เด็กผู้ลี้ภัยโดยทั่วไปไม่อาจเข้ารับการศึกษาในระบบการศึกษาของไทยได้  องค์กรนอกภาครัฐหลายแห่งได้จัดการศึกษาให้ โดยประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษา
 
การคุ้มครองชั่วคราว - ตลอดปีที่ผ่านมา มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งหนีการสู้รบในรัฐไทยใหญ่ของพม่า และข้ามเข้าประเทศไทย ไม่มีรายงานว่า คนกลุ่มนี้ถูกรัฐบาลไทยบังคับกลับพม่า แม้ว่าผู้มีเชื้อชาติไทยใหญ่จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าค่ายอพยพ ขอสถานภาพผู้ลี้ภัยหรือขอโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม

บุคคลไร้สัญชาติ

ตั้งแต่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติและพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรเมื่อปี พ.ศ. 2551 รัฐบาลได้ดำเนินการคืบหน้ามากพอสมควรในการระบุตัวบุคคลไร้สัญชาติ จัดหาเอกสารเพื่อแก้ปัญหาการไร้สัญชาติ และเปิดทางให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานสามารถขอความเป็นพลเมืองได้  มีรายงานว่า รัฐบาลได้ประเมินว่า มีบุคคลราว 550,000 คนในประเทศไทยที่อาจถือว่าเป็นบุคคลไร้สัญชาติซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคเหนือโดยจำนวนมากเป็นชาวเขา  นอกนั้นเป็นชาวพม่าที่เข้าเมืองมาโดยไม่มีหลักฐานแสดงสัญชาติ ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางการ ชนกลุ่มน้อยที่ไม่เคยมีเอกสาร และบุคคลพลัดถิ่น (ผู้ลี้ภัย) ที่อาศัยอยู่ในค่ายอพยพตามชายแดน  คนกลุ่มนี้จำนวนมากอาจมีสิทธิขอความเป็นพลเมืองไทยตามกฎหมายฉบับนี้ หากพวกเขายื่นเรื่องร้องขอ

การได้สัญชาติไม่ได้เป็นไปโดยอัตโนมัติจากการเกิดในประเทศ  ตามกฎหมาย การได้สัญชาติต้องเป็นการกำเนิดจากบิดาหรือมารดาหรือทั้งบิดาและมารดาที่เป็นคนไทย การสมรสกับชายไทย หรือการแปลงสัญชาติเป็นไทย  นอกจากนี้ บุคคลอาจได้สัญชาติตามหลักเกณฑ์พิเศษซึ่งรัฐบาลกำหนดขึ้น และดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทยและอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี หรือภายใต้พระราชบัญญัติสัญชาติ (ดูหมวด 6 เรื่อง “เด็ก” ประกอบด้วย)  กฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับสัญชาติที่ซับซ้อนและเนื้อหาบางส่วนที่ไม่ชัดเจนภายในและระหว่างกฎระเบียบเหล่านี้ยังคงทำให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่สม่ำเสมอ

กฎหมายกำหนดว่า เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศจะได้รับใบเกิดจากทางการ ไม่ว่าบิดามารดาจะมีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร  ในทางปฏิบัติแล้ว บิดามารดาหลายคนไม่ขอสูติบัตรให้แก่บุตรตนเพราะขั้นตอนยุ่งยากและต้องเดินทางจากพื้นที่ห่างไกลเข้าไปที่ว่าการอำเภอ ตลอดจนการไม่ยอมรับความสำคัญของเอกสารนี้  มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบางคนเรียกเก็บเงินการทำสูติบัตร ทั้งๆ ที่การออกสูติบัตรจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ  ในช่วงปีที่ผ่านมา ทางการได้ดำเนินการออกสูติบัตรให้ที่ค่ายอพยพอย่างเต็มรูปแบบ และเมื่อถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ทางการได้ออกสูติบัตรกว่า 1,700 ใบให้กับเด็กแรกเกิด  ในค่ายอพยพบางแห่ง ทางการออกสูติบัตรให้เฉพาะเด็กที่เกิดจากผู้ลี้ภัยที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น

ตามกฎหมาย เนื่องจากชาวเขาผู้ไร้สัญชาติถือว่าไม่ได้เป็นพลเมืองของประเทศ จึงไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งหรือเป็นเจ้าของที่ดิน และถูกจำกัดการเดินทาง  กฎหมายยังห้ามบุคคลไร้สัญชาติประกอบอาชีพบางประเภทที่สงวนไว้สำหรับบุคคลสัญชาติไทย เช่น อาชีพเกษตรกรรม แม้ว่าในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ทางการจะอนุญาตให้ชาวเขาทำการเกษตรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเลี้ยงชีพ  บุคคลไร้สัญชาติประสบความยากลำบากในการขอกู้เงินและการเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐ เช่น การศึกษาหรือการรักษาพยาบาล  ชาวเขาผู้ไร้สัญชาติจำนวนมากมีสภาพความเป็นอยู่ยากจน  เนื่องจากไม่มีสถานภาพที่ถูกต้องตามกฎหมาย บุคคลไร้สัญชาติจึงมักถูกกระทำโดยมิชอบในรูปแบบต่างๆ 

หมวดที่ 3 การเคารพสิทธิทางการเมือง: สิทธิของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

รัฐธรรมนูญให้สิทธิพลเมืองในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างสันติผ่านการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเป็นระยะๆ มีความเสรีและเป็นธรรมบนพื้นฐานของสิทธิในการเลือกตั้งที่เป็นสากลและถือเป็นหน้าที่  รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน และสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 77 คนจากจำนวนทั้งหมด 150 คน  ส่วน ส.ว. ที่เหลือ 73 คนจะมาจากการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วยบุคลากรจากหน่วยงานตุลาการและหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ซึ่งได้มีการแต่งตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 เมษายน 

การเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมทางการเมือง

การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมา - โดยทั่วไป การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมถือว่าเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียงอย่างกว้างขวาง มีการกระทำผิดขั้นตอนการเลือกตั้งเล็กๆ น้อยๆ และมีรายงานที่กระจัดกระจายและไม่ได้รับการยืนยันว่า มีการคุกคามข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่ทหารและข้าราชการท้องถิ่น  คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายงานว่าได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง 590 เรื่อง  จากคำร้องเรียนทั้งหมดนี้ กกต. ได้ดำเนินการสอบสวนแล้วเสร็จไป 201 เรื่อง ยกคำร้อง 194 เรื่อง เลือกตั้งซ่อมสองเขต และมีห้าคดีที่พิจารณาว่าทุจริตและได้ส่งฟ้องไปยังศาลฏีกา และมีเรื่องร้องเรียน 238 เรื่องถูก กกต. ยกฟ้อง หรือผู้ร้องเรียนขอถอนเรื่องโดยไม่มีการสอบสวน  ส่วนเรื่องร้องเรียนที่เหลือยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน เมื่อถึงสิ้นปี
 
ในช่วงปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ต้องนับคะแนนใหม่หนึ่งครั้งในการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่จังหวัดยะลา

มีรายงานเกิดเหตุความรุนแรงอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งหลายครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา (ดู หมวด 1.ก. ประกอบด้วย) โดยมีอย่างน้อยห้ารายได้รับบาดเจ็บจากการทำร้ายที่สงสัยว่าอาจมีสาเหตุทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการระเบิดรถยนต์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ทำให้นายอานนท์ เจริญสุข นักการเมืองท้องถิ่นและหัวคะแนนของพรรคกิจสังคม ได้รับการบาดเจ็บ และ การยิง นายประชา ประสพดี อดีต สส. พรรคเพื่อไทยจากสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม  เมื่อถึงปลายปี ทางการยังไม่ได้แจ้งข้อหาผู้ใดในคดีแรก แต่แจ้งข้อหาผู้ต้องสงสัยสี่คน ในคดีหลัง  ในช่วงปีที่ผ่านมา มีคดีที่เกี่ยวกับนักการเมืองลักษณะดังกล่าวอีกสิบกว่าคดี แต่ไม่ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

การมีส่วนร่วมของสตรีและชนกลุ่มน้อย -  รัฐธรรมนูญสนับสนุนให้พรรคการเมือง “มีสมาชิกพรรคที่เป็นหญิงและชายในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน”  ผู้หญิงมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการเลือกตั้ง   ปรากฎการณ์ยกเว้นที่สำคัญคือ การเลือกนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยในช่วงปีที่ผ่านมา  จากผลการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกที่เป็นผู้หญิง 81 คนจากสมาชิกทั้งหมด 500 คน ซึ่งขณะนั้นวุฒิสภามีสมาชิกที่เป็นผู้หญิง 25 คนจากสมาชิกทั้งหมด 150 คน  ส.ว.หญิงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาหกคณะจากทั้งหมด 22 คณะ แต่ไม่มีสตรีเป็นประธานคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎร  คณะรัฐมนตรี 36 คนประกอบด้วยรัฐมนตรีหญิงสามคน 

มีสมาชิกจากชนกลุ่มน้อยไม่กี่คนที่มีตำแหน่งสูงทางการเมืองระดับประเทศ  ชาวมุสลิมจากภาคใต้ดำรงตำแหน่งสำคัญที่มาจากการเลือกตั้งในระดับประเทศ แม้ว่ายังมีชาวมุสลิมจำนวนน้อยกว่าที่ควรที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัดซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง  ในรัฐสภา มีสมาชิกที่นับถือศาสนาอิสลาม 30 คนและนับถือศาสนาคริสต์เจ็ดคน

หมวดที่ 4 การทุจริตในวงราชการและความโปร่งใสของรัฐบาล

กฎหมายกำหนดโทษทางอาญาสำหรับการทุจริตในวงราชการ  การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวของรัฐบาลยังอ่อนแอ และในบางครั้ง ข้าราชการก็เกี่ยวข้องในการทุจริตโดยไม่ต้องรับโทษ

การทุจริตยังคงมีอยู่ในวงกว้างในวงการตำรวจ  มีหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกตั้งข้อหาลักพาตัว ล่วงละเมิดทางเพศ ลักทรัพย์ และกระทำผิดทางวินัย  นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทรมาน ซ้อม และละเมิดสิทธิผู้ถูกคุมขังและนักโทษ โดยไม่มีโทษผิด ในช่วงปีที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกจับกุมในข้อหาค้ายาเสพติด ถูกพิพากษาลงโทษในข้อหากรรโชกทรพย์ และถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา อาทิเช่น เจ้าหน้าที่สี่นายกลุ่มหนึ่งถูกต้อสงสัยว่าคบคิดกันก่อคดีฆาตกรรม และเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบตัดไม้เถื่อน 

เมื่อถึงปลายปี หมายจับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งออกเมื่อ พ.ศ. 2552 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ และ คดีที่ พ.ต.ท. ทักษิณถูกยื่นฟ้องเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้ให้พม่าโดยธนาคารของรัฐบาลยังคงค้างคาอยู่ที่ศาลฎีกา  พ.ต.ท. ทักษิณยังคงพำนักอยู่ในต่างประเทศ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดยังคงสอบสวนคดีทุจริตกระทำโดยสมาชิกคณะรัฐบาลที่นำโดยทักษิณ ชินวัตร จาก พ.ศ. 2544 – 2549  ผลการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดทำให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องพิจารณาคดีจำนวนมาก  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยังส่งฟ้องศาลอีกหลายคดี และรายงานว่ามีคดีจำนวน 9,555 คดีที่รอการสอบสวนอยู่ในเดือนธันวาคม ในช่วง 12 เดือนก่อนวันที่ 1 ตุลาคม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้รับเรื่องร้องเรียน 3,092 เรื่อง ในจำนวนนี้ พิจารณาเสร็จ 2,040 คดี โดยในจำนวนนี้ 186 คดีต้องดำเนินการขั้นต่อไป เช่น การลงโทษทางวินัย การถอดถอน  รวมถึงการส่งต่อคดีไปยังศาล สำนักงานอัยการสูงสุด หรือคณะกรรมการร่วมระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุด

ในเดือนสิงหาคม สำนักงานอัยการสูงสุดตัดสินไม่สั่งฟ้องอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงสามในเจ็ดคนในข้อหาผิดวินัยในคดีจัดซื้อรถดับเพลิงในปี พ.ศ. 2547 โดยอ้างว่า หลักฐานไม่เพียงพอในการสั่งฟ้อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกล่าวว่า จะดำเนินคดีกับอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการทั้งเจ็ดคนโดยไม่ผ่านอัยการสูงสุด  แต่เมื่อถึงปลายปี ทั้งเจ็ดคดียังค้างคาอยู่
 
นอกจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว หน่วยงานอื่นๆ ที่มีบทบาทในการปราบปรามการทุจริตได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ศาลฎีกา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลปกครอง และกระทรวงยุติธรรม

กฎหมายกำหนดให้ข้าราชการต้องแจ้งรายการทรัพย์สินของตน

รัฐธรรมนูญให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ ไม่มีรายงานว่า มีหน่วยราชการใดปฏิเสธคำร้องขอข้อมูลที่เปิดเผยได้อย่างถูกกฎหมายแก่ประชาชนตามคำร้อง  หากมีหน่วยราชการใดปฏิเสธคำร้องขอข้อมูลจากประชาชน ประชาชนอาจยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และผู้ร้องสามารถยื่นอุทธรณ์คำตัดสินเบื้องต้นของคณะกรรมการฯ ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้  คำร้องอาจถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน  คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการระบุว่า คำร้องทุกข์ส่วนใหญ่ได้รับการอนุมัติ  คณะกรรมการฯ ได้รับคำร้อง 587 ฉบับ และอุทธรณ์ 247 ฉบับ ในช่วงปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติว่า นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนางสาวจิตติโสภา ศิริวรรณ บุตรสาวของนางจุฑามาศ มีความผิดฐานทุจริตในคดีรับสินบนเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2553  เมื่อถึงปลายปี คดีนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนของสำนักงานอัยการสูงสุด 

หมวดที่ 5 ท่าทีของรัฐบาลต่อการสืบสวนโดยองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรเอกชนในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยทั่วไป องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศหลายประเภทสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่มีข้อจำกัดจากรัฐบาล โดยสืบสวนสอบสวนตลอดจนตีพิมพ์ผลการสืบสวนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้  อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐที่ดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหว เช่น การคัดค้านโครงการพัฒนาที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน หรือเรื่องชายแดน ต้องเผชิญกับการคุกคามเป็นระยะๆ  เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนที่ทำงานเรื่องความรุนแรงในภาคใต้มักเสี่ยงต่อการถูกคุกคามและข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ  มีองค์กรนอกภาครัฐเพียงไม่กี่รายที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ซึ่งบางครั้งก็เป็นอุปสรรคในการที่องค์กรสิทธิมนุษยชนจะหาทุนได้อย่างเพียงพอ 

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม มือปืนสังหาร นายทองนาค เสวกจินดา นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมในจังหวัดสมุทรสาคร ที่หน้าบ้านพักของเขา  นายทองนาค ต่อต้านการขนส่งและการใช้ถ่านหิน ซึ่งทำให้เกิดมลภาวะทางน้ำ อากาศและดิน  ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยเจ็ดคนซึ่งบางคนอ้างว่า บริษัทขนส่งถ่านหินในพื้นที่ได้จ้างวานพวกเขามา  เมื่อถึงสิ้นปี อัยการจังหวัดยังคงสืบสวนคดีนี้อยู่

เมื่อวันที่ 11 กันยายน คนร้ายยิงนายทัศกมล โอบอ้อม อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหวชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงเสียชีวิตที่ป่าสงวนแห่งชาติแก่งกระจาน ในอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี  กลุ่มของเขาได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์และคัดค้านที่ทางการได้ทำลายบ้านเรือนของชาวกะเหรี่ยงหลายหลัง

เมื่อวันที่ 11ตุลาคม ศาลจังหวัดเพชรบุรี ประกาศคำวินิจฉัยศาลฎีกายืนคำพิพากษาจำคุกสี่เดือน นางจินตนา แก้วขาว นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ฐานบุกรุกบริษัทที่กำลังก่อสร้างโรงงานที่ใช้ถ่านหินในพื้นที่หินกรูดและบ้านบ่อนอก จังหวัดเพชรบุรี  นางจินตนาได้รับพระราชทานอภัยโทษ เมื่อเดือนธันวาคม 

สหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ - รายงานเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมของสหประชาชาติระบุว่า ยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกี่ยวกับการที่ผู้เสนอรายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านสถานการณ์ของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนขออนุญาตเดินทางมาไทยเมื่อปี พ.ศ. 2553 

องค์กรสิทธิมนุษยชนภาครัฐ –  รัฐธรรมนุญกำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นคณะกรรมการอิสระและประกอบด้วยกรรมการเจ็ดคนซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  โดยจะมีคณะกรรมการชุดหนึ่งทำหน้าที่สรรหาและวุฒิสภาทำการคัดเลือก  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหน้าที่ทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศ  ในช่วงปีที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้รับคำร้อง 1,029 เรื่อง โดยในจำนวนนี้ 608 เรื่องควรต้องดำเนินการสืบสวน แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่และทรัพยากรมีจำนวนจำกัด จึงเป็นอุปสรรคให้การดำเนินงานไม่ก้าวหน้า  รัฐบาลตอบสนองข้อแนะนำของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยการอธิบายหรือ การดำเนินการประมาณร้อยละ 50 และปฏิบัติตามคำแนะนำงประมาณ 1 ใน 5  แม้ว่าร่างรายงานเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงเมื่อเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 มีการรั่วไหลในเดือน กรกฎาคม และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง  เมื่อถึงสิ้นปี ก็ไม่มีการออกเอกสารอย่างเป็นทางการ  รายงานรวมปีพ.ศ. 2553 และ 2554 มีกำหนดเผยแพร่ในต้นปีพ.ศ. 2555  ผู้นำประชาสังคมหลายคนให้คะแนนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดปัจจุบันต่ำมาก และอภิปรายอย่างเปิดเผยว่า ข้อบกพร่องนี้มีสาเหตุมาจากลักษณะขององค์กรหรือเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านความสามารถของคณะกรรมการกันแน่ 

สำนักผู้ตรวจการของรัฐสภาเป็นหน่วยงานอิสระและมีอำนาจพิจารณาและสอบสวนคำร้องเรียนจากประชาชน  หลังจากดำเนินการสอบสวน สำนักผู้ตรวจการของรัฐสภาอาจส่งเรื่องต่อไปศาลเพื่อพิจารณาต่อไป หรือให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการต่อไป  คำร้องทุกข์ทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบ แต่สำนักผู้ตรวจการของรัฐสภาไม่มีอำนาจบังคับให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามคำแนะนำของสำนักฯ  สำนักผู้ตรวจการของรัฐสภาจะต้องส่งรายงานการดำเนินงานประจำปีให้แก่นายกรัฐมนตรีและรัฐสภา  สำนักผู้ตรวจการของรัฐสภาได้งบประมาณประจำปีพ.ศ. 2554 เป็นเงิน 190 ล้านบาท (ประมาณ 6.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2553 ซึ่งได้ 156 ล้านบาท (5.2 ล้านเหรียญสหรัฐ)  จากเดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนกันยายน 2554 สำนักผู้ตรวจการของรัฐสภารับเรื่องร้องเรียนใหม่ 2,135 เรื่อง ยังคงดำเนินการสอบสวนเรื่องเก่า 1,123 เรื่องจากปีก่อน และการดำเนินการแก้ไขแล้ว 1,816 เรื่อง  กว่าร้อยละ 80 ของคำร้องเรียนดำเนินการเสร็จสิ้นภายในหนึ่งปี  การสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยสถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า ร้อยละ 52 ของประชาชนให้ความเชื่อถือแก่สำนักผู้ตรวจการของรัฐสภา

คณะกรรมาธิการรัฐสภาสองชุดที่มีหน้าที่ดูแลปัญหาสิทธิมนุษยชน คือ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนประจำสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภคประจำวุฒิสภา  นักสิทธิมนุษยชนเชื่อว่า โดยทั่วไปแล้วคณะกรรมาธิการเหล่านี้มีความตั้งใจดี แต่ขาดอำนาจบังคับทางกฎหมายซึ่งจะช่วยให้คณะกรรมาธิการมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง  นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการทั้งสองยังถูกมองว่า ทำงานในลักษณะตั้งรับ เข้าถึงยาก และขึ้นอยู่กับต้นสังกัดทางการเมืองของประธานคณะกรรมาธิการ

ภายหลังการสลายการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในปี พ.ศ. 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสามชุดเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงและจัดทำข้อเสนอแนะโดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรองดองแห่งชาติที่ได้รับการเสนอ  ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้ยุบคณะกรรมการชุดนี้เนื่องจากอำนาจการปกครองกำลังจะเปลี่ยนมือและก่อนที่รัฐบาลชุดที่กำลังจะลงตำแหน่งจะสามารถทำตามคำแนะนำตามรายงานได้  ส่วนคณะกรรมการชุดที่ 2 คือ สมัชชาปฏิรูประเทศซึ่งมีหน้าที่ระดมคนจากทุกภาคส่วนในสังคมมาร่วมในการปฏิรูปประเทศนั้นมีรายงานว่า ยังปฏิบัติงานอยู่ แต่ไม่ได้นำเสนอผลงานที่สำคัญใด 

คณะกรรมการชุดที่ 3 คือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งตั้งขึ้นเป็นคณะกรรมการอิสระและนำโดยนายคณิต ณ นคร นั้น ยังคงได้รับการสนับสนุนและทรัพยากรจากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ในการระบุหาสาเหตุ บันทึกข้อเท็จจริง กำหนดหนทางแก้ไขที่เหมาะสม และแนะนำขั้นตอนการป้องกันการเกิดการชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ขึ้นอีก  รายงานเมื่อวันที่ 27 เมษายนของคณะกรรมการฯ ได้ให้ข้อสังเกตว่า คณะกรรมการฯ ขาดอำนาจและความสามารถในการคุ้มครองพยาน และความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการประสบ “อุปสรรค” เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้จัดตั้งและให้การสนับสนุนทางการเงิน (ดู หมวด 1. ก.) 

หมวดที่ 6 การเลือกปฏิบัติ การกระทำโดยมิชอบในสังคมและการค้ามนุษย์

รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ศาสนา ความพิการ ภาษา หรือสถานภาพทางสังคม  ทว่า ในทางปฏิบัติแล้ว ยังมีการเลือกปฏิบัติอยู่บ้าง ทั้งการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียมกันนี้ยังขาดความสม่ำเสมอด้วย

สตรี

การข่มขืนและความรุนแรงในครัวเรือน - การข่มขืนกระทำชำเราถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้ว่ารัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผลเสมอไป กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับสามีที่ข่มขืนภรรยาของตน และมีการดำเนินคดีประเภทนี้  ในช่วงปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ได้รับแจ้งความคดีข่มขืน 3,537 คดีซึ่งมีหนึ่งคดีที่เหยื่อถูกฆ่าตาย  ตำรวจได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 1,542 คดีจากคดีทั้งหมดที่ได้รับแจ้งรวมถึงคดีที่เหยื่อเสียชีวิต  กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า มีสตรีอายุเกิน 18 ปี 12,554 คน (ร้อยละ 74 เป็นสตรีอายุระหว่าง 25 – 45 ปี) ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ขอความช่วยเหลือจาก “ศูนยพึ่งไดชวยเหลือเด็กและสตรีในภาวะวิกฤตจากความรุนแรง” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ศูนย์พึ่งได้” ของกระทรวงสาธารณสุข  ในจำนวนเหยื่อเหล่านี้ ร้อยละ 75 รายงานว่า ถูกกระทำทารุณทางกาย และร้อยละ 15 รายงานว่า ถูกล่วงละเมิดทางเพศ    

กฎหมายกำหนดบทลงโทษหลายระดับสำหรับคดีข่มขืนหรือการทำร้ายทางเพศ โดยพิจารณาจากอายุของผู้เสียหาย ระดับความรุนแรงของการกระทำ และสภาพทางร่างกายและจิตใจของผู้เสียหายหลังจากถูกทำร้าย บทลงโทษเริ่มตั้งแต่โทษจำคุกสี่ปีไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิต รวมทั้งโทษปรับ  อัตราโทษปรับขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บของเหยื่อ และโดยทั่วไป จะอยู่ระหว่าง 8,000 – 40,000 บาท (ประมาณ 267 – 1,300 เหรียญสหรัฐ)  นอกจากนี้ กฎหมายยังระบุด้วยว่า บุคคลใดที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดในคดีข่มขืนซ้ำเป็นครั้งที่สองภายในเวลาสามปีต้องได้รับโทษเพิ่มฐานกระทำความผิดอีก  สถิติทางศาลชี้ว่า ศาลได้รับคำฟ้องคดีการทำร้ายทางเพศ 1,635 คดี ได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว 530 คดี  ข้อมูลคำพิพากษาโทษไม่มีเผยแพร่ 
 
องค์กรนอกภาครัฐเชื่อว่า การข่มขืนยังคงเป็นปัญหาร้ายแรง  นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีระบุว่า มีการแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราหรือการประทุษร้ายบุคคลในครอบครัวน้อยกว่าความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเนื่องจากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่แก้ปัญหาไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียงพอ และหน่วยงานรักษากฎหมายก็ถูกมองว่าไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้  ฝ่ายตำรวจได้พยายามแก้ไขทรรศนะดังกล่าว และยังคงสนับสนุนให้สตรีแจ้งความอาชญากรรมทางเพศโดยจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงมาประจำตามสถานีตำรวจในเขตกรุงเทพมหานครและอีกสามจังหวัด

การใช้ความรุนแรงต่อสตรีในครอบครัวยังเป็นปัญหาสำคัญ  กฎหมายกำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 6,000 บาท (ประมาณ 200 เหรียญสหรัฐ) หรือโทษจำคุกสูงสุดหกเดือนสำหรับผู้กระทำผิด และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการห้ามผู้กระทำความผิดอาศัยในบ้านต่อไป หรือติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลด้วย  กฎหมายยังกำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการแจ้งความเหตุความรุนแรงในครอบครัว และการรอมชอมระหว่างผู้เสียหายและผู้กระทำความผิด  นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามสื่อรายงานคดีความรุนแรงในครอบครัวในช่วงที่คดีอยู่ในกระบวนการศาล

มีการดำเนินคดีความรุนแรงในครอบครัวบางคดี โดยเฉพาะคดีที่เหยื่อได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามบทบัญญัติว่าด้วยการทำร้ายร่างกายหรือการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น ซึ่งผู้กระทำความผิดอาจได้รับโทษที่หนักขึ้น  บ่อยครั้งที่ไม่มีการแจ้งความการใช้ความรุนแรงในครอบครัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มักไม่กระตือรือร้นที่จะติดตามคดีประเภทนี้  องค์กรนอกภาครัฐให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ  อาทิ บริการโทรศัพท์สายด่วน การจัดที่พักพิงชั่วคราว และบริการให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ของประชาชนในด้านปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อเอ็ชไอวีและโรคเอดส์  และปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับสตรี  ศูนย์วิกฤติของรัฐที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาลรัฐบางแห่ง ให้การดูแลรักษาสตรีและเด็กที่ถูกทำร้าย แม้ว่าศูนย์หลายแห่งจะประสบปัญหางบประมาณขาดแคลน  โรงพยาบาลของรัฐเหล่านี้จะส่งตัวสตรีที่ถูกทำร้ายไปองค์กรภายนอกในกรณีที่โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้   

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์รายงานว่า มีการลงบันทึกการใช้ความรุนแรงในครอบครัวทั้งสิ้น 831 กรณีทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา  เหยื่อในจำนวน 136 คดีเลือกที่จะฟ้องคดีอาญาในขณะที่เหยื่อใน 367 คดีไม่ต้องการฟ้อง และ 141 คดียังปรึกษาพิจารณาอยู่  คดีที่เหลือไม่ทราบผลการตัดสินใจ เมื่อถึงปลายปี มีคดีอาญาที่อยู่ภายใต้การสืบสวนของตำรวจหรืออัยการและการไต่สวนของศาลทั้งสิ้น 105 คดี  อัยการยกฟ้องสี่คดี  ตกลงยอมความแปดคดี พิพากษาว่าผิดจริง 12 คดี ศาลสั่งยกฟ้องห้าคดี และ มีสองคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์  ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลคำพิพากษา  ในบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดเป็นชาย 588 คน และเป็นหญิง 52 คน และเหยื่อการกระทำทารุณเป็นหญิง 604 คน และเป็นชาย 70 คน  ข้อมูลสำหรับเรื่องอื่นๆ ไม่มีเผยแพร่

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยังคงพัฒนาระบบเครือข่ายชุมชนที่ช่วยป้องกันสตรีจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ดำเนินการทั่วทุกภาคของประเทศต่อไป  โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการอบรมตัวแทนจากแต่ละชุมชนเกี่ยวกับสิทธิสตรีและการป้องกันการถูกกระทำทารุณเพื่อให้ชุมชนมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น  

การคุกคามทางเพศ – การคุกคามทางเพศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน  กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท (ประมาณ 667 เหรียญสหรัฐ) สำหรับผู้ที่ถูกศาลตัดสินว่าคุกคามทางเพศต่อผู้อื่น  ส่วนพนักงานภาคเอกชนต้องฟ้องร้องคดีอาญาหากอ้างว่าถูกคุกคามทางเพศ  บทลงโทษขึ้นอยู่กับระดับของการคุกคามทางเพศและอายุของผู้เสียหาย  การคุกคามทางเพศที่ถือว่าเป็นการกระทำอนาจารอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีและโทษปรับสูงสุด 30,000 บาท (1,000 เหรียญสหรัฐ)  นอกจากนี้ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนห้ามการคุกคามทางเพศ และกำหนดบทลงโทษไว้ห้าระดับ คือ การภาคทัณฑ์ การตัดเงินเดือน การลดเงินเดือน การสั่งพักราชการและการไล่ออก  องค์กรนอกภาครัฐอ้างว่า คำจำกัดความตามกฎหมายของคำว่า การคุกคามทางเพศมีความคลุมเครือและทำให้การดำเนินคดีประเภทนี้เป็นเรื่องลำบาก       

การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ - การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง  ทว่า แหล่งข้อมูลต่างๆ ระบุถึงขอบเขตปัญหาต่างกัน  แม้ว่าไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศเป็นการเฉพาะ แต่กฎหมายว่าด้วยการค้าประเวณี และกฎหมายว่าด้วยการค้ามนุษย์มีบทบัญญัติที่มุ่งแก้ปัญหาการท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ

สิทธิว่าด้วยการมีบุตร – คู่สามีภรรยาและบุคคลสามารถตัดสินใจได้อย่างเสรีและมีความรับผิดชอบได้ว่า จะมีบุตรกี่คน เว้นช่วงห่างระหว่างการมีบุตรแต่ละคนนานเท่าใด และจะมีบุตรเมื่อไร  และบุคคลมีข้อมูลและช่องทางที่จะทำเช่นนี้ได้โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ  ระบบสาธารณสุขที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐให้บริการและข้อมูลด้านการคุมกำเนิด การฝากครรภ์ การดูแลระหว่างการคลอดโดยเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญ และบริการด้านสูติกรรมและการดูแลเด็กหลังคลอด  สตรีมีสิทธิเท่าเทียมในการได้รับการวินิจฉัยและบำบัดรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

ข้อมูลของสำนักงานอ้างอิงทางประชากรระบุว่า ประมาณร้อยละ 77 ของสตรีและเด็กหญิงอายุระหว่าง 15-49 ปีที่แต่งงานแล้วใช้วิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่  แม้ไม่มีข้อมูลทางสถิติ แต่มีการประมาณว่า จำนวนของผู้ที่ไม่แต่งงาน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย วัยรุ่น ชนกลุ่มน้อย และแรงงานต่างด้าวที่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์คุมกำเนิดนั้นมีน้อยกว่าที่ระบุไว้  ประมาณร้อยละ 98 ของการคลอดบุตรได้รับการดูแลโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เชี่ยวชาญ และอัตราการเสี่ยงเสียชีวิตระหว่างการคลอดบุตรตลอดช่วงอายุ คือ ประมาณ 1 ใน 1,200  มีการประมาณตัวเลขว่า กว่าร้อยละ 90 ของมารดาและทารกสามารถเข้าถึงบริการฝากครรภ์และการดูแลหลังคลอด

การเลือกปฏิบัติ – โดยทั่วไป ผู้หญิงมีสถานะและสิทธิเช่นเดียวกับผู้ชาย  อย่างไรก็ดี บางครั้ง ผู้หญิงก็ประสบกับการเลือกปฏิบัติ

กฎหมายไม่ได้บังคับการห้ามเลือกปฎิบัติในการจ้างงานด้วยการพิจารณาเพศ  การเลือกปฏิบัติในการว่าจ้างยังคงมีอยู่ทั่วไป ตัวอย่างเช่น ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายที่จะถามผู้สมัครงานถึงสถานภาพครอบครัว ในระหว่างการสัมภาษณ์งาน  ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในทุกอุตสาหกรรมเหมือนผู้ชาย  ระเบียบข้อบังคับทางราชการกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าแรงและผลประโยชน์แก่ลูกจ้างที่ทำงานเหมือนกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่คำนึงว่าเป็นหญิงหรือชาย  อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ สตรียังได้รับค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชายในการทำงานที่เท่ากันในหลายภาคเศรษฐกิจ และสตรีส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่มีอัตราค่าจ้างต่ำ  สตรีสามารถเป็นเจ้าของและบริหารกิจการได้อย่างเสรี 

คู่สมรสชาวต่างชาติของผู้หญิงไทยไม่สามารถขอความเป็นพลเมืองตามสัญชาติของภรรยาได้ ซึ่งต่างจากคู่สมรสชาวต่างชาติของผู้ชายไทย
 
สถาบันการศึกษาของทหาร (ยกเว้นวิทยาลัยพยาบาล) ไม่รับสตรีเข้าศึกษา แม้ว่าสถาบันทางทหารเหล่านี้จะมีอาจารย์ที่เป็นสตรีอยู่จำนวนมาก  กรมกำลังพลทหารระบุว่า ณ เดือนธันวาคม มีผู้หญิง 58 คนดำรงยศนายพลหรือสูงกว่าในทั้งสามเหล่าทัพและในกระทรวงกลาโหม  โรงเรียนนายร้อยตำรวจเปิดรับสมัครสตรีเข้าศึกษา และในปี พ.ศ. 2555 มีการกันที่ให้สตรี 60 ที่จากจำนวนที่จะรับนักเรียนนายร้อยทั้งหมด 240 ที่  ตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนระบุว่า เมื่อสิ้นปี ร้อยละ 24 ของข้าราชการพลเรือนระดับบริหารเป็นสตรี      

สำนักงานกิจการสตรีและพัฒนาครอบครัวของรัฐบาลมีภารกิจส่งเสริมสิทธิทางกฎหมายของสตรี โดยเฉพาะผ่านการทำงานของสำนักส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย แต่ไม่ได้ดำเนินงานอย่างอิสระ สำนักงานฯ ทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐและไม่ได้มีบทบาทนำในการส่งเสริมสิทธิสตรี

เด็ก

การจดทะเบียนเกิด – การเกิดในประเทศไม่ได้ทำให้ได้รับสัญชาติโดยอัตโนมัติ  อย่างไรก็ดี เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยมีสิทธิได้รับการจดทะเบียนเกิด  ตามกฎหมาย การได้สัญชาติต้องมาจากการมีบิดาหรือมารดาเป็นคนไทย หรือทั้งบิดาและมารดาเป็นคนไทย การสมรสกับชายไทย หรือการแปลงสัญชาติเป็นไทย นอกจากนี้ บุคคลอาจได้สัญชาติตามหลักเกณฑ์พิเศษซึ่งรัฐบาลกำหนดขึ้นและดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทย โดยได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือภายใต้พระราชบัญญัติสัญชาติ  องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า บางครั้ง ชาวเขาและบุคคลไร้สัญชาติอื่นๆ ไม่ได้จดทะเบียนเกิดกับทางการ เนื่องจากขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ข้าราชการท้องถิ่นที่ไม่มีคุณธรรมและมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อุปสรรคด้านภาษา และการถูกจำกัดการเดินทาง เหล่านี้ทำให้การจดทะเบียนเกิดเป็นเรื่องลำบาก (ดูหมวดที่ 2.ง. ประกอบด้วย)
 
การศึกษา - การศึกษาเป็นสิ่งบังคับตามกฎหมาย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และเด็กทุกคนได้รับสิทธิศึกษาเป็นเวลา 15 ปี  แม้ว่านโยบายนี้ใช้บังคับกับทั้งเด็กไทยและเด็กต่างด้าว แต่ในทางปฏิบัติแล้ว บุตรของแรงงานต่างด้าวไม่สามารถเข้ารับการศึกษาได้สะดวกมากเท่าเด็กไทยเนื่องจากย้ายที่อยู่บ่อยและไม่สามารถพูดภาษาไทยได้  สถานการณ์รุนแรงในจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะการมุ่งใช้ความรุนแรงกับครูของโรงเรียนรัฐบาลทำให้โรงเรียนต้องปิดชั่วคราวและทำให้กระบวนการเรียนการสอนในจังหวัดเหล่านี้ต้องสะดุดเป็นระยะๆ  องค์กรนอกภาครัฐหลายแห่งรายงานว่า บุตรของแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเชียงใหม่และอำเภอแม่สอด ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐได้  อย่างไรก็ดี อุปสรรคด้านภาษา ระยะทางจากที่พักไปโรงเรียน และการที่เด็กๆ ต้องติดตามบิดามารดาซึ่งย้ายไปทำงานตามที่ต่างๆ ทำให้เด็กบางส่วนไปเรียนไม่ได้  นอกจากนั้น เด็กกลุ่มนี้ยังคงไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการต่างๆ ในชุมชนที่มีไว้สำหรับเด็กที่เรียนในโรงเรียนของรัฐ เช่น ศูนย์ดูแลเด็กช่วงกลางวัน นมฟรีที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และอาหารกลางวัน  แรงงานต่างด้าวที่มีเงินพอจึงมักเลือกที่จะส่งบุตรไปยังโรงเรียนเด็กเล็กหรือศูนย์ดูแลเด็กของเอกชนโดยจ่ายเงินเอง 

การการะทำทารุณเด็ก - กฎหมายมีบทบัญญัติคุ้มครองเด็กจากการถูกกระทำทารุณ และกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเราและการทอดทิ้งกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก  กฎหมายกำหนดโทษจำคุกระหว่างเจ็ดปีถึง 20 ปี และโทษปรับสูงสุด 40,000 บาท (ประมาณ 1,300 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี  ถ้าผู้เสียหายอายุระหว่าง 13-15 ปี โทษจำคุกจะอยู่ระหว่าง 4-20 ปีและโทษปรับเช่นเดียวกับข้างต้น 

กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ในปี พ.ศ. 2553 เด็ก 13,190 คนรายงานว่า ถูกกระทำมิชอบ และได้ขอความช่วยเหลือจากศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงฯ  ในบรรดาเหยื่อการกระทำมิชอบนี้ ร้อยละ 88 เป็นเด็กหญิง  ร้อยละ 68 รายงานการล่วงละเมิดทางเพศ และร้อยละ  21 รายงานการทารุณร่างกาย  เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงไม่เต็มใจสอบสวนคดีการกระทำมิชอบเหล่านี้ และระเบียบว่าด้วยวัตถุพยานก็ทำให้การดำเนินคดีกระทำมิชอบต่อเด็กยากขึ้น  มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยาน ผู้เสียหายและผู้กระทำความผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และมีกระบวนการที่อนุญาตให้เด็กให้ปากคำในคดีการกระทำมิชอบและคดีละเมิดทางเพศต่อเด็กด้วยการบันทึกเทปวีดิทัศน์เป็นการส่วนตัว โดยมีนักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือนักสังคมสงเคราะห์ร่วมฟังอยู่ด้วย ทั้งนี้ ต้องได้รับความยินยอมจากศาล  อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาหลายคนไม่รับคำให้การที่บันทึกเป็นเทปวีดิทัศน์ โดยอ้างปัญหาทางเทคนิคและการที่ไม่สามารถซักค้านโจทก์และจำเลยได้โดยตรงในศาล  นักคุ้มครองสิทธิเด็กบางคนอ้างว่า เด็กหญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศได้รับการดูแลทางร่างกายและจิตใจดีกว่าเด็กชายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ  ผู้ต้องหาคดีละเมิดทางเพศต่อเด็กจะถูกฟ้องดำเนินคดีภายใต้กฎหมายว่าด้วยอายุของบุคคลที่ยอมให้มีการร่วมประเวณีได้และกฎหมายว่าด้วยการค้าประเวณี   

การแสวงประโยชน์ทางเพศกับเด็ก - การค้าประเวณีเด็กยังเป็นปัญหา  ข้าราชการ นักวิชาการ และตัวแทนองค์กรนอกภาครัฐระบุว่า บางครั้งเด็กทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าว มักถูกบังคับ ข่มขู่ หรือถูกล่อลวงให้ค้าประเวณี  แม้ว่าจะเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า เด็กไทยที่ถูกบังคับให้ค้าประเวณีมีจำนวนลดลง แต่เด็กในครอบครัวยากจนยังคงเสี่ยงต่อการถูกบังคับค้าประเวณีอยู่  และมีบางกรณีที่บิดามารดาบังคับให้บุตรของตนค้าประเวณี  การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กยังมีอยู่ โดยผู้กระทำมีทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ

กฎหมายกำหนดบทลงโทษรุนแรงต่อผู้ที่จัดหา ล่อลวง บังคับ หรือข่มขู่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ค้าประเวณี และระบุว่า ลูกค้าที่มีเพศสัมพันธ์กับโสเภณีอายุต่ำกว่า 15 ปีจะต้องโทษจำคุก 2-6 ปี และถูกปรับสูงสุด 120,000 บาท (ประมาณ 4,000 เหรียญสหรัฐ)  ถ้าโสเภณีอายุระหว่าง 15-18 ปี โทษจำคุกจะอยู่ระหว่าง 1-3 ปี และโทษปรับสูงสุด 60,000 บาท (2,000 เหรียญสหรัฐ)  บิดามารดาที่ยอมให้บุตรเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณีก็อาจมีโทษเช่นกันตลอดจนอาจถูกเพิกถอนสิทธิในฐานะบิดามารดา  ผู้จัดหาเด็กเพื่อการค้าประเวณีมีโทษหนัก และจะมีโทษรุนแรงยิ่งขึ้นในกรณีที่จัดหาผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี  กฎหมายห้ามการผลิต การจำหน่าย การนำเข้า หรือการส่งออกงานลามกอนาจารเด็ก  ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีและมีโทษปรับไม่เกิน 6,000 บาท (200 เหรียญสหรัฐ)  กฎหมายยังกำหนดบทลงโทษรุนแรงสำหรับบุคคลที่แสวงประโยชน์ทางเพศกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชายที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และระบุบทลงโทษสำหรับการจัดหาโสเภณี การค้ามนุษย์เพื่อการใช้แรงงาน และการลักลอบนำคนเข้าเมือง 

เด็กพลัดถิ่น - โดยทั่วไป ทางการจะส่งเด็กที่อาศัยอยู่ตามข้างถนนไปที่สถานพักพิงที่รัฐบาลจัดให้ แต่มีรายงานว่า เด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ไม่ต้องการอาศัยอยู่ในสถานพักพิงเหล่านั้น เนื่องจากกลัวว่าจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ  ในที่สุดแล้ว รัฐบาลจะส่งเด็กข้างถนนที่เป็นคนไทยไปโรงเรียน ศูนย์ฝึกอาชีพ หรือส่งกลับครอบครัวภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์  ส่วนเด็กข้างถนนที่มาจากประเทศอื่นบางคนจะถูกส่งตัวกลับประเทศ

เด็กที่อาศัยอยู่ข้างถนนมักไม่ได้รับการกล่าวถึงในรายงานของประเทศไทยที่เกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก และยอดตัวเลขของเด็กข้างถนนทั่วประเทศมักมีเฉพาะเด็กไทยเท่านั้น  ในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2552 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์รายงานว่า คดีการค้ามนุษย์ 15 ใน 139 คดี เป็นผลจากการบังคับเด็กให้ขอทาน  แม้ว่าจะไม่มีตัวเลขขอทานอย่างแน่นอน แต่กทม. ประเมิน เมื่อเดือนมกราคม 2553 ว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของขอทานในกรุงเทพฯ เป็นต่างด้าว โดยเฉพาะชาวกัมพูชาและอีกครึ่งเป็นคนไทย  ในกลุ่มเด็กขอทานประกอบด้วยเด็กจรจัด เด็กถูกลักพาตัว และเด็กที่บิดามารดาส่งให้ไปขอทานระหว่างปิดภาคเรียน ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน หรือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  แรงงานต่างด้าวบางคนบังคับให้ลูกไปขอทานเพื่อช่วยหารายได้ให้ครอบครัว

การลักพาเด็กระหว่างประเทศ – ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการดำเนินการทางแพ่งต่อการลักพาเด็กระหว่างประเทศ พ.ศ. 2523  ผู้สนใจข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้ในประเทศใดโดยเฉพาะ สามารถอ่านได้จากรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ที่ http://travel.state.gov/abduction/country/country_3781.html

การต่อต้านยิว

ชาวยิวในไทยมีจำนวนน้อยมาก และไม่มีรายงานเกี่ยวกับการต่อต้านชาวยิว

การค้ามนุษย์

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เชิญอ่านได้จาก รายงานประจำปีว่าด้วยการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ www.state.gov/g/tip   

บุคคลทุพพลภาพ

รัฐธรรมนูญและกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการทางร่างกาย ระบบประสาทความรู้สึก สติปัญญาและสภาพจิต ในด้านการศึกษา การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ หรือบริการอื่นๆ ของรัฐ  ทว่า การบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลไม่มีประสิทธิผล  นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้บุคคลทุพพลภาพต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารคมนาคม และอาคารที่สร้างใหม่ แต่บทบัญญัติเหล่านี้ไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างเป็นเอกภาพ  กฎหมายยินยอมให้มีการเลือกปฏิบัติในการว่าจ้างงานต่อบุคคลทุพพลภาพ และนักเคลื่อนไหวยังคงพยายามขอแก้ไขกฎหมายนี้อยู่

บุคคลทุพพลภาพที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทางราชการมีสิทธิได้รับบริการตรวจโรค รถเข็น และไม้ยันรักแร้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  รัฐบาลให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเป็นเวลาห้าปีแก่บุคคลทุพพลภาพที่ดำเนินธุรกิจขนาดย่อม

โครงการการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนยังคงดำเนินงานอย่างแข็งแกร่งในทุกจังหวัด ในขณะที่โครงการศูนย์การเรียนรู้คนพิการในชุมชนได้ขยายเพิ่มเป็น 30 จังหวัด  มีการกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน เป็นวันคนพิการแห่งชาติ
 
รัฐบาลมีโรงเรียนพิเศษสำหรับนักเรียนพิการ 43 แห่ง  กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า มีศูนย์การศึกษาพิเศษสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน 76 แห่งทั่วประเทศ จังหวัดละหนึ่งแห่ง  กฎหมายกำหนดให้โรงเรียนของรัฐทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30,000 แห่ง ต้องรับนักเรียนพิการเข้าศึกษา  นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ฝึกอบรมสำหรับบุคคลทุพพลภาพที่ดำเนินการโดยรัฐเก้าแห่ง และโดยองค์กรนอกภาครัฐ 23 แห่ง ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมที่เปิดบริการทั้งแบบเต็มเวลาและแบบบางช่วงเวลาหรือตามฤดูกาล  รัฐดำเนินการบ้านพัก 111 แห่งสำหรับผู้พิการโดยเฉพาะ ในจำนวนนี้ มีสองแห่งที่เป็นสถานดูแลช่วงกลางวันสำหรับเด็กที่เป็นโรคออทิซึม  นอกจากนี้ ยังมีสมาคมของเอกชนที่จัดฝึกอบรมเป็นครั้งคราวสำหรับผู้พิการ  มีรายงานว่าโรงเรียนบางแห่งไม่ยอมรับเด็กพิการเข้าศึกษา แต่รัฐบาลให้เหตุผลว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะโรงเรียนไม่มีอาคารสถานที่ที่ให้ความสะดวกแก่เด็กพิการ 

คนพิการบางคนที่หางานทำได้ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติด้านค่าจ้างแรงงาน  ระเบียบราชการกำหนดให้บริษัทเอกชนว่าจ้างผู้พิการ 1 คนต่อพนักงาน 100 คน หรือต้องบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อประโยชน์ต่อผู้พิการ แต่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเป็นเอกภาพ  เจ้าหน้าที่ทางการประมาณตัวเลขว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา มีบริษัทห้างร้านถึงร้อยละ 50 ปฏิบัติตามกฎหมายนี้  ในขณะที่ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยเชื่อว่า ตัวเลขน่าจะอยู่ระหว่างร้อยละ 35-45 โดยสาเหตุสำคัญเนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ติดตามผลอย่างเพียงพอว่า บริษัทต่างๆ ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่  รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีนโยบายการจ้างงานที่เลือกปฏิบัติ

ชนกลุ่มน้อยทางสัญชาติ/เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์

คนสองกลุ่มคือ อดีตทหารในสงครามกลางเมืองของจีนและลูกหลานที่อาศัยอยู่ในไทยตั้งแต่สงครามสิ้นสุดลง และลูกของชาวเวียดนามอพยพที่อาศัยอยู่ใน 13 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎข้อบังคับที่จำกัดการเดินทาง ที่พักอาศัย การศึกษาและอาชีพของพวกเขา  ชาวจีนกลุ่มนี้ถูกจำกัดให้พักอาศัยอยู่ในจังหวัดภาคเหนือ 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน  กระทรวงมหาดไทยระบุว่า ไม่มีใครได้รับสัญชาติไทยในช่วงปีที่ผ่านมา

ชาวพื้นเมือง

ชาวเขาที่ไม่มีสัญชาติไทยยังคงถูกจำกัดการเดินทาง ไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ประสบความยากลำบากในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร  และถึงแม้ว่าคนเหล่านี้จะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน แต่พวกเขามักถูกละเมิดสิทธิด้านแรงงาน  นอกจากนั้น ยังถูกตัดสิทธิ์จากสวัสดิการของรัฐ เช่น โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า

กฎหมายให้สิทธิการขอสัญชาติแก่ชาวเขาบางกลุ่มที่ก่อนหน้านี้ไม่มีสิทธิ (ดู หมวด 2.ง.)  แม้รัฐบาลจะสนับสนุนความพยายามในการอนุมัติสัญชาติและให้ความรู้ชาวเขาเกี่ยวกับสิทธิที่มีอยู่ แต่นักเคลื่อนไหวรายงานว่า มีการทุจริตอย่างกว้างขวางและการปฏิบัติงานที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและตำบล ซึ่งทำให้คำร้องขอสัญชาติต้องคั่งค้างและถูกปฏิเสธอย่างไม่สมควร

ชาวเขายังคงเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติทางสังคม ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวเขามักจะเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม 

การถูกดูหมิ่นเหยียดหยามทางสังคม การเลือกปฏิบัติ และการกระทำรุนแรงเนื่องจากรสนิยมทางเพศและเอกลักษณ์ทางเพศ

ไม่มีกฎหมายระบุว่า รสนิยมทางเพศเป็นความผิดทางอาญา  กลุ่มหญิงรักหญิง ชายรักชาย ผู้รักร่วมสองเพศและบุคคลข้ามเพศสามารถจดทะเบียนกลุ่มกับทางการได้ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับชื่อที่ใช้ในการจดทะเบียน  กลุ่มเหล่านี้รายงานว่า เมื่อพวกตนตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม ตำรวจจะปฏิบัติต่อพวกตนเช่นคนปกติ ยกเว้นในกรณีอาชญากรรมทางเพศ ซึ่งตำรวจมักมีแนวโน้มที่จะไม่ให้ความสำคัญกับการละเมิดทางเพศมากนัก หรือไม่เห็นการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องจริงจัง  กฎหมายไม่อนุญาตให้บุคคลผ่าตัดแปลงเพศเปลี่ยนการระบุเพศของตนในเอกสารแสดงตน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ศาลปกครองกลางกรุงเทพมหานครได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมยกเลิกการระบุถึงบุคคลข้ามเพศว่า “มีความพิการทางจิตถาวร” ในการบันทึกการเกณฑ์ทหาร และมีรายงานว่า ทางกองทัพได้ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น  นักต่อสู้เพื่อสิทธิบางคนเห็นว่า เหตุการณ์นี้เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การลดผลกระทบเชิงลบต่อโอกาสสมัครงานในอนาคตอันเป็นผลมาจากนโยบายกองทัพที่ไม่ยอมเกณฑ์ชายรักร่วมเพศหรือบุคคลข้ามเพศเข้าเป็นทหารภายใต้ระเบียบการเกณฑ์ทหาร เนื่องจากสันนิษฐานว่า บุคคลลักษณะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลเสียแก่ความเข้มแข็ง ภาพลักษณ์และระเบียบวินัยของกองทัพ

ยังมีการเลือกปฏิบัติในทางธุรกิจเนื่องจากรสนิยมทางเพศและเอกลักษณ์ทางเพศอยู่บ้าง อาทิเช่น บริษัทประกันชีวิตบางแห่งปฏิเสธที่จะออกกรมธรรม์ประกันชีวิตแก่ชายรักร่วมเพศ อย่างไรก็ดี มีบริษัทประกันชีวิตใหญ่สี่แห่งขายประกันชีวิตแก่กลุ่มหญิงรักหญิง ชายรักชาย ผู้รักร่วมสองเพศและบุคคลข้ามเพศ พร้อมบทบัญญัติโอนผลประโยชน์เต็มรูปแบบแก่คู่ชีวิตที่เป็นเพศเดียวกัน  องค์กรนอกภาครัฐกล่าวหาว่า ไนท์คลับ บาร์ โรงแรม และโรงงานบางแห่งไม่ยอมให้ชายรักร่วมเพศ หญิงรักร่วมเพศ และบุคคลข้ามเพศเข้าไปในสถานที่ของตน 

การใช้ความรุนแรงหรือเลือกปฏิบัติทางสังคม

บุคคลที่ติดเชื้อเอ็ชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ต้องเผชิญกับปัญหาด้านจิตใจเนื่องจากถูกปฏิเสธจากครอบครัว มิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน ครูอาจารย์ และชุมชน แม้ว่าความพยายามให้ความรู้ในเรื่องนี้แก่ชุมชนตลอดจนการรณรงค์ทางอินเทอร์เน็ตอาจช่วยบรรเทาความรู้สึกเชิงลบดังกล่าวได้บ้างในบางชุมชน  ยังคงมีรายงานว่า นายจ้างบางรายปฏิเสธที่จะจ้างพนักงานที่ตรวจพบว่า มีเชื้อเอ็ชไอวีระหว่างการตรวจเลือดก่อนเข้าทำงานตามที่นายจ้างกำหนด  สมาคมแนวร่วมภาคธุรกิจไทยต้านภัยเอดส์ ระบุว่า มีบริษัทประมาณ 8,000 แห่งที่สัญญาว่า จะไม่กำหนดให้พนักงานต้องตรวจเลือดหาเชื้อเอ็ชไอวี/เอดส์ และจะไม่ปลดพนักงานที่ติดเชื้อออก พร้อมทั้งสัญญาว่า จะจัดโครงการรณรงค์สร้างความตระหนักในเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีบริษัท 1,505 แห่งเข้าร่วมโครงการในช่วงปีที่ผ่านมา   

เมื่อถึงสิ้นปี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ยังไม่มีการให้ข้อเสนอแนะขั้นสุดท้ายในกรณีวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นสถานพักพิงของผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้ายจำนวนมากแต่ก็นำศพผู้เสียชีวิตมาวางในที่สาธารณะเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ แม้ว่าเจ้าหน้าที่วัดจะกล่าวว่าได้รับอนุญาตจากผู้ป่วยแล้ว  ข้อตกลงเบื้องต้นอนุญาตให้ทางวัดนำศพนิรนามมาวางในที่สาธารณะได้

หมวดที่ 7 สิทธิของคนงาน

ก. สิทธิในการตั้งสมาคมและสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม

กฎหมายอนุญาตให้พนักงานภาคเอกชนก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานที่ตนเลือกได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากทางการล่วงหน้า  อย่างไรก็ตาม กฎหมายห้ามข้าราชการพลเรือน รวมทั้งครูประจำโรงเรียนของรัฐ ทหารและตำรวจ จัดตั้งหรือจดทะเบียนสหภาพแรงงาน  เมื่อเดือนมีนาคม คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎหมายที่เสนอโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่อนุญาตให้ข้าราชการ (ยกเว้นทหารและตำรวจ) จัดตั้งหรือจดทะเบียนสหภาพแรงงาน  และเมื่อถึงปลายปี ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ยังอยู่ในความพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา  กฎหมายอนุญาตให้ข้าราชการพลเรือนจัดตั้งและจดทะเบียนสมาคมได้ แต่สมาคมเหล่านี้ไม่มีอำนาจในการร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม

กฎหมายอนุญาตให้พนักงานรัฐวิสาหกิจมีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานได้  แรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนแล้วหรืออาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานและไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน  อย่างไรก็ดี แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วอาจเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานที่จัดตั้งและบริหารโดยคนไทยได้  กฎหมายจำกัดการเข้าอยู่ในเครือเดียวกันระหว่างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกับสหภาพแรงงานภาคเอกชน
 
กฎหมายห้ามนายจ้างใช้มาตรการต่อต้านสหภาพแรงงาน อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็กำหนดด้วยว่า เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานต้องเป็นลูกจ้างเต็มเวลาของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทำให้ลูกจ้างอาจถูกรังแกโดยนายจ้างที่ต้องการลงโทษลูกจ้างที่มีตำแหน่งในสหภาพหรือพยายามก่อตั้งสหภาพ  กฎหมายห้ามมีเจ้าหน้าที่ทำงานประจำกับสหภาพ จึงเป็นการจำกัดควบคุมสหภาพไม่ให้เข้มแข็งหรือมีบทบาททางการเมืองอย่างแข็งขัน  พนักงานอาจถูกไล่ออกด้วยเหตุผลใดก็ได้ แต่ต้องมีการจ่ายเงินชดเชยเมื่อเลิกจ้าง  กฎหมายไม่มีข้อกำหนดให้ต้องรับพนักงานกลับเข้าทำงาน  อย่างไรก็ดี ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับพนักงานกลับเข้าทำงานและจ่ายเงินชดเชยรายได้ที่ขาดหายไประหว่างที่พนักงานไม่ได้ทำงาน  

กฎหมายอนุญาตให้พนักงานประท้วงหยุดงานได้หลังจากที่ลูกจ้างยื่นเรื่องเรียกร้องและฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างไม่สามารถตกลงกันได้  พนักงานต้องยื่นจดหมายแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง  รัฐบาลมีอำนาจในการจำกัดการชุมนุมประท้วงของภาคเอกชนในกรณีที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดผลกระทบทางลบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนโดยรวม  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใช้อำนาจนี้น้อยมาก และไม่ได้ใช้อำนาจนี้เลยในช่วงปีที่ผ่านมา 

กฎหมายแรงงานห้ามการชุมนุมประท้วงในกลุ่มธุรกิจที่ให้ “บริการที่จำเป็น” ซึ่งรัฐบาลให้คำจำกัดความกลุ่มดังกล่าวกว้างกว่าเกณฑ์ที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศกำหนดไว้มาก โดยกลุ่มนี้ยังครอบคลุมถึงหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โทรคมนาคม และขนส่งมวลชน  กฎหมายห้ามการเลิกจ้างผู้ที่ชุมนุมประท้วงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทว่า นายจ้างมีสิทธิจ้างคนมาทำงานแทนผู้ประท้วงได้  การประท้วงในภาคเอกชนถูกจำกัดโดยข้อกฎหมายที่กำหนดให้มีการเรียกประชุมทั่วไปสมาชิกสหภาพแรงงานและต้องได้รับการเห็นชอบจากสมาชิกอย่างน้อยร้อยละ 50  

กฎหมายรับรองสิทธิของพนักงานคนไทยภาคเอกชนในการตั้งกลุ่มและดำเนินการร่วมเจรจาต่อรอง  กฎหมายได้กำหนดกลไกสำหรับการร่วมเจรจาต่อรอง ตลอดจนการไกล่เกลี่ยและการอนุญาโตตุลาการที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดข้อพิพาท 

กฎหมายแรงงานไม่มีการบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ และในบางกรณี ก็ไม่มีประสิทธิผลในการให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างที่เข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงาน  อาทิเช่น ในบางกรณี ศาลแรงงานได้สั่งให้นายจ้างบรรจุลูกจ้างเข้าทำงานตามเดิม เมื่อพบว่าพนักงานถูกไล่ออกเนื่องจากร่วมกิจกรรมสหภาพแรงงานจึงทำให้การไล่ออกนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการบรรจุพนักงานเข้าทำงานใหม่ใช้เวลานานและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสำหรับลูกจ้าง  ส่วนใหญ่ นายจ้างและลูกจ้างจึงมักตกลงกันนอกศาล โดยลูกจ้างได้รับเงินชดเชย และนายจ้างไม่ต้องถูกมาตรการลงโทษใดๆ  

ระบบศาลแรงงานทำหน้าที่พิจารณาคดีแรงงานในภาคเอกชนเกือบทุกเรื่องที่กฎหมายแรงงานครอบคลุม  กระทรวงแรงงานรายงานว่า ในปีพ.ศ. 2553 มี 29,638 คดี ถูกส่งต่อไปยังศาลแรงงานกลาง โดยข้อขัดแย้งส่วนใหญ่เป็นเรื่องการละเมิดกฎหมาย และการละเมิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการทำงาน
 
ปัญหาที่เกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์โดยรวมได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคี โดยมีศาลแรงงานพิจารณาทบทวนอีกชั้นหนึ่ง  พนักงานอาจร้องทุกข์ได้โดยผ่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ในกรณีข้อพิพาทด้านแรงงานในภาคเอกชนที่ไม่สามารถยุติได้ด้วยการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยโดยสมัครใจและที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจหรือความสงบเรียบร้อยของประเทศ กฎหมายให้อำนาจกระทรวงแรงงานในการส่งเรื่องพิพาทดังกล่าวไปให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อระงับข้อพิพาท อย่างไรก็ดี ไม่ค่อยมีการใช้อำนาจตามกฎหมายข้อนี้เท่าใดนัก  คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีหน้าที่แก้ไขปัญหาที่พนักงานรัฐวิสาหกิจร้องทุกข์  โดยทั่วไปแล้ว  ผู้นำแรงงานพอใจกับการแก้ปัญหาโดยองค์กรเหล่านี้ แม้จะมีคำร้องเรียนว่า ผู้นำสหภาพแรงงานที่ถูกไล่ออกโดยไม่เป็นธรรมได้รับเพียงเงินเดือนย้อนหลัง แต่นายจ้างไม่ได้ถูกลงโทษแต่อย่างใด  ดังนั้น นายจ้างจึงไม่ค่อยยับยั้งชั่งใจที่จะไล่ผู้จัดตั้งสหภาพแรงงานและนักเคลื่อนไหวออกจากงาน   

มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากทำงานในโรงงานใกล้กับจุดผ่านแดน ซึ่งมีรายงานว่ามีการละเมิดกฎหมายแรงงานอยู่เป็นประจำและไม่ค่อยมีการตรวจสอบว่า โรงงานเหล่านั้นปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่  เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบแรงงานมักพูดภาษาของแรงงานต่างด้าวไม่ได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้แรงงานต่างด้าวไม่สามารถรายงานการละเมิดกฎหมายได้  ในทางปฏิบัติ มีแรงงานต่างด้าวใช้สิทธิในการก่อตั้งกลุ่ม  มีแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานที่บริหารโดยคนไทย  แต่มีจำนวนเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีอุปสรรคด้านภาษาและแรงงานต่างด้าวและแรงงานไทยมักทำงานคนละภาคอุตสาหกรรม 

นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานและข้าราชการบางส่วนตีความรัฐธรรมนูญว่า ขยายเสรีภาพในการจัดตั้งสมาคมให้ครอบคลุมถึงการให้เสรีภาพข้าราชการในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน และมีข้าราชการกลุ่มเล็กๆ พยายามจัดตั้งสหภาพแรงงาน  ข้าราชการจัดการประชุมเมื่อปี พ.ศ. 2554 แต่ไม่มีรายงานเพิ่มเติมว่า ข้าราชการกลุ่มนี้สามารถจัดตั้งสหภาพได้หรือไม่

กฎหมายจำกัดขอบเขตความสามารถและการดำเนินการของสหภาพด้วยการอนุญาตให้ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานซึ่งเป็นบุคคลนอกองค์กรและได้รับอนุญาตจากรัฐเพียงสองคนให้ความช่วยเหลือสหภาพในการร่วมเจรจาต่อรอง  มีรายงานว่า สำนักงานระดับท้องถิ่นของกระทรวงแรงงานมักกีดกันบุคคลที่เห็นว่า “ชอบเคลื่อนไหวมากเกินไป” จากการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาด้านแรงงาน  นอกจากนี้ นายจ้างมีสิทธิที่จะห้ามที่ปรึกษาด้านแรงงานที่ได้รับอนุญาตให้คำปรึกษาแก่สหภาพแรงงานในช่วงการร่วมเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน  สหภาพแรงงานต้องใช้ที่ปรึกษาที่นายจ้างเห็นว่าเหมาะสม ในทางปฏิบัติ หมายความว่า นายจ้างมีเสรีที่จะเลือกที่ปรึกษาของตนในโต๊ะการร่วมเจรจาต่อรอง แต่สหภาพไม่มีสิทธินั้น  ผู้นำสหภาพแรงานและผู้สังเกตการณ์ภายนอกร้องทุกข์ว่า ข้อจำกัดนี้ขัดขวางความสามารถในการเจรจาต่อรอง ในการฝึกสมาชิกสหภาพ และในการพัฒนาความเชี่ยวชาญในการร่วมเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน รวมทั้งทำให้มีการเปลี่ยนตัวผู้นำสหภาพฯ บ่อยครั้ง

ในช่วงปี พ.ศ. 2553 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรายงานว่า มีข้อขัดแย้งอย่างไม่เป็นทางการระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง 170 รายซึ่งเกี่ยวข้องกับพนักงาน 110,334 คน  ในจำนวนนี้ ข้อพิพาท 145 กรณีคลี่คลายโดยไม่มีการนัดหยุดงาน  กรมฯ ส่งต่อข้อพิพาทแปดกรณีไปยังศาลแรงงาน และมี 17 กรณีที่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการที่กรมแรงงาน  กรมฯ ยังรายงานว่า มีกรณีพิพาทด้านแรงงานอย่างเป็นทางการ 66 กรณี ซึ่งลดลงมากจากเมื่อปี พ.ศ. 2552  มีการปิดกิจการชั่วคราวหนึ่งครั้งจากการประท้วงสองครั้งซึ่งเกี่ยวข้องกับพนักงาน 2,155 คน  ข้อพิพาทส่วนใหญ่เป็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับค่าจ้างและสวัสดิการอื่นๆ

มีรายงานว่านายจ้างมักเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างที่พยายามก่อตั้งสหภาพฯ  แม้ว่ากฎหมายจะคุ้มครองลูกจ้างที่ยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการทำงาน แต่กฎหมายก็ไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างจากการถูกตอบโต้โดยนายจ้างถ้าลูกจ้างเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงานก่อนมีการจดทะเบียนสหภาพฯ  เนื่องจากช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 เกิดน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลาง นักเคลื่อนไหวสหภาพแรงงานรายงานว่า นายจ้างปลดสมาชิกสหภาพออกจากงานโดยอ้างว่า ขาดทุนเนื่องจากอุทกภัย  นอกจากนี้ มีรายงานเกี่ยวกับคนงานที่ถูกไล่ออกเนื่องจากเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพ  ในบางกรณี ศาลแรงงานสั่งให้นายจ้างรับพนักงานเข้าทำงานตามเดิมถ้าพิสูจน์แล้วว่าสาเหตุของการไล่ออกไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  ในกรณีเหล่านี้ มีพนักงานบางส่วนที่นายจ้างรับเข้ากลับทำงานตามเดิม  

ในทางปฏิบัติ ไม่มีการจ่ายเงินชดเชยการให้ออกจากงานเสมอไป แม้จะมีกฎหมายกำหนดอยู่  องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า คนงานบางคนที่ถูกไล่ออกในช่วงเกิดอุทกภัยได้รับเงินชดเชยต่ำกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนด

ข้อกำหนดที่ว่าการประท้วงต้องได้รับความเห็นชอบจากร้อยละ 50 ของสมาชิกสหภาพทั้งหมดนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญในการนัดหยุดงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  นายจ้างบางรายแกล้งมอบหมายงานที่ไม่ดีและลดชั่วโมงการทำงานและลดโบนัสเพื่อเป็นการลงโทษผู้ประท้วง  องค์การแรงงานระหว่างประเทศระบุว่า กฎหมายกำหนดโทษไว้ เช่น การจำคุกและการบังคับทำงาน แก่ผู้ที่ทำการประท้วงหยุดงานในองค์กรของภาครัฐ

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำร้องขอของการรถไฟแห่งประเทศไทยถูกต้องตามกฎหมาย การรถไฟฯ ได้ขอให้ปลดผู้นำสหภาพแรงงานเจ็ดคนออกจากงาน ซึ่งรวมถึงนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้จัดการการนัดหยุดงาน เพื่อประท้วงเรื่อง เครื่องจักรไม่ปลอดภัยหลังจากเกิดเหตุรถไฟชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี พ.ศ. 2552 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน  นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้คนงานต้องจ่ายเงินแก่การรถไฟฯ เป็นจำนวน 15,000ล้านบาท (ประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ) รวมดอกเบี้ย เป็นการชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการนัดหยุดงานนั้น  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ และองค์กรนอกภาครัฐในประเทศไทย แถลงว่า การประท้วงหยุดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงสภาพความปลอดภัยของรถไฟ ไม่ใช่เป็นการสร้างความเสียหายให้แก่องค์กร และการไล่ออกจึงเป็นการละเมิดสิทธิพนักงาน  เมื่อถึงปลายปี คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ที่ศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ลงมติว่า คนงานสามคนควรได้รับกลับเข้าทำงานพร้อมได้รับจ่ายค่าเสียหาย เนื่องจากบุคคลทั้งสามถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรมจากร้าน KFC ในกรุงเทพ เพราะสนับสนุนเรียกร้องให้เพิ่มเงินตอบแทนและพยายามจะจัดตั้งสหภาพแรงงาน  บริษัท ยัม เรสเทอรองส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ผู้เป็นนายจ้างได้รับพนักงานทั้งสามกลับเข้าทำงาน แต่ก็ยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อศาลด้วย  องค์กรนอกภาครัฐแห่งหนึ่งรายงานว่า พนักงานได้รับกลับเข้าทำงานก็จริง แต่ถูกเพื่อนร่วมงานคุกคามเพื่อพยายามกดดันให้พวกเขาลาออก

บริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานได้ใช้ “ระบบสัญญาจ้างเหมางาน” โดยคนงานจะเซ็นสัญญาเป็นรายปี  แม้คนงานที่ทำสัญญาเหมาจะทำงานประเภทเดียวกันกับคนงานที่ได้รับการว่าจ้างโดยตรง แต่พวกเขามักกลับได้รับค่าจ้างและสวัสดิการพิเศษอื่นๆ น้อยกว่าหรือไม่ได้เลย  กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องให้ “ผลประโยชน์และสวัสดิการอย่างยุติธรรมโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ” แก่คนงานที่ทำสัญญาเหมา  ไม่ว่าคนงานที่ทำสัญญาเหมานี้จะถูกจ้างในลักษณะเป็นบริการภายนอกและได้รับค่าจ้างจากอีกบริษัทหนึ่งหรือไม่ก็ตาม กฎหมายถือว่า บริษัทที่ทำสัญญาเป็นนายจ้าง และนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างและให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างปกติและลูกจ้างที่ได้รับการว่าจ้างจากภายนอกอย่างเท่าเทียมกัน    

ในทางปฏิบัติ กฎหมายกำหนดว่า สมาชิกสหภาพแรงงานต้องเป็น “ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างคนเดียวกัน” หรือ “ลูกจ้างที่ทำงานประเภทเดียวกัน”  กฎหมายดังกล่าวบวกกับข้อกำหนดที่ให้สหภาพต้องเป็นตัวแทนของแรงงานในสัดส่วนร้อยละที่กำหนดไว้ อาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการร่วมเจรจาต่อรองแบบกลุ่ม เมื่อคนงานที่ทำสัญญาเหมาไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่มีสิทธิต่อรอง แต่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานทั้งหมดที่มีจำนวนพอควร  เนื่องจากคนงานที่ทำสัญญาเหมาถูกระบุว่า เป็น คนงานใน “อุตสาหกรรมบริการ” ซึ่งต่างจาก “อุตสาหกรรมการผลิต”  พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมได้  ข้อจำกัดในการเข้าร่วมสหภาพกับพนักงานที่ทำงานเต็มเวลามักจะลดความสามารถเจรจาต่อรองในฐานะกลุ่มขนาดใหญ่กว่าเดิม

ข. การห้ามการบังคับใช้แรงงาน

รัฐธรรมนูญห้ามการบังคับใช้แรงงาน ยกเว้นในกรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เกิดสงคราม หรือมีการประกาศกฎอัยการศึก หรือเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติสาธารณะที่กำลังจะเกิดขึ้น  แม้รัฐบาลจะพยายามบังคับใช้และเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว ปัญหาการบังคับใช้แรงงานชาย หญิงและเด็กก็ยังมีอยู่ในภาคเศรษฐกิจแม้เป็นส่วนน้อย โดยเฉพาะในส่วนที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวเป็นปกติ

นายจ้างมักเก็บเอกสารการขึ้นทะเบียนและเอกสารเดินทางของแรงงานต่างด้าวไว้  ซึ่งเป็นการจำกัดการเดินทางออกนอกสถานที่ทำงานของแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ แม้มีกฎหมายห้ามการปฏิบัติดังกล่าว  มีรายงานว่า แรงงานต่างด้าวบางคนขอให้นายจ้างเก็บเอกสารของตนไว้เพื่อป้องกันการสูญหาย

ยังคงมีรายงานเกี่ยวกับโรงงานเถื่อนหรือการกดขี่แรงงานในภาคเศรษฐกิจบางส่วน ซึ่งได้แก่ ในเรือประมง โรงงานเสื้อผ้า และโรงงานแปรรูปกุ้งและอาหารทะเล  การมีแรงงานต่างด้าวชาวพม่า กัมพูชา และลาวอยู่เป็นจำนวนมากในภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้เปิดโอกาสให้มีการกระทำมิชอบ (ดู หมวด 7.ง.) อาทิเช่น คนงานรายงานว่า นายจ้างห้ามพวกเขาออกนอกสถานประกอบการ

กรุณาอ่าน รายงานประจำปีว่าด้วยการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบด้วยที่ www.state.gov/j/tip

ค. การห้ามใช้แรงงานเด็กและเกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงาน

โดยทั่วไป  เด็กได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเพียงพอในภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ  กฎหมายกำหนดหลักการการจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี  และห้ามการจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่มีข้อยกเว้นสำหรับเด็กอายุระหว่าง 13-15 ปีที่บิดามารดาอนุญาตให้ทำงานภาคเกษตรในช่วงปิดภาคเรียนหรือหลังเลิกเรียนตราบใดที่นายจ้างจัดสภาพการทำงานที่ปลอดภัยให้

กฎหมายห้ามนายจ้างสั่งให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด และห้ามสั่งให้ทำงานระหว่าง 22.00 น. ถึง 6.00 น. โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานล่วงหน้า  กฎหมายห้ามการว่าจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ทำงานที่อันตราย ซึ่งรวมถึงงานใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลหะ สารเคมีอันตราย วัสดุมีพิษ กัมมันตรังสี และอุณหภูมิหรือระดับเสียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การสัมผัสกับจุลินทรีย์ที่เป็นพิษ การใช้อุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมาก การทำงานใต้ดินหรือใต้น้ำ รงมทั้งการทำงานในสถานที่ที่มีการจำหน่ายแอลกอฮอล์หรือในสถานอาบอบนวด  โทษสูงสุดสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวคือ โทษจำคุกหนึ่งปี หรือโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท (ประมาณ 6,700 เหรียญสหรัฐ) หรือทั้งจำทั้งปรับ 

กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างจำกัดแก่คนงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ เช่น การประมงและงานรับใช้ตามบ้าน  กฎหมายอนุญาตให้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อใช้กับภาคเศรษฐกิจที่กฎหมายครอบคลุมไม่ถึง โดยกฎกระทรวงดังกล่าวได้ขยายความคุ้มครองสำหรับเด็กที่ทำงานตามบ้านและในภาคเกษตรกรรม
 
กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับแรงงานเด็ก  โดยทั่วไป เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบของกระทรวงแรงงาน ซึ่งถูกมองว่ามีจำนวนน้อยเกินไปและมักทำงานในเชิงรับมากกว่าเชิงรุก โดยทั่วไปไม่สามารถพูดภาษาของชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการสื่อสารกับแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว  เพื่อปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายแรงงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น แผนตรวจสอบของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานในช่วงปีที่ผ่านมาให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการตรวจสอบการใช้แรงงานในโรงงานขนาดเล็ก (โรงงานที่มีคนงานน้อยกว่า 50 คน) ซึ่งเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่จะใช้แรงงานเด็ก  เมื่อมีผู้ละเมิดในกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่มักขอให้ผู้ละเมิดให้สัญญาว่า จะแก้ไขพฤติกรรมของตนให้ดีขึ้นแทนที่จะดำเนินคดีและลงโทษ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่นิยมกันทั่วไป  การที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องมีหมายค้นเป็นอุปสรรคในการเข้าตรวจตามบ้านพักอาศัยของบุคคลเพื่อดูแลสวัสดิภาพของเด็กรับใช้ตามบ้าน      

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานรายงานว่า มีเด็กอายุ 15-18 ปีจำนวน 51,139 คนทำงานอย่างเป็นทางการและมีชื่อในระบบประกันสังคมในปี พ.ศ. 2553  ตัวเลขดังกล่าวลดลงจากตัวเลขปี พ.ศ. 2552 เกือบร้อยละ 40 ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องจากการขยายโครงการเรียนฟรีจาก 9 ปีเป็น 12 ปี รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลที่ขยายโครงการเรียนฟรี ซึ่งรวมทั้งค่าเล่าเรียน ตำราเรียน และเครื่องแบบ เพิ่มเป็น 15 ปี   กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของกระทรวงแรงงานดำเนินการตรวจสอบเด็กอายุระหว่าง 15-17 ปีจำนวน 3,624 คนในปี พ.ศ. 2553 และพบการละเมิดกฎหมายจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่าที่กำหนดเพียงหนึ่งรายเท่านั้นในโรงงานขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  จำนวนของเด็กที่ได้รับการตรวจสอบเพิ่มจากจำนวน 2,774 คนในปี พ.ศ. 2552 ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงความพยายามที่เพิ่มขึ้นของกระทรวงแรงงานในการตรวจสอบโรงงานขนาดเล็ก (ซึ่งมักต้องสงสัยว่ามีการว่าจ้างแรงงานเด็กเป็นส่วนใหญ่) 

ในทางปฏิบัติ ยังพบแรงงานเด็ก (บางครั้งเด็กที่มีอายุต่ำกว่าที่กำหนดอนุญาต) ทำงานในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้า อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมง และภาคอุตสาหกรรมอย่างไม่เป็นทางการ  มีเหตุผลที่ทำให้เชื่อว่า มีการใช้แรงงานเด็กในการผลิตเสื้อผ้า สิ่งลามกอนาจาร กุ้ง และอ้อย ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรฐานสากล  เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทำงานอยู่ในเมืองส่วนใหญ่ทำงานในภาคบริการ ได้แก่ ปั๊มน้ำมัน อุตสาหกรรมขนาดย่อมและร้านอาหาร  ผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า แม้ว่าจำนวนเด็กที่ถูกแสวงประโยชน์จะลดลง แต่ก็ยังมีเด็กจำนวนหนึ่ง (มักเป็นเด็กต่างชาติ) ที่ถูกแสวงประโยชน์อยู่ เช่น ถูกใช้ไปขายของตามถนน ขอทาน ทำงานบ้านและทำงานในไร่นา โดยในบางครั้งเป็นการทำงานแบบแรงงานขัดหนี้  เด็กต่างชาติเหล่านี้จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพม่า กัมพูชา และลาว อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการถูกแสวงประโยชน์มากขึ้น  มีรายงานว่า มีเด็กข้างถนนที่ถูกซื้อ ถูกเช่า หรือ ถูกบังคับ “ยืม” จากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อให้มาขอทานกับผู้หญิงตามถนน

นอกเขตเมือง มีการใช้แรงงานเด็กในภาคเกษตร อุตสาหกรรมเสื้อผ้า และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการประมง  การใช้แรงงานเด็กในโรงงานขนาดใหญ่กว่าที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกและโรงงานแปรรูปที่จดทะเบียนกับทางการนั้นจะเห็นชัดน้อยกว่า  องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีการใช้แรงงานเด็กในโรงงานผลิตเสื้อผ้าหลายแห่งที่ตั้งอยู่ตามชายแดนพม่าในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  

จำนวนแรงงานเด็กทั้งหมด ทั้งแรงงานที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย น่าจะมีมากกว่าที่ระบุข้างต้นมากเมื่อพิจารณาจำนวนแรงงานเด็กในภาคที่ไม่เป็นทางการ รวมทั้งแรงงานเด็กต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน  ผลการศึกษาที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงแรงงานและองค์การแรงงานระหว่างประเทศชี้ว่า การบังคับใช้แรงงานเด็กสัญชาติไทยมีจำนวนลดลง และเด็กไทยมีจำนวนน้อยกว่าร้อยละ 1 ของแรงงานทั้งหมด  อย่างไรก็ตาม ไม่มีการสำรวจการใช้แรงงานเด็กทั่วประเทศอย่างถ้วนทั่ว

กรุณาอ่าน รายงานผลการสำรวจรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด ของกระทรวงแรงงานประกอบด้วยที่ www.dol.gov/ilab/programs/ocft/tda.htm 

ง. สภาพการทำงานที่ยอมรับได้

อัตราค่าแรงรายวันขั้นต่ำของประเทศกำหนดไว้ที่ 159 ถึง 221 บาทต่อวัน (ประมาณ 5.30 – 7.37 เหรียญสหรัฐ) ขึ้นอยู่กับระดับค่าครองชีพในแต่ละจังหวัด  เส้นความยากจนของประเทศอยู่ที่ 56 บาท /คน/วัน (1.87 เหรียญสหรัฐ)  เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน รัฐบาลพยายามช่วยนายจ้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้วยการประกาศเลื่อนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็zนวันละ 300 บาท (10 เหรียญสหรัฐ) ต่อวันตามที่นายกรัฐมนตรีให้สัญญาไว้ว่าจะขึ้นในเดือนมกราคม 2555 ไปเป็นเดือนเมษายน พ.ศ. 2555  นอกจากนี้ รัฐบาลได้กำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจและข้าราชการแยกต่างกันโดยมีความยืดหยุ่นเพิ่มเติมให้แต่ละกระทรวงหรือกรมกอง 

กฎหมายกำหนดเวลาทำงานสูงสุดต่อสัปดาห์ คือ 48 ชั่วโมง หรือแปดชั่วโมงต่อวันเป็นเวลาหกวัน และทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  ตามกฎหมายแล้ว ลูกจ้างที่ต้องทำงาน “เสี่ยงอันตราย” เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเหมืองแร่หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก ห้ามทำงานเกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และห้ามทำงานล่วงเวลา  พนักงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีห้ามทำงานเกิน 12 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน และอาจทำงานต่อเนื่องได้ไม่เกิน 28 วัน  กฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ได้ครอบคลุมทุกภาคส่วน  ตัวอย่างเช่น กฎหมายไม่ได้ให้ความคุ้มครองแรงงานที่ทำงานรับใช้ตามบ้านครบทุกประเด็น  

กระทรวงแรงงานประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับสภาพการทำงาน คือ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เมื่อเดือนมกราคม

กฎหมายห้ามพนักงานที่ตั้งครรภ์ทำงานผลัดกลางคืน ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด ทำงานที่ใช้เครื่องจักรที่มีอันตราย หรือทำงานในเรือ  ในบางกรณี พนักงานมีครรภ์ซึ่งทำงานอยู่ในสำนักงานในตำแหน่งที่ไม่ต้องใช้แรงกายมากนักสามารถทำงานล่วงเวลาได้หากพนักงานยินยอม  แม้ว่ากฎหมายห้ามไล่คนงานที่ตั้งครรภ์ออก แต่ยังคงมีรายงานว่า นายจ้างปลดลูกจ้างออกจากงานเพราะตั้งครรภ์  ไม่มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองงานให้แก่ลูกจ้างที่ขอย้ายหน้าที่จากสภาพการทำงานที่มีอันตราย  

กระทรวงแรงงานมีหน้าที่ดูแลให้นายจ้างปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำในภาคแรงงานที่เป็นทางการ อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำนี้ยังมีความสับสนอยู่  แรงงานบางส่วนในภาคเศรษฐกิจที่เป็นทางการทั่วประเทศได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ โดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัด  กระทรวงแรงงานรายงานว่า ร้อยละ 26 ของสถานประกอบการที่ได้รับการตรวจสอบโดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดย่อมไม่ได้จ่ายค่าแรงขั้นต่ำในอัตราที่ทางการกำหนด  กฎหมายคุ้มครองแรงงานยังได้ครอบคลุมถึงแรงงานที่ไม่มีเอกสารประจำตัว  อย่างไรก็ดี แรงงานต่างด้าวทั้งแรงงานไร้ฝีมือและกึ่งไร้ฝีมือจำนวนมากทำงานแลกค่าจ้างซึ่งบางครั้งก็น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำมาก       

นอกจากนี้  กระทรวงแรงงานยังบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน  ในปี พ.ศ. 2553 กระทรวงฯ ได้จ้างพนักงานตรวจสอบ 678 คนให้ตรวจสถานประกอบการประมาณ 387,000 แห่ง และจากสถิติของกระทรวงฯ พนักงานตรวจสอบได้ตรวจสอบสถานประกอบการรวม 16,867 แห่งในช่วงปีที่ผ่านมา และพบว่า มี 1,372 แห่ง (ร้อยละ 9) ที่ละเมิดกฎระเบียบว่าด้วยสุขภาพและความปลอดภัย โดยส่วนใหญ่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุเพลิงไหม้ การไม่จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลความปลอดภัย และระดับความร้อน แสงและเสียงไม่เหมาะสม

กฎหมายกำหนดโทษและค่าปรับเล็กน้อยสำหรับนายจ้างที่ละเมิดกฎหมาย ซึ่งองค์กรนอกภาครัฐเห็นว่าไม่เพียงพอ  พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม แต่เมื่อถึงปลายปี ก็ยังไม่ชัดเจนว่า กฎหมายฉบับนี้มีผลกับความปลอดภัยของพนักงานเพียงใด  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่า อัตราการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของพนักงานพบสูงสุดในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภค โรงแรม ร้านอาหาร และอุตสาหกรรมการก่อสร้าง

ในปี พ.ศ. 2553 มีรายงานเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในอุตสาหกรรม 146,511 ครั้ง ในจำนวนนี้ เป็นการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเล็กน้อย (ลาป่วยไม่เกินสามวัน) จำนวน 103,813 ราย และการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยซึ่งทำให้ต้องลาป่วยเกินสามวัน (รวมทั้งการพิการอย่างถาวรและการเสียชีวิต) จำนวน 42,698 ราย  อัตราการเกิดอุบัติเหตุในภาคแรงงานนอกระบบ ภาคเกษตรกรรม และในกลุ่มแรงงานต่างด้าว เชื่อว่าน่าจะสูงกว่านี้แต่มีรายงานน้อยกว่าเป็นจริง  ผู้ที่เจ็บป่วยอันมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับงานอาชีพมักไม่ค่อยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์หรือได้รับเงินชดเชย  และมีแพทย์หรือคลินิกเฉพาะทางสำหรับโรคเหล่านี้จำนวนน้อยมาก  สตรีต่างด้าวอายุน้อยจำนวนมากที่ทำงานตามชายแดนพม่าได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างจำกัดและต่ำกว่ามาตรฐาน  ในโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ มักมีการนำมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยที่ทางการกำหนดไว้มาใช้ แต่การบังคับใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยโดยรวมก็ยังไม่เข้มงวด  ในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ การให้ความคุ้มครองด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยยังคงต่ำกว่ามาตรฐาน         

การจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมมักล่าช้าหรือไม่เพียงพอ  มีไม่กี่ครั้งที่ศาลตัดสินลงโทษผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ

รัฐบาลกำลังดำเนินการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงการกระทำมิชอบต่อแรงงานต่างด้าว  ทางการกำหนดให้แรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียนและดำเนินการตามกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ  แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนจะได้รับอนุญาตให้ทำงานและพักอาศัยในไทยได้ชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี และสามารถรับสวัสดิการประกันสังคมและสาธารณสุขได้  บุตรของแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วมีสิทธิ์ลงทะเบียนขอใบอนุญาตพักอาศัยหากบิดามารดาได้รับใบอนุญาตพักอาศัยแล้ว

แรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารยังคงเป็นกลุ่มอ่อนแอที่เสี่ยงต่อสภาพการทำงานที่เลวร้ายและไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ทางกฎหมาย  และยังคงมีปัญหาเสี่ยงต่อการถูกขู่คุกคามและการส่งตัวกลับประเทศ  องค์กรนอกภาครัฐที่น่าเชื่อถือรายงานว่า แรงงานต่างด้าวมักต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเนรเทศออกนอกประเทศหากถูกจับว่าไม่มีเอกสาร  องค์กรนอกภาครัฐร้องเรียนว่า คำสั่งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่ให้ส่งตัวแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารกลับประเทศเป็นการทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง  เนื่องจากคำวิพากษ์วิจารณ์นี้ กระทรวงแรงงานจึงสั่งให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระงับการส่งแรงงานต่างด้าวกลับประเทศ ในช่วงที่มีการขึ้นทะเบียน  รัฐบาลรายงานว่า ตัวเลข ณ เดือนพฤศจิกายน มีแรงงานต่างด้าวจากพม่า กัมพูชา และลาว ที่ทำงานในไทยจำนวนสูงถึงประมาณ 1.9 ล้านคน  รัฐบาลได้ประกาศให้มีการขึ้นทะเบียนอีกรอบหนึ่งในปี พ.ศ. 2555 เพื่อขึ้นทะเบียนแรงงานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งอาจมีจำนวนสูงถึงหนึ่งล้านคน แต่จำนวนนี้จะผันผวนเนื่องจากมีการเดินทางข้ามพรมแดนเป็นประจำ

ส่วนหนึ่งของนโยบายโดยรวมที่จะอำนวยความสะดวกให้แรงงานต่างด้าวมีสภาพถูกต้องตามกฎหมายนั้น รัฐบาลได้ปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินการในปี พ.ศ. 2553 เช่น การจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จในกรุงเทพ และอีก 16 จังหวัด การกำหนดแนวทางที่ชัดเจนและข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการขึ้นทะเบียนและค่าธรรมเนียม การจัดตั้งโทรศัพท์สายด่วนสำหรับชุมชนแรงงานต่างด้าว การจัดพิมพ์แผ่นพับเพื่อให้ญาติของแรงงานต่างด้าวและแรงงานที่ข้ามพรมแดนได้เข้าใจและมีความมั่นใจ ตลอดจนการจัดทำเว็บไซต์ภาษาไทยและภาษาอื่นๆ  นอกจากนี้ รัฐบาลยังศึกษาหนทางที่จะดำเนินการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวมีโอกาสเปลี่ยนนายจ้างได้หากนายจ้างกดขี่แรงงานหรือละเมิดกฎหมาย

แรงงานต่างด้าวที่ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติเรียบร้อยแล้วจะมีสิทธิได้รับสวัสดิการจากกองทุนประกันสังคม  รัฐบาลได้ขอความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยเอกชนให้จัดตั้งกองทุนเงินทดแทนสำหรับแรงงานต่างด้าว แต่เมื่อถึงสิ้นปี ก็ยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนนี้เนื่องจากขาดเงินทุน  องค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า มีแรงงานที่ขึ้นทะเบียนแล้วหลายรายที่ไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติและไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยกรณีอุบัติเหตุ

องค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า สภาพแวดล้อมการทำงานของทั้งแรงงานต่างด้าวที่มีเอกสารและแรงงานที่ไม่มีเอกสารไม่ค่อยดี  ฝ่ายตรวจสอบแรงงานมีทรัพยากรจำกัด และองค์กรนอกภาครัฐแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแจ้งเตือนล่วงหน้าถึงแผนการเข้าตรวจสอบแรงงาน  มีรายงานว่า แรงงานต่างด้าวได้รับค่าแรงน้อยกว่าอัตราแรงงานขั้นต่ำที่กำหนดมาก ต้องทำงานหลายชั่วโมงในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขอนามัย และใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าจะถูกจับและถูกส่งกลับประเทศหากไม่ได้ขึ้นทะเบียน  นักสังเกตการณ์ประชาสังคมยังคงวิจารณ์รัฐบาลว่า ดูแลแรงงานต่างด้าวที่อ่อนแอได้ไม่ดี  ในบริเวณชายแดนไทย-พม่าที่อำเภอแม่สอด นายหน้าแรงงานมักคอยตามคนงานที่ศูนย์ส่งตัวกลับประเทศของไทย และแจ้งว่า แรงงานได้มาถึงชายแดนพม่าแล้วเพื่อขอรับเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มจากแรงงาน
 
บริษัทจัดหาแรงงานแสวงประโยชน์แรงงานไทยที่ทำงานในต่างประเทศด้วยการคิดค่าธรรมเนียมในการจัดหางานเป็นจำนวนเงินที่สูงและผิดกฎหมาย ซึ่งบางครั้งอาจสูงเท่ากับรายได้ปีแรกและปีที่สองของการทำงานรวมกัน  มีหลายกรณีที่คนงานซึ่งผ่านการคัดเลือกไม่ได้รับสวัสดิการตามที่สัญญาไว้และมีหนี้สินจำนวนมาก  องค์กรนอกภาครัฐตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหนี้ในท้องถิ่นซึ่งส่วนมากเป็นเจ้าหนี้นอกระบบมีส่วนทำให้เกิดการปฏิบัติเช่นนั้นโดยการเสนอให้กู้ยืมเงินดอกเบี้ยสูงเพื่อให้คนงานนำไปจ่ายค่าหัวคิวซึ่งบางครั้งอาจสูงถึงห้าแสนบาท (ประมาณ 16,700 เหรียญสหรัฐ)  กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้ออกกฎจำกัดค่าธรรมเนียมสูงสุดในการจัดหางาน ทว่า การบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวเป็นเรื่องยากมาก  ในวันที่ 25 พฤษภาคม กระทรวงฯ ได้ลงนามในข้อตกลงระยะเวลาสองปี เพื่อขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศเพื่อปรับปรุงการสรรหาและการคุ้มครองแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว

ในช่วงปีที่ผ่านมา กรมการจัดหางานรายงานว่า ได้ทำการสืบสวนการทุจริตแรงงานของสำนักงานจัดหางานแรงงานต่างด้าว และได้ระงับใบอนุญาตของสำนักงานสองแห่งเมื่อเปรียบเทียบกับเก้าแห่งในปี พ.ศ. 2553นอกจากนี้ ทางการยังได้รายงานว่า กำลังดำเนินการสอบสวนทางอาญาบุคคลต้องสงสัยละเมิดกฎหมายแรงงาน 377 คนใน 321 คดี